โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความเชื่อผิด ๆ การเผาเพื่อการเกษตร

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 08 ก.พ. 2568 เวลา 04.22 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2568 เวลา 21.22 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

08 กุมภาพันธ์ 2568
แปลและเรียบเรียงบทความโดย: อดิศร สุขสมอรรถ
ตรวจทานและพิสูจน์อักษร : คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

การเผาเพื่อการเกษตรมีจุดประสงค์ที่หลากหลาย ทั้งการกำจัดเศษซากพืชหลังการเก็บเกี่ยว กำจัดวัชพืช กำจัดแมลงศัตรูพืช หรือเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกในฤดูถัดไป

ในประเทศไทยพบว่ามีการเผาทางการเกษตรในไร่ข้าวนาปรังมากที่สุด รองลงมาคือ ไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด และไร่ข้าวนาปี

แม้การเผาพืชผลจะให้ประโยชน์ทางการเกษตรทันที แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพต่อประชาชน จากมลพิษของฝุ่น PM 2.5 และ PM 10 ที่สามารถแทรกซึมลึกเข้าไปในปอดและเข้าสู่กระแสเลือด นำไปสู่สาเหตุการเกิดโรคหลากหลายชนิด ทั้งโรคทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งปอด และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ผลการศึกษาระหว่างปี 2003-2019 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications พบว่า ผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากการเผาเพื่อการเกษตรในประเทศอินเดีย มีความสัมพันธ์ต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของผู้คนระหว่าง 44,000 ถึง 98,000 ราย

ในปี 2023 มีรายงานพบว่าคนไทยจำนวน 2 ล้านราย ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับฤดูการเผาเพื่อการเกษตรในระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน

นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว การเผาเพื่อการเกษตรอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดต่อการทำเกษตรกรรมอีกด้วย

การเผาเพื่อการเกษตรส่งผลเสียต่อดินและส่งผลกระทบด้านการเติบโตของพืช

แม้มีความเชื่อว่าการเผาซากพืชทางการเกษตรช่วยเติมสารอาหารในดิน แต่กระบวนการดังกล่าวกลับส่งผลเสียต่อดินในระยะยาว

แม้ฟางจะเป็นแหล่งของสารอาหารที่เพิ่มความสมบูรณ์ให้กับดิน แต่สารอินทรีย์และปริมาณสารอาหารส่วนใหญ่จะสูญเสียไปจากอุณหภูมิที่สูงจากการเผา

ในขณะเดียวกัน การเผายังรบกวนค่า pH ของดิน ส่งผลกระทบต่อความชื้นในดิน และทำลายสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดิน เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา สาหร่าย โปรโตซัว ไส้เดือน ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในระบบนิเวศในดิน

เผาเพื่อการเกษตรไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดซากพืชทางการเกษตร

ข้อมูลจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีวิธีการสร้างรายได้จากซากพืชทางการเกษตรแทนการเผาหลายวิธี

กลุ่มเกษตรกรชุมชนบ้านแจงงาม จ.สุพรรณบุรี ยุติการเผาใบอ้อย แล้วเปลี่ยนมาอัดใบอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลเพื่อนำไปใช้ผลิตชีวมวล ราคาขายตันละ 1,000 บาท

กลุ่มเกษตรกร ต.บ้านปาน จ.พระนครศรีอยุธยา นำฟางข้าวไปขายให้กับบริษัทปูนซีเมนต์ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนในโรงงานปูนซีเมนต์ ราคาขายตันละ 1,000 บาท

เศษซากพืชทางการเกษตร ยังสามารถนำไปคลุมโคนต้นไม้หรือแปลงผักเพื่อรักษาความชื้นและจุลินทรีย์ และเมื่อย่อยสลายแล้ว ก็สามารถนำไปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หรือแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ได้

มาตรการควบคุมการเผาเพื่อการเกษตรในต่างประเทศ

ในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร มีข้อจำกัดที่เข้มงวดต่อการเผาเพื่อการเกษตร ข้อจำกัดเหล่านี้จำกัดปริมาณการเผาตอซังที่เกิดขึ้นทั่วทั้งทวีป ยกเว้นประเทศที่อยู่นอกสหภาพยุโรป เช่น ยูเครน เซอร์เบีย และรัสเซีย

ทางการในรัฐปัญจาบของอินเดียแจกจ่ายเครื่องจักร 120,000 เครื่องในปี 2022 เพื่อช่วยทำลายเศษซากพืชผล

นักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดียจากสถาบันวิจัยการเกษตรอินเดีย (IARI) ได้พัฒนา เครื่องย่อยสลายขยะ ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ตอซังแข็งนิ่มลงและแปลงเป็นปุ๋ยหมัก

ข้อมูลอ้างอิง :

www.tei.or.th/file/files/Agricultural%20Burning%20Management%20in%20Thailand_TEI-eng.pdf
https://documents1.worldbank.org/curated/zh/989351521207797690/pdf/124342-repl-WB-Knowledge-Burning.pdf
https://www.iqair.com/th-en/newsroom/crop-burning-smoke-global-health-threat?srsltid=AfmBOoqL1vU7EIGY39D1aqqYIMo2HAC0ulF-M2qSmzk2OJ8-fnFnQ_Jl

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...