โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิธีคิดสุดฉลาดของ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” อัจฉริยะค้าข้อมูล เปลี่ยนโซเชียลเป็นเครื่องจักรผลิตเงิน

Thairath Money

อัพเดต 23 ก.พ. 2568 เวลา 00.54 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. 2568 เวลา 00.54 น.
ภาพไฮไลต์

อีกหนึ่งบุคคลสำคัญของโลกเทคโนโลยี ชายผู้เปลี่ยนโลกโซเชียลมีเดียด้วยการสร้าง “Facebook” ขึ้นมา จนขึ้นแท่นเป็นแพลตฟอร์มสร้างชื่อ ที่แม้แต่ Gen Boomer ก็ต้องใช้ ชายที่มีชื่อว่า “Mark Zuckerberg” ด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มในแทบจะทุกภาพที่ออกสื่อ การแชร์คอนเทนต์แนวครอบครัวผ่านโพสต์ส่วนตัว และแนวทางการทำธุรกิจของ Meta ส่งผลให้ชื่อของ Mark Zuckerberg ปรากฏอยู่ในข่าวหน้าหนึ่งบ่อยครั้ง

วิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำของโลกเทคโนโลยีก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Meta แทบจะขึ้นมาครองโลก ด้วยแพลตฟอร์มโซเชียลในมือที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Whatsapp ตลอดจนแอปฯ น้องใหม่ Threads ล้วนขึ้นเป็นแอปพลิเคชัน Top 10 ที่คนทั่วโลกต้องดาวน์โหลด ซึ่งก็ส่งผลให้ Mark Zuckerberg เองทำเงินได้มหาศาลจากโปรดักต์เหล่านี้

จากข้อมูลของ Forbes ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2025 รายงานไว้ว่า Mark Zuckerberg มีความมั่งคั่งสุทธิที่ 239,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8 ล้านล้านบาท แซงหน้า Jeff Bezos ขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 2 ของโลก ซึ่งส่วนใหญ่ของความมั่งคั่งของ Mark Zuckerberg นั้นมาจากการถือหุ้นใน Meta ที่ประมาณ 13% ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีระดับโลก

ในบทความนี้ Thairath Money คอลัมน์ How to Make Money จะพาไปทำความรู้จัก Mark Zuckerberg ผู้คิดค้นและก่อตั้ง Meta เจ้าของ Facebook แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเปลี่ยนโลกที่ปัจจุบันกุม Data ของผู้ใช้กว่า 3 พันล้านคนไว้ในมือ

ก่อนจะมี Facebook

Mark Zuckerberg เกิดในปี 1984 และเติบโตในแถบ Dobbs Ferry นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมกับพี่สาว 2 คนและน้องสาว 1 คน ซึ่ง Zuckerberg มีความหลงใหลในคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยังเด็ก บวกกับการสนับสนุนทางเทคโนโลยีอย่างเต็มที่จากคุณพ่อ Edward Zuckerberg ทันตแพทย์ และคุณแม่ Karen Kempner จิตแพทย์ ซึ่งทั้งคู่เป็นแพทย์ชื่อดังในนิวยอร์ก

Mark Zuckerberg ได้รับการแนะนำสู่โลกของการเขียนโปรแกรมตั้งแต่อายุยังน้อย มีความสามารถและเชี่ยวชาญในโปรแกรมภาษา C++ อีกทั้งยังโชคดีได้ทดลองพัฒนาโปรแกรมซอฟต์แวร์ตั้งแต่วัยละอ่อน อีกทั้งยังมีทักษะตามธรรมชาติที่ได้รับการบ่มเพาะจากสภาพแวดล้อมที่ให้คุณค่ากับการศึกษาและเทคโนโลยีมาโดยตลอด และในช่วงวัยรุ่นตอนต้นเขาได้เริ่มสร้างโปรแกรมและเกมง่าย ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่เริ่มพัฒนาขึ้น

ในช่วงเรียนมัธยมที่ Phillips Exeter Academy ทาง Zuckerberg ได้ทดลองฝึกฝนและพัฒนาทักษะผ่านการทำโครงการต่าง ๆ ที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์กับความชำนาญทางเทคโนโลยี ซึ่งหนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นในช่วงแรก คือ การพัฒนาโปรแกรมส่งข้อความที่ถูกเรียกว่า “ZuckNet” จนต่อมาพ่อของ Mark Zuckerberg ก็ได้นำไปใช้ในคลินิกทันตกรรมของตัวเองอีกด้วย

ประสบการณ์ในช่วงเริ่มต้นเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงของเขาในฐานะเด็กโปรแกรมเมอร์ผู้มีพรสวรรค์ แต่ยังเป็นรากฐานให้กับความคิดริเริ่มและนวัตกรรมที่ในที่สุดจะนำไปสู่การสร้าง Facebook ที่ฮาร์วาร์ดในภายหลัง

ต้นกำเนิด Facebook โซเชียลเปลี่ยนโลก

Mark Zuckerberg เริ่มต้นแนวคิดในการสร้างสรรค์แพลตฟอร์มเชื่อมต่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยในช่วงปี 2003 ได้เริ่มต้นที่การทดลองพัฒนาเว็บไซต์ “Facemash” ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ให้ผู้ใช้งานเปรียบเทียบและโหวตรูปถ่ายของเพื่อนนักศึกษา

แต่ทว่า Facemash ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว แต่ขณะนั้นก็มีหลายฝ่ายที่มองว่าโครงการนี้ของ Mark Zuckerberg ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีในการเชื่อมต่อผู้คนและเป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงความทะเยอทะยานที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในยุคดิจิทัล

จนต่อมาในปี 2004 ทาง Mark Zuckerberg ได้ร่วมกับเพื่อน ๆ อย่าง Eduardo Saverin, Andrew McCollum, Dustin Moskovitz และ Chris Hughes ก่อตั้ง “TheFacebook” โดยเริ่มต้นจากการเป็นเครือข่ายออนไลน์สำหรับนักศึกษาฮาร์วาร์ดที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและมีการใช้งานเฉพาะกลุ่ม จนกระทั่งประสบความสำเร็จมีนักศึกษาสนใจใช้งานจำนวนมาก

ความสำเร็จในระดับมหาวิทยาลัยทำให้แนวคิดนี้ได้รับการขยายตัวไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ๆ และในที่สุดเปิดรับสมาชิกจากทั่วโลกภายใต้ชื่อ “Facebook” ด้วยฟังก์ชันที่ออกแบบมาเพื่อสานความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Facebook กลายเป็นปัจจัยที่ช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้คนสื่อสารและเชื่อมต่อกันในระดับโลก พร้อมวางรากฐานให้กับการปฏิวัติเทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในยุคปัจจุบัน

กลยุทธ์ทำธุรกิจโซเชียลแบบกินรวบ กำจัดคู่แข่ง

ก่อนที่ Facebook จะกลายเป็นธุรกิจโฆษณาขนาดใหญ่ นอกเหนือจากการเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแล้ว Facebook ยังพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลข้อมูล หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญคือ “Cassandra” ระบบฐานข้อมูลกระจายที่ปรับขนาดรองรับเซิร์ฟเวอร์หลายร้อยถึงหลายพันเครื่อง โดยโค้ดถูกเปิดให้ผู้พัฒนาทั่วไปใช้งาน

นอกจาก Cassandra แล้ว Facebook ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สสำหรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่อย่าง Apache Hadoop ซึ่งเป็นเฟรมเวิร์กสำหรับจัดการชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Large Data Set) ที่ต่อมามาพ้องกับคำว่า “Big Data” ซึ่ง Facebook ไม่เพียงแต่ได้นำ Hadoop มาใช้งานในการวิเคราะห์ข้อมูลภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาและปรับปรุงเครื่องมือที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลข้อมูลอีกด้วย

ปัจจุบัน Facebook ใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการติดตามพฤติกรรมการใช้งาน เช่น การคลิก, เวลาในการใช้งาน และความสนใจในเนื้อหาต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้บริษัทสามารถเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างละเอียด และยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้ใช้งานในยุคดิจิทัลอีกด้วย

นอกจากนี้ Facebook ยังได้เข้าซื้อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ด้วยเหตุผลเชิงกลยุทธ์หลายประการ โดยการเข้าซื้อแพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ WhatsApp ทำให้บริษัทสามารถขยายฐานผู้ใช้งานและเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้และรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างออกไปจากแพลตฟอร์มหลักอย่าง Facebook ได้ ซึ่งช่วยให้มีระบบนิเวศที่หลากหลายและครอบคลุมการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในรูปแบบต่าง ๆ

อีกทั้ง การเข้าซื้อกิจการเหล่านี้ยังช่วยให้ Facebook กำจัดคู่แข่งที่อาจเข้ามาขยายตลาดและรวมส่วนแบ่งตลาดให้เป็นของตัวเอง อีกทั้งยังสามารถผสานคุณสมบัติใหม่ ๆ และโปรโมตบริการข้ามแพลตฟอร์มได้ ซึ่งส่งผลให้เพิ่มความมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานและเปิดช่องทางรายได้ใหม่ ๆ ผ่านโฆษณาที่ตรงเป้าหมายและหลากหลายมากยิ่งขึ้น

จนเมื่อ Transform ตัวเองมาเป็น Meta และเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลใหญ่ ๆ หลายตัว บวกกับ Data ของผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล ทำให้ Meta สามารถออกแบบแคมเปญโฆษณาสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้หลายช่องทางในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้แคมเปญมีความครอบคลุมและสอดคล้องกันมากขึ้น

วิธีทำเงินของ Meta ธุรกิจที่ยึดแอปฯ โซเชียลเป็นหลัก

ในปี 2024 ทาง Meta มีรายงานรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 164,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่ (ประมาณ 98%) มาจากการโฆษณาดิจิทัล ซึ่งโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 22% แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จและความสามารถในการปรับตัวของแพลตฟอร์มนี้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

ซึ่งจากรายงานของ Meta พบว่า ส่วนใหญ่รายได้มาจาก 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มแอปพลิเคชันโซเชียล และกลุ่ม Reality Labs ที่ออกแบบและทำงานวิจัยใน AR และ VR

รายได้จากแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย

  • ส่วนนี้ครอบคลุมรายได้ทั้งหมดที่ Meta จากโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ โดยที่โฆษณาจะแสดงบน Facebook ซึ่งเป็นเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กหลักของ Meta รวมถึง Instagram, Messenger, WhatsApp และเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของบุคคลที่สามที่เกี่ยวข้อง

  • ในปี 2023 ส่วนนี้ทำรายได้ได้มากถึง 133,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมากกว่า 98% ของรายได้รวมของบริษัท ส่วนกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 62,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเติบโตขึ้น 61% จากปีก่อนหน้า

รายได้จาก Reality Labs

  • ในส่วนนี้จะประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์และบริการด้าน AR และ VR ที่ Mark Zuckerberg คอยผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานรายได้ของส่วนนี้ในปี 2023 อยู่ที่ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 1.4% ของรายได้รวมของบริษัท โดยรายได้ในส่วนนี้ลดลงกว่า 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

  • นอกจากนี้ ส่วนของ Reality Labs นี้รายงานว่าขาดทุนกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้กำไรโดยรวมจากการดำเนินงานของบริษัทลดลง ซึ่งเป็นการขาดทุนมากขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 13,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ Mark Zuckerberg มีแนวคิดในการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นแกนหลักในการเชื่อมต่อผู้คนและสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ด้วยแนวคิด “Move Fast and Break Things” ในช่วงแรกของ Facebook ได้สะท้อนถึงความสำคัญของความรวดเร็วในการพัฒนาและนวัตกรรม แม้ว่าตอนนี้แนวคิดนี้ได้พัฒนาไปสู่ “Move Fast with Stable Infrastructure” เพื่อเน้นความสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความน่าเชื่อถือ แต่ทั้งสองแนวคิดยังคงเป็นพื้นฐานในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดดในโลกดิจิทัล

ที่มา: Meta, Bloomberg, Forbes [1][2], Wired, ThoughtCo., Investopedia, People

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...