โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Jeffrey Sachs นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก สะท้อนบทเรียน “ภาษีทรัมป์” ไม่มีผู้ชนะ ผู้แพ้ แต่เสียหายทั้งหมด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 เม.ย. 2568 เวลา 18.38 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. 2568 เวลา 11.38 น.

"Jeffrey Sachs" นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก สะท้อนบทเรียนที่ "ทรัมป์" ไม่เคยเข้าใจ ขาดดุลการค้า ≠ การถูกโกง เมื่อการขาดดุลการค้าไม่ใช่เกมแพ้ชนะ

ขณะที่การขึ้นภาษีจีน 145% ไม่ได้ทำให้จีนเป็นผู้แพ้ และการที่ตลาดหุ้นร่วง 10 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนพลิกกลับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ ใครได้ประโยชน์

วันที่ 20 เมษายน 2568 Jeffrey Sachs นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์นโยบายสาธารณะชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก กล่าวบนเวที Antalya Diplomacy Forum ที่ตุรกี ถึงประเด็นของความวุ่นวายปั่นป่วนทั่วโลกหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เข้ารับตำแหน่งและเริ่มออกนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะภาษีตอบโต้ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศทั่วโลก

Jeffrey Sachs เริ่มต้นด้วยการอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ถึงการที่ทรัมป์พยายามบอกกับทั่วโลกถึงการขาดดุลการค้าว่า "ถ้าคุณเอาบัตรเครดิตของตัวเองไปช้อปปิ้ง แล้วคุณก่อหนี้บัตรเครดิตก้อนใหญ่ขึ้นมา" นั่นหมายความว่าคุณกำลังขาดดุลการค้ากับร้านค้าทั้งหมดเหล่านั้น ซึ่งมันคงจะแปลกมากถ้าคุณหันไปโทษเจ้าของร้านว่าพวกเขาขายของให้คุณว่า "คุณโกงผม คุณโกงผม คุณโกงผม ผมกำลังขาดดุลการค้า"

ซึ่ง Jeffrey Sachs บอกว่าระดับความเข้าใจของประธานาธิบดีสหรัฐก็อยู่แค่นั้นเอง

โดยอธิบายว่า ขาดดุลการค้า (Trade Deficit) ไม่ได้สะท้อนนโยบายการค้า แต่สะท้อน "การใช้จ่ายเทียบกับการผลิต" หรือ "รายได้" (Spending relative to production or earnings) ซึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า อัตลักษณ์ทางเศรษฐศาสตร์ (identity) ซึ่งผมสอนในวันที่สองของวิชาเศรษฐศาสตร์การเงินระหว่างประเทศ แต่ทรัมป์ไม่เคยไปถึงวันที่สอง

การที่ทรัมป์บอกว่า "คุณกำลังขาดดุลการค้า ดูสิ พวกเขาโกงผม" ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สหรัฐใช้จ่ายเกินกว่ารายได้ของตัวเอง ซึ่งสามารถดูกราฟรายได้ประชาชาติได้เลย เมื่อนำการบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายของรัฐบาลมาบวกกัน แล้วลบออกด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) แล้วจะพบว่า…ผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ประมาณการ แต่ตรงเป๊ะเลย นั่นคือ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit) ซึ่งเป็นตัววัดแบบครอบคลุมว่าประเทศใช้จ่ายไปกับสินค้าและบริการมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับที่ขายออกไป

ดังนั้นหมายความว่า สหรัฐ จึงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะว่ามีการใช้จ่ายเกินกว่าที่ผลิตได้

แล้วทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

ก็เพราะว่าสหรัฐมี "บัตรเครดิต" ก้อนใหญ่อยู่นั่นเอง นั่นคือ "รัฐบาลกลางสหรัฐ" ซึ่งใช้จ่ายมากกว่ารายได้จากภาษีราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี รัฐบาลทำการโอนเงินให้ประชาชนและธุรกิจต่าง ๆ โดยไม่เก็บภาษีเพื่อชดเชยเงินโอนเหล่านั้น (Transfer Payments)

ทำไมถึงไม่เก็บภาษี? เพราะสมาชิกสภาคองเกรสที่โหวตผ่านงบประมาณเหล่านี้ ได้รับการสนับสนุนหาเสียงมาจากคนรวยที่ไม่ชอบภาษี ดังนั้นระบบการเมืองสหรัฐจึงมีนโยบายว่า "ใช้จ่ายได้ แต่ห้ามเก็บภาษีเพิ่ม"

ผลคือ สหรัฐมีการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง การใช้จ่ายนี้ไหลออกไปทั้งในรูปแบบการโอนเงินและการซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งเกินกว่ารายได้ประชาชาติที่ประมาณ 30 ล้านล้านดอลลาร์ โดยการใช้จ่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 31 ล้านล้านดอลลาร์ และนั่นคือสาเหตุของการขาดดุลการค้า แต่ทรัมป์กลับโทษโลกใบนี้

Jeffrey Sachs กล่าวอีกว่า "ถ้าทรัมป์เป็นนักเรียนของผม ผมคงให้เขาตกวิชาแน่นอน แต่นี่เขากลับเป็นประธานาธิบดีของผม…มันยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ เพราะว่าในเวลาแค่สองวันหลังจากที่เขาทำสิ่งนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ ของมูลค่าตลาดรวม (Market Capitalization)"

แล้วมูลค่านั้นหายไปไหน? ไม่ใช่ว่ามันถูกโอนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แต่มันถูกทำลายไปเลย

ทำไมถึงถูกทำลาย? เพราะ "การค้า" ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (Mutually Beneficial) ถ้าหากหยุดการค้า ทุกฝ่ายจะเสียหาย ไม่ใช่ว่าฝ่ายหนึ่งชนะ แล้วอีกฝ่ายแพ้ แต่ทุกคนเสียหายหมด ซึ่งทรัมป์ไม่เข้าใจแนวคิดพื้นฐานนี้เลย เพราะเขาเป็นคนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในนิวยอร์ก ซึ่งมีความคิดว่า "ต้องมีคนชนะและมีคนแพ้" เสมอ

ดังนั้น เมื่อทรัมป์ประกาศนโยบายขึ้นมา ผลที่ตามมาก็คือ 10 ล้านล้านดอลลาร์ของมูลค่าตลาดถูกลบหาย ทุกฝ่ายทั่วโลกตกต่ำลง ไม่ใช่แค่สหรัฐขึ้นแล้วที่อื่นลง แต่ทุกฝ่ายลงพร้อมกัน เพราะโลกทุกวันนี้อาศัยการแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) และทรัมป์กำลังทำลายโครงสร้างนั้น

แม้แต่คนรวยที่เป็นผู้สนับสนุนการหาเสียง เช่น ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund Managers) และอีลอน มัสก์ ที่สนับสนุนการเลือกตั้ง ก็เริ่มบอกว่า "มันไม่สมเหตุสมผลเลย"

ตลาดก็พูดเช่นเดียวกัน "มันไม่สมเหตุสมผล"

ไม่เพียงแต่มูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์หายไป แต่ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวไว้ ดอกเบี้ยก็เริ่มสูงขึ้น เพราะคนเริ่มทิ้งตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเดิมทีเคยถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก

แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น ทรัมป์ไม่ได้พลิกกลับนโยบายทั้งหมด เขาคงอัตราภาษีนำเข้า 10% ไว้ ยกเว้นกับประเทศเดียว นั่นคือ "จีน" ทรัมป์กลับเพิ่มภาษีนำเข้าเป็น 145%

ทำไมถึงทำกับจีน? เพราะระบบการเมืองสหรัฐมี "ความผูกพันแบบ deep neurotic attachment กับจีน สหรัฐเกลียดจีน เพราะจีนใหญ่และประสบความสำเร็จ จีนกลายเป็นคู่แข่ง (Rival) และสหรัฐไม่สามารถยอมรับสิ่งนั้นได้

แม้แต่ในสงครามการค้ากับจีน ก็ยังเป็นนโยบายที่โง่เขลา เพราะในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน จีนเป็นผู้ชนะ เนื่องจากจีนไม่ได้พึ่งพาตลาดสหรัฐมากนัก โดยมีแค่ประมาณ 12% ของการส่งออกของจีนเท่านั้น ดังนั้นจีนจะอยู่ได้สบายดี

"นี่คือ นโยบายที่โง่เขลา ไม่มีคำอธิบายที่ดีกว่านี้ ไร้เหตุผลสิ้นดี"

คำถามสุดท้าย แล้วทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ ทั้งที่มันไร้เหตุผล?

Jeffrey Sachs อธิบายว่าเพราะตอนนี้สหรัฐอยู่ภายใต้การปกครองโดยคนๆ เดียว (One-Person Rule) ระบบการเมืองสหรัฐล้มเหลวไปแล้ว ทุกอย่างที่ประธานาธิบดีทรัมป์ทำ เป็นคำสั่งฉุกเฉิน (Emergency Decree) ทั้งสิ้น

ซึ่งสามารถเข้าไปดูที่ whitehouse.gov แล้วเข้าเมนู "Executive Decrees" ได้เลย จะเห็นว่ามีคำสั่งมากมาย และแต่ละฉบับเริ่มด้วยข้อความว่า: "ด้วยอำนาจที่มอบให้ข้าพเจ้าในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ข้าพเจ้าขอประกาศ…" แล้วตามด้วยการประกาศสารพัดเรื่องไร้สาระ ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐ (Article 1 Section 8) อำนาจในการตั้งภาษีและการค้าเป็นของสภาคองเกรส โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ของประธานาธิบดี

แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐกลายเป็นรัฐทหารในหลายมิติ กฎหมายของประเทศก็เริ่มมีคำว่า "ภาวะฉุกเฉิน" ปรากฏอยู่เรื่อยๆ จนกลายเป็นว่าทุกอย่างถูกโยงเข้ากับภาวะฉุกเฉินหมด

ทรัมป์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรเลยว่าเป็นภาวะฉุกเฉิน เขาแค่พูดว่า "ฉุกเฉิน" แล้วก็ออกคำสั่งได้เลย

ดังนั้น "ขาดดุลการค้า" จึงกลายเป็นเรื่องฉุกเฉิน และทรัมป์ก็ใช้อำนาจแบบ "เผด็จการคนเดียว" โดยที่แม้แต่ที่ปรึกษาของเขาเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะทำอะไร

Jeffrey Sachs ยังกล่าวอีกว่า หากถามว่า ทำไมตลาดฟื้นกลับมาได้ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ หลังจากที่ทรัมป์พลิกนโยบาย? คำตอบก็คือ "ใครก็ตามที่รู้ล่วงหน้าแค่ 5 นาที ก็ทำกำไรมหาศาลได้ และนี่ไม่ใช่รัฐบาลที่โปร่งใสสะอาดนัก บอกได้เลยว่า ผมคงประหลาดใจมากถ้าไม่มีคนที่ "รู้ล่วงหน้า"

เริ่มต้นจากสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐเองด้วยซ้ำ"

อ้างอิง : tiktok.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...