โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

ยอดรถอีวีปี'68 พุ่งแตะ 3 แสนคัน เร่งขยายจุดชาร์จไฟโอกาสที่มาพร้อมความเสี่ยง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ม.ค. 2566 เวลา 05.04 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2566 เวลา 05.01 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ เผยตลาดรถยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดรถอีวี ทั้งคาดว่าปี 2568 ประเทศไทยอาจมียอดสะสมยานยนต์ไฟฟ้าถึง 3 แสนคัน ส่งผลความต้องการสถานีชาร์จเพิ่มสูงถึง 19,000 ช่องจอด แต่การลงทุนสถานีชาร์จช่วงแรกอาจมีความเสี่ยง

วันที่ 4 มกราคม 2566 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่าจากผลของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น และมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐที่ออกมามาได้ถูกจุด ส่งผลให้ตัวเลขจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้า อย่างรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ 100% (BEV) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2565 ที่ผ่านมายอดขายรถปลั๊กอินไฮบริด อาจปิดตัวเลขที่ประมาณ 12,000 คัน ขณะที่รถอีวี 100% หากสามารถส่งมอบได้ตามแผนก็อาจพุ่งขึ้นไปสูงกว่า 12,000 คัน ทำให้ปีที่ผ่านมามีโอกาสที่จำนวนรถอีวีทั้งสองแบบในประเทศจะมีสะสมราว 60,000 คัน

และจากที่โครงการกระตุ้นการใช้รถอีวี ด้วยการให้เงินอุดหนุนและการลดภาษีสรรพสามิตดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2568 ทำให้คาดว่าผู้บริโภคจะมีการเร่งซื้อรถอีวีเพิ่มขึ้น และมีผลทำให้จำนวนรถอีวีแบบเสียบปลั๊กชารจ์ไฟได้ในประเทศไทยมีโอกาสที่ยอดสะสมเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 300,000 คันในปี 2568 ด้วยสัดส่วนของรถปลั๊กอินไฮบริด ต่อรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ 100% ที่ 40:60

จากสัญญาณการการเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของตลาดรถอีวี ทำให้ประเทศไทยต้องมีการพัฒนาเรื่อง Ecosystem สิ่งสำคัญคือการมีจุดชารจ์ไฟในที่สาธารณะให้ทั่วถึงและมากพอ ถือเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วน เพราะปัจจุบันยังเป็นปัญหาคอขวดสำหรับการผลักดันตลาดรถอีวี

ทั้งนี้ในต่างประเทศที่ตลาดรถอีวีมีการเติบโตมาก่อนไทยนั้นพบว่า ในเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง จะยิ่งมีความต้องการช่องจอดเพื่อชาร์จไฟสูง เช่น เซี่ยงไฮ้ และลอนดอน เป็นต้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในตึกสูง จึงติดตั้ง Wall Charger ส่วนตัวไม่ได้ และในเมืองเหล่านี้ยังมีการพัฒนาใช้บริการรถขนส่งบุคคลหรือสินค้าที่เป็นรถอีวีมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งต้องการช่องจอดเพื่อชาร์จไฟมากขึ้น เหมือนสิงคโปร์

ตรงกันข้ามกับเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรต่ำ เช่น เขตนอกเมืองลอนดอนในสหราชอาณาจักร หรือนอกเมืองใหญ่ของสหรัฐ ที่ความต้องการช่องชาร์จไฟในที่สาธารณะต่ำกว่ามาก อาจเพราะส่วนใหญ่พักอาศัยในบ้านส่วนตัวจึงติดตั้ง WallCharger ได้สะดวก ทำให้ไม่ต้องชาร์จไฟนอกบ้านบ่อย

สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลเบื้องต้นศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2565 ที่ผ่านมา มีช่องจอดสำหรับชาร์จไฟทั่วประเทศอยู่ที่ราว 4,000 ช่องจอด

และหากเทียบเคียงกับตัวอย่างในต่างประเทศ โดยมองเฉพาะเรื่องความหนาแน่นประชากรกับปริมาณ และประเภทรถของไทยมาคำนวณ ประเมินว่าจำนวนช่องจอดรถสำหรับชาร์จไฟฟ้าในที่สาธารณะทั่วประเทศในปี 2568 ที่เหมาะสมต้องมีสะสมไม่น้อยกว่า 19,000 ช่องจอด ถึงจะเพียงพอต่อปริมาณรถอีวีสะสมที่อาจพุ่งแตะระดับ 3 แสนคันในปี 2568

โดยในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV กว่า 180,000 คัน โดยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลราว 122,000 คัน และอยู่ในต่างจังหวัดอีกราว 58,000 คัน

อย่างไรก็ดี จำนวนช่องจอดชาร์จไฟ จำนวนนี้อาจมากเกินความต้องการในเวลาอีกเพียง 3 ปี ข้างหน้า เนื่องจากตลาดรถอีวียังเป็นเรื่องใหม่และผู้ซื้อรถอีวีในช่วงแรกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่จะติดตั้ง Wall Charger ส่วนตัวที่บ้าน เพราะยังมีความกังวลเรื่องระยะเวลาในการชาร์จและความไม่เพียงพอของจุดชาร์จนอกบ้าน ทำให้สุดท้ายจำนวนช่องจอดอาจมีจำนวนต่ำกว่าที่ควรมีได้

และยังมีหลายปัจจัยที่ผู้ประกอบการติดตั้งสถานีชาร์จไฟสาธารณะต้องก้าวข้ามและมีโอกาสที่จะเจอปัญหาสภาพคล่อง หากสายป่านการเงินไม่ยาวพอ เพราะจะต้องรอเวลาให้ผ่านพ้นสู่ช่วงที่ตลาดรถอีวีครองส่วนแบ่งตลาดระดับ mass

สำหรับปัญหาที่พบอาจแตกต่างตามพื้นที่ คือเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะเขตเมืองอาจเจอปัญหาพื้นที่จำกัดในการทำช่องจอดชาร์จไฟ เพราะบางแห่งพื้นที่จอดรถก็ไม่พออยู่แล้ว นอกจากนี้การปรับพื้นที่เป็นสถานีชาร์จไฟ ผู้ประกอบการอาจต้องยอมเสียรายได้จากค่าเช่าอื่น ๆ รวมทั้งยังต้องมีค่าใช้จ่ายปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการชาร์จไฟพร้อมกันหลาย ๆ คัน

ขณะที่ความถี่ในการเข้าใช้บริการจุดชาร์จไฟสาธารณะของผู้ใช้รถอีวีมีแนวโน้มที่จะยังต่ำมากในระยะแรก จากที่ผู้ซื้อรถอีวีในยุคเริ่มต้นจะติดตั้ง Wall Charger ในที่พักอาศัยมากกว่า สอดคล้องกับการทำ FocusGroup ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย เมื่อวันที่ 1-5 ธันวาคม 2565 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่าผู้ตอบกว่า 68% มีแผนจะติดตั้ง Wall Charger ส่วนตัวในที่พักอาศัย และกว่า 58% ตอบว่ามีโอกาสใช้บริการในจุดชาร์จสาธารณะน้อยกว่า 1-2 ครั้งต่อเดือน

ทั้งนี้จากแนวโน้มตลาดรถอีวีที่มีการเติบโตก้าวกระโดด ซึ่งอาจทำให้หลายฝ่ายโดยเฉพาะภาคธุรกิจที่วางแผนจะลงทุน สร้างและให้บริการจุดชาร์จไฟในที่สาธารณะ ซึ่งคาดว่าตั้งแต่ปี 2566 น่าจะได้เห็นเม็ดเงินลงทุนสถานีชาร์จเพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ดีปริมาณความต้องการใช้บริการจุดชาร์จสาธารณะยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เพราะผู้บริโภคยังมีทางเลือกอื่นในการชาร์จไฟได้ โดยเฉพาะการชาร์จไฟผ่าน Wall Charger จากที่พักอาศัยซึ่งกำลังทิศทางเติบโตสูง เพราะจ่ายค่าไฟที่ถูกกว่าและสะดวกกว่า

นอกจากนี้ไม่เพียงจำนวนจุดชาร์จที่มากพอ และประเภทของเครื่องชาร์จที่เหมาะสม เรื่องค่าบริการชาร์จไฟเป็นอีกประเด็นสำคัญ และสุดท้าย การลงทุนของผู้ประกอบการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในอีโคซิสเต็มส์ ควรจะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการในด้านความปลอดภัย และการใช้งานที่ง่ายไม่ซับซ้อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...