โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กาแล็กซีทางช้างเผือกรูปทรงไม่เหมือนจานแบน แต่โค้งงอบิดเบี้ยวที่ริมขอบ

Khaosod

อัพเดต 05 ก.พ. 2562 เวลา 15.06 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. 2562 เวลา 15.06 น.
NAOC / ภาพจำลองรูปทรงที่แท้จริงของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งไม่เหมือนกับจานแบนเรียบเสียทีเดียว

กาแล็กซีทางช้างเผือกรูปทรงไม่เหมือนจานแบน แต่โค้งงอบิดเบี้ยวที่ริมขอบ – BBCไทย

แผนที่สามมิติล่าสุดของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งมีความแม่นยำมากที่สุดในบรรดาแผนที่ของดาราจักรแห่งนี้ที่เคยจัดทำมา เผยให้เห็นว่ากาแล็กซีที่เราอาศัยอยู่นั้น ไม่ได้มีรูปทรงเป็นจานแบนเรียบเหมือนขนมแพนเค้กตามที่เคยเข้าใจกัน แต่มีสภาพโค้งงอบิดเบี้ยวที่บริเวณแถบริมขอบ จนดูคล้ายกับตัวอักษรเอส (S) ที่ถูกยืดให้ขยายตัวออก

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยแม็กควอรีของออสเตรเลีย และหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติของสถาบันวิทยาศาสตร์จีน (NAOC) ร่วมกันตีพิมพ์เผยแพร่แผนที่สามมิติฉบับดังกล่าวในวารสาร Nature Astronomy โดยชี้ว่าขอบนอกของกาแล็กซีทางช้างเผือกบิดงอและโค้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากแรงเหวี่ยงมหาศาลของส่วนจานหมุนด้านในที่ใจกลางดาราจักร

อันที่จริงแล้ว การจะล่วงรู้ถึงรูปทรงที่แท้จริงของกาแล็กซีที่เราอาศัยอยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้จัดทำแผนที่ฉบับล่าสุดบอกว่า เปรียบเสมือนคนที่อยู่ในเรือดำน้ำลำหนึ่งต้องการจะทราบถึงรูปทรงของมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่ล้อมรอบตนเองอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากพอกับการพยายามวัดระยะทางจากดวงอาทิตย์ออกไปยังขอบนอกของดาราจักรในหลายตำแหน่ง เพื่อให้ทราบถึงรูปร่างของกาแล็กซีทางช้างเผือกที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยได้ใช้วิธีวัดระยะทางจากโลกไปยังดาวแปรแสงเซฟีด (Cepheid variable ) กว่า 1,300 ดวงทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือก แล้วนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นแบบจำลองรูปทรงของดาราจักรขึ้น โดยดาวแปรแสงเซฟีดที่สว่างจ้ากว่าดวงอาทิตย์นับแสนเท่านั้นเป็นเสมือนเทียนมาตรฐาน (Standard candle) หรือประภาคารของจักรวาล โดยนักดาราศาสตร์ใช้ความสว่างและการกระพริบแสงในความถี่ที่แน่นอนของมันเป็นหลักเทียบวัด เพื่อคำนวณหาระยะทางในห้วงอวกาศได้อย่างแม่นยำ

ส่วนข้อมูลการวัดระยะทางในห้วงอวกาศครั้งนี้มีความแม่นยำถึง 95% ซึ่งสูงกว่าในอดีต เนื่องจากใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศความยาวคลื่นอินฟราเรด WISE ขององค์การนาซา โดยรังสีอินฟราเรดจะช่วยขจัดการบดบังแสงดาวของกลุ่มฝุ่นและก๊าซในห้วงอวกาศลงได้มาก

ดร.ริชาร์ด เดอ กริจส์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า “การที่ดาราจักรรูปเกลียวเกิดการบิดเบี้ยวที่ขอบนอกนั้นผิดปกติอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งขอบนอกที่โค้งงอมีกลุ่มก๊าซของอะตอมไฮโดรเจนและมีดาวฤกษ์เกิดใหม่รวมอยู่ด้วย”

“เรื่องนี้แสดงถึงการมีกลไกหรือพลวัตรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดความผิดปกตินี้ขึ้น และอาจเกี่ยวข้องกับการกระจายตัวของสสารมืดก็เป็นได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...