โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รับมือความผันผวนการเจรจาภาษีไทย-สหรัฐ ด้วยหุ้นปลอดภัย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 พ.ค. 2568 เวลา 03.39 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. 2568 เวลา 03.39 น.

คอลัมน์ : เติมความคิดพิชิตการลงทุน ผู้เขียน : พบชัย ภัทราวิชญ์ InnovestX ในกลุ่ม SCBX

ปัจจุบันไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุดอันดับ 11 ของโลก โดยมีมูลค่าเกินดุลถึง 34.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 (ข้อมูลฝั่งไทย) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 12.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2561 สถานการณ์นี้ทำให้ไทยถูกเก็บภาษีตอบโต้สูงถึง 36% (แม้จะยังต่ำกว่าจีนและเวียดนาม)

การเกินดุลที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยหลังสงครามการค้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าดาวรุ่ง อย่างชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ โซลาร์เซลล์ และกล้องถ่ายภาพ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการสวมสิทธิทางการค้า ในขณะที่สินค้าที่เติบโตต่อเนื่องอย่างยางรถยนต์ ยางรถบรรทุก และอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นการเติบโตแบบ Organic ที่เกิดจากความได้เปรียบของไทยเอง สินค้ากลุ่มนี้มักมีความซับซ้อนต่ำกว่า และสหรัฐอาจไม่มุ่งโจมตีมากนัก เนื่องจากไม่ใช่สินค้าเป้าหมายที่ต้องการย้ายการผลิตกลับประเทศ

ดังนั้น กลยุทธ์ของไทยในการลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ ควรมุ่งเน้นที่การเพิ่มการนำเข้าสินค้าพลังงานมากกว่าสินค้าเกษตร เนื่องจากไทยขาดดุลพลังงานกับสหรัฐสูงถึง 5.33 พันล้านดอลลาร์ การย้ายการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวจากประเทศอื่นมายังสหรัฐจะช่วยลดการเกินดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ไทยควรเพิ่มการนำเข้าสินค้าทุนหนัก เช่น อากาศยาน (ซึ่งปัจจุบันขาดดุล 801 ล้านดอลลาร์) รวมถึงเครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์ก่อสร้าง ซึ่งเป็นสินค้าที่สหรัฐมีความได้เปรียบ และสอดคล้องกับนโยบาย Made in America มากกว่าการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรเพียงอย่างเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ไทยควรดำเนินการในระยะต่อไปคือ การปรับโครงสร้างการค้ากับสหรัฐให้มีความสมดุลมากขึ้น โดยมุ่งพัฒนาการเติบโตแบบ Organic ในสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบแท้จริง เช่น ยางพารา อาหารแปรรูป

ขณะเดียวกัน ก็ปรับกลยุทธ์การนำเข้าให้สอดคล้องกับความต้องการในประเทศ และสร้างความสมดุลทางการค้าในระยะยาว ที่สำคัญคือการเร่งเจรจาทวิภาคีกับสหรัฐ เพื่อให้ได้เงื่อนไขการค้าที่เป็นธรรม พร้อมกับเตรียมแผนรองรับหากสินค้าที่ไทยได้ประโยชน์จากการสวมสิทธิถูกตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐที่ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเจรจากันเมื่อใด เรามองว่ายังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะแกว่งตัวผันผวน แม้จะมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้บ้าง แต่มอง Upside ยังจำกัด กลยุทธ์การลงทุนจึงยังเน้นไปที่หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีรายได้ภายในประเทศเป็นหลัก (Domestic Plays) และเป็นหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว ได้แก่

1.หุ้น Earning Play ซึ่งโมเมนตัมกำไรยังเติบโตแข็งแกร่ง โดย 1Q68-2Q68 คาดกำไรปกติจะเติบโตได้ทั้ง YOY และ QOQ เลือก ADVANC TRUE BTG CPF CPALL

2.หุ้น Undervalued ซึ่งซื้อขาย PER และ PBV 68F ระดับต่ำกว่า -1SD ขณะที่ปี 2568 คาดกำไรยังเติบโตได้ดี YOY และมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง แนะนำ GULF MTC CBG SPRC

3.หุ้นที่คาดเป็นเป้าหมาย ThaiESGX โดย 1) ปี 2568 คาดกำไรเติบโต YOY 2) ฐานะการเงินแกร่ง และ 3) จ่ายปันผลสม่ำเสมอ คาดให้ Div. Yield อย่างน้อยปีละ 3% พบหุ้นน่าสนใจ SET50 : ADVANC BDMS CPALL PTT และ SET100 : BCH BTG AP

4.หุ้นปลอดภัยที่ต้านทานความเสี่ยงจากสงครามการค้า หากมีสัญญาณรุนแรงหรือยืดเยื้อมากขึ้น แนะนำ BCH CPALL GULF MTC OR และ TRUE

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รับมือความผันผวนการเจรจาภาษีไทย-สหรัฐ ด้วยหุ้นปลอดภัย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...