โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อิสราเอลโจมตีฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนครั้งใหญ่สุด นับจากหยุดยิง

NATIONTV

อัพเดต 22 มี.ค. 2568 เวลา 23.24 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2568 เวลา 05.42 น.

กองทัพอิสราเอล ยืนยันเมื่อวันเสาร์ (22 มีนาคม)ว่า ได้โจมตีทำลายเครื่องยิงจรวดและศูนย์บัญชาการหลายสิบแห่งของฮิซบอลเลาะห์ในภาคใต้ของเลบานอน และส่งสัญญาณว่าการโจมตีอาจดำเนินต่อไปเพื่อป้องกันไม่ให้ฮิซบอลเลาะห์เสริมอาวุธได้อีก
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเลบานอน รายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 7 คน ซึ่งรวมถึงเด็ก 1 คน และผู้บาดเจ็บ 40 คน จาการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล และระบุว่า เมืองไทร์ เมืองใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และเมืองซิบกิน ใกล้กับเมืองไทร์ ตกเป็นเป้าการโจมตี
นายกรัฐมนตรีนาวาฟ ซาลาม ของเลบานอน ประกาศว่า ประเทศกำลังเสี่ยงถูกลากเข้าสู่สงครามครั้งใหม่จากการโจมตีล่าสุดของอิสราเอล
การโจมตีของอิสราเอลครั้งนี้เป็นครั้งรุนแรงที่สุดนับจากอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองและกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลัง เริ่มหยุดยิงเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
อิสราเอล อ้างว่า กองทัพสามารถสกัดจรวด 3 ลูก ที่ถูกยิงจากฝั่งเลบานอน ห่างจากตอนเหนือของพรมแดนติดกันราว 6 กม. แต่ฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธไม่มีส่วนกี่ยวข้อง และยืนยันว่า ยังเคารพข้อตกลงหยุดยิง
เหตุการณ์ล่าสุดเพิ่มแรงกดดันให้ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบาง ที่ได้รับการไกล่เกลี่ยโดยสหรัฐฯ และฝรั่งเศสเพื่อยุติการยิงตอบโต้ข้ามพรมแดนนานกว่าหนึ่งปีระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ โดยตามข้อตกลงกองทัพเลบานอนจะต้องเพิ่มทหารหลายพันนายควบคุมพื้นที่ภาคใต้เพื่อป้องกันไม่ฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอล และฮิซบอลเลาะหืต้องถอนนักรบและอาวุธออกจากพื้นที่ดังกล่าว และกองทัพอิสราเอลถอนทหารออกจากพื้นที่เข้ายึดครองช่วงสงคราม
อิสราเอลกลับมาโจมตีเลบานอนครั้งใหม่ หลังจากเพิ่งฉีกข้อตกลงหยุดยิงกับฮามาสในฉนวนกาซาเมื่อวันอังคาร และยิงโจมตีฮามาสในฉนวนกาซาอย่างหนักหน่วงทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตหลายร้อยคน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...