โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

FLASH เลื่อนแผนเข้า SET เปิดกว้างเพิ่มโอกาสเข้าตลาดหุ้นต่างประเทศ

Moneyclub

อัพเดต 10 ม.ค. 2566 เวลา 11.39 น. • เผยแพร่ 10 ม.ค. 2566 เวลา 04.37 น. • Money Club Asia

นายคมสัน ลี ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) เปิดเผยว่า ได้ชะลอแผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ออกไปอย่างน้อย 3 ปีจากนี้ เพื่อรอให้ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมองโอกาสการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ อย่าง ตลาดหุ้นแนสแดก เป็นต้น ที่มีหลักเกณฑ์และข้อจำกัดน้อยกว่า รวมทั้งอาจได้ราคาเสนอขายหุ้นที่ดีกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม การเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยก็ยังเป็นเป้าหมายแรกของบริษัท เพราะฐานใหญ่ของแฟลชอยู่ในประเทศไทย ผู้บริโภคในประเทศไทยรู้จักเราดีที่สุด ซึ่งในปี 67 จะเริ่มต้นขั้นตอนนี้อีกครั้ง

“เป้าหมายเรายังเหมือนเดิม เราจะเพิ่มมูลค่ากิจการไปถึงแสนล้านบาท จากตอนนี้มาถึง 7 หมื่นล้านบาทแล้ว ยังไปไม่ถึงฝัน และมีเป้าหมายเข้าตลาดหุ้นแน่นอน ปี 2023 เป็นแผนเก่าที่เราจะเข้าปลายปี แต่ปี 2022 เหนื่อย แต่จากนี้อีก 2-3 ปี เราไม่ต้องระดมทุนอีกแล้ว ไว้ปี 2024 เริ่มใหม่ จริง ๆ ไม่ได้ยากสำหรับเราที่จะเข้าตลาดหุ้น แต่ราคามันจะดีหรือเปล่า จะคุ้มกับผู้ถือหุ้นของเราหรือเปล่า”นายคมสัน กล่าว

ขณะที่ปีนี้บริษัทเชื่อว่าจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เริ่มปรับลดลง และกำลังซื้อฟื้นตัว รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวกลับมาเติบโตได้ดีมาก จะทำให้ผลประกอบการพลิกฟื้นขึ้นได้ บริษัทจึงตัดสินใจเลือกแนวทางเดิม คือ การระดมทุนรอบซีรีย์ F เพื่อตุนเงินทุนมาใช้ขยายธุรกิจในช่วง 2-3 ปีจากนี้ และก่อนการเข้าตลาดหลักทรัพย์อาจจะมีการระดมทุนในรูปแบบ Pre-IPO อีกครั้ง

โดยการระดมครั้งใหญ่อีกครั้งในรอบซีรีย์ F เมื่อเดือน ธ.ค.65 วงเงินประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ได้รับการสนับสนุนหลักจากผู้ถือหุ้นเดิม คาดว่าจะสามารถเปิดเผยรายละเอียดของผู้ร่วมทุนรอบใหม่นี้ราวเดือน มี.ค.66

การตัดสินใจระดมทุนครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทได้เลื่อนแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ออกไปจากที่คาดว่าจะเดินหน้าได้ในปีนี้ เนื่องจากในปีที่ผ่านมา บริษัทประสบกับปัจจัยที่ไม่ได้คาดคิด ทำให้ผลประกอบการพลิกจากกำไรในปี 64 มาเป็นขาดทุนแม้ว่ารายได้จะทรงตัวราว 1.76 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว ภาวะตลาดอีคอมเมิร์ซชะลอตัวหลังจากที่เติบโตพุ่งอย่างมากในปี 64 สถานการณ์โควิดที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้บริษัทต้องหันมามุ่งเน้นการปรับลดต้นทุนลงอย่างมาก

“ปีที่ผ่านมาไม่มีใครง่าย แต่สำคัญที่สุดคือกำลังภายในของใครจะซ่อมบ้านได้เร็วกว่ากัน เราปรับเปลี่ยนผู้บริหารไปกว่า 20% ตอนที่เราเติบโตเราต้องการผู้สร้าง แต่ตอนที่ตลาดนิ่ง เราต้องการผู้ซ่อม”

“ปริมาณสินค้าเราเท่าเดิม แต่ต้นทุนเราไม่เท่าเดิม รายได้เราเท่าเดิม ทำให้เราขาดทุน…ปี 2021 มันไปแรงเกิน โตเกือบ 200% เกือบทุกบริษัท ทำให้ปี 2022 ชะลอตัวลง สถานการณ์ตลาดทุนโลก หุ้นของบริษัทมหาชนของโลกด้านอีคอมเมิร์ซตกไปมากกว่า 60% ทำให้ทุกแพลตฟอร์มแตกตื่น ลดเงินอุดหนุนหรือลดเงินโฆษณามหาศาล ทำให้ไม่มีการกระตุ้นตลาด (จำนวนเงินต่อบิล) หายไปประมาณ 15% ของที่จะซื้อออนไลน์ยังซื้อเหมือนเดิม แต่เลือกซื้อที่ราคาแทนที่จะเป็นแบรนด์ ของฟุ่มเฟือยอย่าง แฟชั่น คอสเมติก ลดลง ส่วนการแข่งขันด้านราคาไม่ได้มีเยอะแล้ว” นายคมสัน กล่าว

อย่างไรก็ตาม แฟลช ยังมีปริมาณการขนส่งในไทยเป็นอันดับ 1 ที่ 2.4 แสนชิ้น/วัน หรือ 700 ล้านชิ้น/ปี

สำหรับเป้าหมายในปีนี้ บริษัทมีแผนจะขยายธุรกิจในต่างประเทศเพิ่มอีกอย่างน้อย 1 ประเทศ จากเป้าหมายที่วางไว้คือ เวียดนาม และสิงคโปร์ จากปัจจุบัน 10 ธุรกิจในเครือได้ขยายเช้าไปในลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซียแล้ว

โดยมองว่าสิงคโปร์เป็น Hub สำคัญของอีคอมเมิร์ซ ขณะที่ตลาดเวียดนามมีการเติบโตในระดับสูง รวมทั้งรูปแบบที่จะขยายกิจการจะไปด้วยตัวเองหรือเข้าไปซื้อกิจการ ยังต้องพิจารณาความเหมาะสม

สำหรับ F Commerce จะเป็นธุรกิจดาวเด่นในปีนี้ เป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่แฟลช กรุ๊ป ได้เริ่มจากต่างประเทศและประสบความสำเร็จ และได้นำเข้ามาในไทยตั้งแต่ปี 65 โดยบริษัทจะทำหน้าที่ตัวกลางระหว่างเจ้าของแบรนด์สินค้าในออนไลน์ แพลตฟอร์ม และอินฟลูเอนเซอร์ ทั้งบุคคลธรรมดาหรือดารานักแสดงที่รับไลฟ์สดขายสินค้า ยิงโฆษณา เจรจาตกลงแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน ให้เช่าสถานที่ ขณะที่เราเป็นพันธมิตรที่ได้รับทุกใบอนุญาตของ Tiktok 1 ใน 3 รายในโลกนี้

นายคมสัน กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้เซ็นสัญญากับคนดังในโลกโซเชียลไปแล้วหลายราย และแบรนด์ต่าง ๆ ตอนนี้ในอินโดนีเซียเราเป็นที่ 1 แล้วจาก 3 อาคารที่มี และปลายปีจะเพิ่มเป็น 10 อาคาร ในไทยเราขึ้น Top 3 แล้ว ตอนนี้กำลังสร้างอาคารไลฟ์สดเซ็นเตอร์ ภายในสิ้นปีนี้จะเป็นที่หนึ่งของภูมิภาคนี้แน่นอน จากปีที่แล้ว 300-400 ล้านบาท ปีนี้น่าจะขยายเป็น 10 เท่าหรือ 3-5 พันล้านบาท เราจะปั้นพิมรี่พายเป็นพันคน

“Tiktok เข้ามาแล้ว ทำให้เจ้าตลาดอย่างที่เคยมี ช้อปปี้ ลาซาด้า มีสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงไป อย่าง อินโด Tiktok ตอนนี้มี transition ส่งอยู่ 2 ล้าน transition แล้ว ในไทย 7 แสน มาเลเซีย 4 แสน ฟิลิปปินส์ 6 แสน ทำให้เรามองเห็นชัดเจนว่า Tiktok กำลังจะเปลียนแปลงโครงสร้าง และฐานลูกค้าของอีคอมเมิร์ซ เมิ่อ Tiktok มาแล้ว เขาจะให้ใครส่ง ตอนนี้ใน 7 แสนของไทยเรามีแชร์เกือบครึ่ง”นายคมสัน กล่าว

สำหรับการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศเงินลงทุนหลัก ๆ ในปีนี้จะใช้ปรับปรุงคลังสินค้า 40 แห่ง ที่บางแห่งยังไม่ได้มาตรฐานก็จะเปลี่ยนให้มีมาตรฐาน ใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยมากขึ้น ในด้านยานยนต์ก็ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อขยายบริการในพื้นที่ห่างไกล อีกส่วนหนึ่งเป็นธุรกิจในต่างประเทศในทุกบริการที่มีอยู่ เราตั้งเป้าที่จะทำให้รายได้จากตลาดต่างประเทศรวมกันมากกว่าธุรกิจไทย 2-3 เท่า เพราะถ้าลูก ๆ ของเราสามารถหาเงินเองได้ธุรกิจแม่ก็จะปลอดภัยมากขึ้น

ส่วนบริการ ฟิวซ์โพสต์ ที่เป็นความร่วมมือระหว่างแฟลชเอ็กซ์เพรส ไปรษณีย์ไทย และ บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) ให้บริการขนส่งด่วนควบคุมอุณหภูมิ ในปีนี้คาดว่าจะขยายไปทั่วประเทศได้ ทั้งจากเครือข่ายของไปรษณีย์ไทยและแฟลช หลังจากทั้ง 3 ฝ่ายเข้ามาอยู่ในสภาวะที่คุ้นเคยและปรับตัวได้ดีขึ้นแล้ว

นายคมสัน กล่าวว่า เรื่องการแข่งขันในธุรกิจขนส่งคงไม่ได้รุนแรงเหมือนในอดีต ตอนนี้ราคาแทบไม่แตกต่างกัน และบอกตรง ๆ ว่าคงปรับขึ้นไปไม่ได้ แต่ปีนี้จะไปแข่งขันกับที่ความเสถียรในการให้บริการ และคุณภาพในการให้บริการของหาย ของเสีย เพราะหากพูดถึงความเร็ว ถือว่าการขนส่งของไทยเร็วที่สุดในอาเซียน คือใช้เวลา 2 วันส่งได้ทั่วประเทศ

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง : แฟลช กรุ๊ป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...