โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

'มหิดล' ทรานส์ฟอร์มรับมือ 6 Mega Trend ยกระดับคุณภาพชีวิต

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 31 มี.ค. 2568 เวลา 22.37 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2568 เวลา 05.37 น.

ปัจจุบันประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษาของรัฐจำนวน 83 แห่ง และมีนักศึกษาระดับปริญญาตรีมากกว่า 1.7 ล้านคนทั่วประเทศ แต่ท่ามกลางตัวเลขที่ดูมั่นคง กลับมีแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่กำลังกระทบต่อระบบการศึกษาในทุกระดับ โดยเฉพาะ “มหาวิทยาลัย” ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ซึ่งไม่ใช่แค่ในระดับประเทศ แต่เป็นแรงกระเพื่อมระดับโลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออนาคตของการเรียนรู้และการผลิตบุคลากรเพื่อสังคม

ภายใต้ 6 กระแสใหญ่ (Mega Trend) ได้แก่ สังคมสูงวัย เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายของคนรุ่นใหม่ และการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบองค์กร ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังกำหนดทิศทางใหม่ที่มหาวิทยาลัย ทั้งหมดไม่ใช่แค่ “กระแส” ที่ควรรู้ แต่ต้องปรับตัว เพื่อให้การศึกษาไทยก้าวทันโลก และสร้างผลกระทบเชิงบวกได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์’เฟ้นหานักวิจัย ชิงเงิน 5 ล้านบาท

'มหิดล' เดินหน้าผลักดันสร้างกิจกรรมเชิงเรียนรู้ 'สู่ความยั่งยืน'

มหิดลทรานส์ฟอร์มสู่ Real World Impact

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับกระแสความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ใน 6 มิติ

1. สังคมสูงวัย (Aging Society) ในอีก 8 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aging) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรและระบบการแพทย์และสาธารณสุขอย่างมาก

2. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) ที่ขับเคลื่อนโดย AI และเทคโนโลยีดิจิทัล

3. ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) ที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและนวัตกรรม

4. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อความอยู่ดีมีสุขของคนทั่วโลก

5. การเปลี่ยนแบบแผนระหว่างช่วงชีวิต (Generation Change) การเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่หลากหลายมากขึ้น

6. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร (Organization Change) ที่เน้นการทำงานแบบ Data-Driven และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ทั้งหมดนี้เป็นความท้าทายที่มหาวิทยาลัยต้องรับมือและปรับตัวตามให้ทัน และต้องเร่ง “ทรานส์ฟอร์ม” สู่ยุคใหม่ในทุกมิติ มหิดลไม่ต้องการมุ่งสร้าง Academic Impact อย่างเดียวแต่ต้องการใช้ความรู้สร้าง “Real World Impact” ที่ช่วยแก้ปัญหา พัฒนาสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีกว่าเดิม

มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งเป้าสู่การเป็น "World-Class University" และเป็นผู้นำในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science) และสุขภาวะแบบองค์รวม (Holistic Wellbeing) ในระดับโลก โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชาชน ตามเป้าหมาย SDGs ผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ From Research Lab to Commercialization,From Education to Real World Impact และ From Community Engagement to Real World Impact

From Research Lab to Commercialization : งานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง

From Research Lab to Commercialization เป็นการผลักดันงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหิดลมีผลงานวิจัยที่ได้รับการจดสิทธิบัตรกว่า 2,557 รายการ และผลงานที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในเชิงพาณิชย์กว่า 415 รายการ มูลค่ากว่า 123.6 ล้านบาท มีการนำผลการวิจัยไปต่อยอดที่สำคัญ

หนึ่งในผลงานของนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คือ CAR T-cell Therapy ที่เปลี่ยนเม็ดเลือดขาวที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ โดยใช้เม็ดเลือดขาวมาดัดแปลงลักษณะพันธุกรรมด้วยไวรัส ซึ่งไวรัสดังกล่าวจะตายไปเองเมื่อมีการฉีดเซลล์กลับไปที่ผู้ป่วย ซึ่งเป็นวิธีที่ลดค่าใช่จ่ายให้กับผู้ป่วยและเข้าถึงการรักษาได้มากยิ่งขึ้น

มหาวิทยาลัยมหิดลได้ศึกษาเกี่ยวกับการนำสเต็มเซลล์จากไขกระดูก มาใช้รักษากระดูกหักที่ไม่สามารถต่อได้ โดยรักษาสำเร็จในผู้ป่วย 5 ราย นอกจากนี้ยังมีการรักษาพาร์กินสัแนวทางของประเทศญี่ปุ่นร่วมมือกับประเทศไทย โดยการนำไวรัสเจาะฉีดเข้าไปตัดต่อยีนในเซลล์สมองเพื่อกระตุ้นการสร้างเอนไซม์ โดยอยู่ในระหว่างทำการศึกษาด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากทั้ง 3 รพ. ได้แก่ จุฬาฯ รามาฯ และศิริราช

ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวต่อว่าอุตสาหกรรมยาไทยที่มีการใช้ยากว่า 2 แสนล้านบาท โดยมาจากผู้ผลิตยาภาครัฐ 50% ภาคเอกชน 50% ซึ่ง 90% จะใช้ในประเทศ ส่วนอีก 10% จะส่งออก สำหรับโรงงานผลิตยาแผนปัจจุบันที่ผ่านมาตรฐาน GMP ในไทยจำนวน 144 แห่ง แต่ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบทางยา (API) สูงถึง 90% สำหรับการผลิตยาสำเร็จรูป แม้แต่ยาสามัญ เช่น พาราเซตามอล ซาร่า และทิฟฟี่ ก็ต้องนำเข้า API จากอินเดียและจีน เพื่อนำมาขึ้นรูปในประเทศ

โดยมหาวิทยาลัยมหิดลจะเป็นผู้นำในการสร้าง Ecosystem ของการรักษาแบบเซลล์บำบัดและยืนบำบัดในประเทศไทยตั้งแต่การส่งเสริมพัฒนางานวิจัย การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ไปจนถึงการผลักดันนโยบายและความร่วมมือระดับนานาชาติ พร้อมการปรับปรุงโรงงานยาที่มีอยู่เดิมให้เป็นโรงงานยาที่มีชีวิต (MU-Bio Plant)

สำหรับผลิตยากลุ่ม Advanced Therapy Medicinal Product (ATMP) เป็นตัวกลางในการขยายผลการวิจัย เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนยาได้อย่างเป็นทางการ โดยร่วมมือกับ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ที่กำหนดให้มาตรฐานการผลิตของทั้งสองแห่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รองรับกระบวนการผลิตทำให้ยาที่ผลิตสำเร็จไม่ต้องขอขึ้นทะเบียนใหม่ ซึ่งนอกจากจะทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งและโรคร้ายแรงอื่นๆ ได้ในราคาที่ถูกลงอย่างมากแล้วยังผลักดันโรงงานยาที่ผลิตจากสมุนไพรอีกด้วย

“ที่ผ่านมาสมุนไพรไม่ได้อยู่ในบัญชียาหลักเท่าไหร่ เราเองพยายามผลักดันในสมุนไพรไทยเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เราเชื่อว่าถ้าสามารถเบิกได้มันจะทำให้ความต้องใช้เยอะขึ้นคนไม่ต้องเสียเงิน เราทำการวิจัยเพื่อให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสมุนไพรดีและพร้อมผลักดัน ซึ่งหน้าที่ของเราคือทำให้ภูมิปัญญาชาวบ้านเกิดหลักฐานเชิงประจักษ์และเอาไปใช้ได้จริง” ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าว

From Education & Community Engagement to Real World Impact

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การศึกษาไม่ควรถูกจำกัดแค่ภายในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ต้องออกแบบเพื่อให้ผู้เรียนพร้อมรับมือกับความจริงที่ซับซ้อนและหลากหลาย มหาวิทยาลัยมหิดลจึงทรานส์ฟอร์มระบบการเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด โดยเน้นแนวทาง Outcome-Based Education ที่ไม่ได้เน้นเพียงความรู้เชิงวิชาการ แต่สร้างให้ผู้เรียนเป็น World Citizenship ที่มีทักษะพร้อมทำงานจริง มีความยืดหยุ่น และสามารถอยู่รอดได้ในโลกอนาคต

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างจริงจัง ทั้งการวินิจฉัยโรค การประเมินความเสี่ยงสุขภาพ และการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล โดยร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อยกระดับการศึกษาและบริการทางสุขภาพให้ตอบโจทย์อนาคต และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะในสาย AI & Health Tech อย่างรอบด้าน

รวมถึงการเดินหน้าขับเคลื่อนสังคมในระดับนโยบาย ภายใต้แนวคิด From Community Engagement to Real World Impact ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างคือ Policy Lab โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติที่ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาสังคม เช่น การลดอุบัติเหตุทางถนน โดยเริ่มทดลองในพื้นที่ศาลายา และวางแผนขยายผลไปยังพื้นที่อื่น พร้อมผลักดันเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โครงการ “9 to Zero” ก็เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญ ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่มหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์ภายในปี 2573

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยมหิดลยังต้องการผลักดันประเทศไทยให้มี Health Tech Startup ที่สามารถเติบโตระดับโลก โดยจัดตั้งระบบบ่มเพาะ Startup แบบครบวงจร และร่วมมือกับเครือข่ายอย่าง Silicon Valley และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(FTI) เพื่อสนับสนุนตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ไปจนถึงการขยายตลาดสู่สากล เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง Unicorn Startup ด้านสุขภาพที่ขับเคลื่อนโดยคนไทยและเติบโตอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...