โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สฤษดิ์ลุยปราบสารเสพติด เบื้องหลังยกเลิก "ฝิ่น" ถึงประหารชีวิตพ่อค้า "เฮโรอีน" ด้วย ม.17

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 มิ.ย. 2566 เวลา 03.02 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2566 เวลา 23.21 น.
ทหารไทยบุกทำลายไร่ฝิ่นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2541 (Photo by PORNCHAI KITTIWONGSAKUL / AFP)

ฝิ่น และ เฮโรอีน เป็นสารเสพติดผิดกฎหมายไทย แต่ฝิ่นก็เป็นแหล่งรายได้ของรัฐมาหลายยุคหลายสมัย ในขณะที่เฮโรอีนก็สร้างรายได้ต่อพ่อค้ายาเสพติดมากเช่นกัน จนถึงที่สุดแล้ว จอมพลสฤษดิ์ต้องปราบปรามการเสพและค้าฝิ่น-เฮโรอีนในไทยอย่างหนัก เพราะถือเป็นเครื่องมือของลัทธิคอมมิวนิสต์ในการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ

ฝิ่น (Opium)

การห้ามเสพฝิ่นปรากฏมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จากข้อมูลของหมอบรัดเลย์ “เรื่องกฎหมายเมืองไทยฉบับหมอบรัดเลย์” ระบุว่า ในสมัยพระเจ้าอู่ทองได้ห้ามการเสพหรือค้าฝิ่น กระทั่งในสมัยรัตนโกสินทร์ ก็ปรากฏว่า รัชกาลที่ 1 ทรงมีพระบรมราชโองการลงโทษผู้เสพฝิ่นโดยการยึดทรัพย์และขังคุก ส่วนคนในครอบครัวและทาสก็ต้องตกเป็นสมบัติของแผ่นดิน

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็ปรากฏว่า การเสพฝิ่นระบาดหนักมากที่สุดยุคหนึ่ง (ตรงกับช่วงสงครามฝิ่นในจีน) ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งมาจากคนจีนที่นิยทเสพฝิ่นได้นำเข้ามาแพร่หลายในสยาม ดังนั้น จึงทรงมีพระบรมราชโองการควบคุมฝิ่นอย่างเข้มงวด ทว่า การค้าฝิ่นในสมัยนี้กลับทำรายได้ให้รัฐอย่างงาม จึงได้สั่งฝิ่นเข้ามาจากอินเดียแล้วขายเลหลังให้แก่ผู้ประมูล หรือก็คือนายอากรนั่นเอง และเมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระบรมราชโองการห้ามคนไทยเสพหรือค้าฝิ่น ให้ใช้ได้แต่เฉพาะคนจีนเท่านั้น และยังคงเก็บภาษีเข้ารัฐได้จำนวนมาก

ล่วงเลยมาถึงหลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐยังคงมีรายได้จากฝิ่นอยู่มาก และบุคคลหนึ่งที่แสวงหาผลประโยชน์จากการค้าฝิ่นก็คือ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งใช้อำนาจในฐานะอธิบดีกรมตำรวจควบคุมการค้าฝิ่นในประเทศ ต่อมา ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ราว พ.ศ. 2498 ได้มีความพยายามเลิกการค้าฝิ่น แต่กระทรวงการคลังมีความเห็นแย้งว่า หากยกเลิกการค้าฝิ่นจะกระทบต่อรายได้ของรัฐ เพราะไม่สามารถหารายได้จากส่วนอื่นมาทดแทนได้ ซึ่งอาจทำให้งบประมาณไม่สมดุล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงมีแนวคิดยกเลิกการค้าฝิ่น โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติเข้ามาสำรวจสถานการณ์ฝิ่นในประเทศ โดยได้แนะนำว่าควรทำเป็นขั้นเป็นตอน คือ ประการแรกให้ลดจำนวนการจำหน่านฝิ่นให้น้อยลง, เพิ่มราคาฝิ่นที่จำหน่ายให้ราคาสูงขึ้น, ลดจำนวนร้านจำหน่ายฝิ่นให้น้อยลง และประการสุดท้ายคือยกเลิกการประมูลจัดตั้งร้านค้าฝิ่น โดยก่อนที่จะยกเลิกจำหน่ายฝิ่นนั้นควรให้มีการจดทะเบียนคนเสพฝิ่นเสียใหม่ด้วย

แต่ผลการดำเนินการดังกล่าวได้ผลเพียงน้อยนิด

ภายหลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2502 ได้พยายามยกเลิกการเสพหรือค้าฝิ่นอีกครั้งหนึ่ง และด้วยอำนาจเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีจากมาตรา 17 นั้นก็ทำให้การปราบปรามฝิ่นเป็นไปอย่างรุนแรง ซึ่งเบื้องหลังการปราบฝิ่นนี้ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ วิเคราะห์ไว้ 3 ประการ สรุปได้ดังนี้

ประการที่หนึ่ง จอมพลสฤษดิ์ต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้กับตนเองว่า ไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์จากการค้าฝิ่นอย่างที่พลตำรวจเอกเผ่ากระทำ และต้องการให้ประชาชนเห็นว่าตนเองกำจัดการทุจริตของพลตำรวจเอกเผ่าให้หมดไป

ประการที่สอง จอมพลสฤษดิ์ต้องการเอาอกเอาชาติมหาอำนาจตะวันตก เพราะฝิ่นเป็นเครื่องมือของคอมมิวนิสต์ในการบ่อนทำลายเศรษฐกิจ สุขภาพ และขวัญกำลังใจของประเทศต่าง ๆ ในโลกเสรีประชาธิปไตย

ประการที่สาม ทักษ์ เฉลิมเตียรณ อธิบายว่า“แต่ประการที่สาม ซึ่งมิใช่จะมีความสำคัญน้อยที่สุดก็คือ จอมพลสฤษดิ์เห็นว่าการยกเลิกยาเสพย์ติดเป็นส่วนหนึ่งของงานพ่อขุนในด้านการยกระดับศีลธรรม”

ต่อมาคณะปฏิวัติได้ออกประกาศฉบับที่ 37 ลงวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2501 ให้ฝิ่นเป็นสิ่งผิดกฎหมายนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2502 เป็นต้นไป โรงงานผลิตฝิ่นต้องถูกปิดอย่างถาวรในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2502 และจะมีการจัดตั้งศูนย์บำบัดรักษาเพื่อเลิกการติดฝิ่น

เมื่อถึงกำหนดในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2502 เวลา 24.00 น. เจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตเข้าควบคุมร้านจำหน่ายฝิ่น และตรวจรับฝิ่น มูลฝิ่นที่เหลืออยู่ รวมถึงยึดกล้องสูบฝิ่นและอุปกรณ์อื่นทั้งหมด ต่อมา ในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2502 ได้นำกล้องสูบฝิ่นจากทั่วประเทศ จำนวนกว่า 43,445 กล้อง มาเผาทำลายที่ท้องสนามหลวง เป็นการ “ฌาปนกิจ” อย่างเป็นพิธีรีตรองท่ามกลางเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่และสักขีพยาน

จอมพลสฤษดิ์กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า“…วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2502 จึงนับว่าเป็นประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์วันหนึ่ง เพราะเป็นวันที่เริ่มบทใหม่ตอนใหม่สังคมใหม่ของประวัติศาสตร์ชาติไทย เราจะกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า บัดนี้เราเป็นชาติอารยะ เกียรติ์ของชาติจะพ้นจากการถูกเหยียดหยาม ถูกประจานด้วยการที่เอกสารหนังสือพิมพ์ต่างประเทศบางฉบับ จะนำเอารูปคนกำลังสูบฝิ่นไปเผยแพร่อีก…

…การเสพฝิ่นและการค้าฝิ่นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และข้าพเจ้าถือว่าเป็นความผิดอันร้ายแรง ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องรับโทษอย่างหนัก หากเป็นคนต่างด้าวจะต้องถูกเนรเทศด้วย… ข้าพเจ้ามีความจำเป็นต้องทำการปราบปรามอย่างเด็ดขาด จะเสียอะไรก็เสียแม้แต่ชีวิต ข้าพเจ้าถือเสมอว่าการเสพฝิ่นเป็นภัยอันตรายอันร้ายแรงอย่างที่สุดอย่างหนึ่งของชาติ…”

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงลักลอบเสพหรือค้าฝิ่นอยู่ โดยเฉพาะพ่อค้าฝิ่นที่ยังคงแสวงหาผลประโยชน์จากฝิ่นได้อีกมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นช่องทางส่งต่อหรือขนย้ายฝิ่นไปจำหน่ายยังต่างประเทศ แม้เจ้าหน้าที่จะทำการปราบปรามแต่ก็ไม่ได้ผลเด็ดขาด เนื่องจากการใช้เล่ห์กลหลบเลี่ยงการจับกุม รวมทั้งได้รับการคุ้มครองจากผู้มีอิทธิพลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

เฮโรอีน (Heroin)

เวลาต่อมาได้มีการนำฝิ่นไปพัฒนาทำสารเสพติดอีกชนิดหนึ่ง นั่นคือ “เฮโรอีน” ซึ่งมีความร้ายแรงกว่าฝิ่นมาก โดยช่วงแรกพ่อค้าเฮโรอีนนำเข้ามาจากต่างประเทศด้วยการซุกซ่อนมากับสินค้า แม้เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะตรวจสอบสินค้าแล้ว แต่ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นเฮโรอีน ในขณะที่ผู้ที่เคยติดฝิ่นก็หันมาเสพเฮโรอีนแทน เฮโรอีนจึงค่อย ๆ ได้รับความนิยม เมื่อมีความต้องการสูงขึ้น พ่อค้าบางรายเห็นว่าแทนที่จะนำเข้าจากต่างประเทศจึงตั้งโรงงานผลิตเสียเอง นั่นทำให้การแพร่ระบาดของเฮโรอีนขยายตัวเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

ต่อมา วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ตำรวจสถานีนครบาลปทุมวันบุกจับกุมแหล่งผลิตเฮโรอีนรายใหญ่ ที่บ้านเลขที่ 33/1 จุฬาลงกรณ์ซอย 12 ปทุมวัน พระนคร (กรุงเทพฯ) ยึดของกลางจำนวนมากทั้งเฮโรอีนและอุปกรณ์การผลิต และจับกุมผู้ต้องหาคือ นายเลี่ยงฮ้อ แซ่เล้า กับพวกอีก 3 คน

จอมพลสฤษดิ์ได้ดำเนินการสอบสวนด้วยตนเอง ปรากฏว่านายเลี่ยงฮ้อให้การปฏิเสธ แต่พวกอีก 3 คนยอมรับสารภาพและยืนยันว่า นายเลี่ยงฮ้อเป็นนายทุนและตัวการสำคัญ แต่นายเลี่ยงฮ้อยังคงยืนกรานปฏิเสธ

แต่จากพยานและหลักฐานปรากฏชัดว่า นายเลี่ยงฮ้อเป็นนายทุนและตัวการสำคัญในการผลิตเฮโรอีน จอมพลสฤษดิ์จึงได้อาศัยอำนาจตามมาตร 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร และโดยมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ออกคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการประหารชีวิตนายเลี่ยงฮ้อ ทั้งนี้เพราะ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ สวัสดิภาพของประชาชน และไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ประชาชน

นายเลี่ยงฮ้อถูกประหารเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2504 เวลา 18.00 น. ส่วนพวกอีก 3 คน ถูกดำเนินคดี จนถึงที่สุดแล้วศาลทหารกรุงเทพฯ พิพากษาจำคุกคนละ 8 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 673,160 บาท

นายเลี่ยงฮ้อได้เขียนจดหมายสั่งเสียถึงภรรยาว่าให้เลี้ยงดูลูกต่อไป โดยแนะนำให้ทำงาน ฝากเงินไว้กับธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ย และบอกว่าเพื่อน ๆ ของเขาสามารถหวังพึ่งและช่วยเหลือได้ ข้อความในจดหมายตอนหนึ่ง ดังนี้

“ข้าพเจ้าจะตายแล้ว ขออย่าให้เสียใจ คนเราจะพ้นจากการ เกิด เจ็บ ตาย อักษร 3 ตัวไม่พ้น… การจัดงานศพขอให้ประหยัด การเก็บศพที่ใดแล้วแต่จะจัดการ คนตายแล้วอย่าเสียใจ อะไร ๆ ก็ขอให้ทำอย่างง่าย ๆ… การค้าขายเสี่ยงอันตรายอย่าทำเป็นอันขาด ขอให้ถือฉันเป็นตัวอย่าง ฉันถึงที่ตายแล้วแน่นอน พี่น้องเพื่อนฝูงคงช่วยเหลือดูแลให้ ส่วนการส่งโพยไปเมืองจีนก็อย่าให้ขาด หนังสือฉบับนี้เป็นคำสั่งสุดท้าย ฉันเห็นว่าเราทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้นไม่ช้าก็เร็ว ลาก่อน”

จอมพลสฤษดิ์ปราบปรามเฮโรอีนอย่างเอาจริงเอาจังไม่แพ้เมื่อครั้งปราบฝิ่น โดยเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2505 จอมพลสฤษดิ์กล่าวถึงการปราบปราบเฮโรอีนว่า

“กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นศัตรูตัวฉกาจของเราที่สร้างอันตรายให้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ… เฮโรอีนยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ ข้าพเจ้าในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และในหน้าที่อธิบดีกรมตำรวจจึงจำเป็นต้องดำเนินการปราบปรามอย่างรุนแรง”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. (2548). การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ. แปลโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ฒ ม.ร.ว.ประกายทอง สิริสุข และธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

โฉมหน้าประวัติศาสตร์ ชุดประชาธิปไตยเลือด. (2517). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สยาม.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...