โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้ส่งออกยางครึ่งปีแรกเดี้ยง รง.ล้อยางทิ้งไทยหันซื้อ‘แอฟริกา-ละติน’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ส.ค. 2562 เวลา 00.56 น. • เผยแพร่ 04 ส.ค. 2562 เวลา 14.19 น.

บาทแข็งดีมานด์ตก ทุบส่งออกยางธรรมชาติครึ่งปีแรกเดี้ยง 5.97% มูลค่าวูบ 10% โดน “แอฟริกา-ละตินอเมริกา” ส่งยางราคาถูก บุกชิงมาร์เก็ตแชร์ตลาดโลก คู่แข่ง “จีน” ไล่บี้อัพเกรดลุยอุตสาหกรรมถุงมือยางขึ้นแท่นท็อป 10 จี้รัฐเร่งเจรจา FTA อียู-CPTPP ฉุดส่งออกด่วน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ภาพรวมการส่งออกสินค้ายางพาราของไทยในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) มีปริมาณ 1.66 ล้านตัน ลดลง 5.97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการส่งออกมี 2,177 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง10.39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนไทยที่แข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง จนทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 6 ปี ประกอบกับภาวะสงครามการค้าทำให้ดีมานด์ความต้องการใช้ยางในตลาดโลกชะลอตัวลง โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดสัดส่วน 11.7% ของการส่งออกยาง ยอดส่งออกครึ่งปีแรกมูลค่า 14,637 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 10.10%

นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA กล่าวว่า ขณะนี้จีนยังเป็นตลาดหลักในการใช้ นอกจากจะนำเข้าจากอาเซียนแล้ว ก็ยังมีนำเข้ายางจากแอฟริกาด้วย เพราะราคาถูกกว่า นำไปผลิตยางล้อ ซึ่งจะเห็นว่ายางจากแอฟริกาเติบโตเร็วมาก มีการขยายโรงงานหลายแห่งและส่งเข้าไปขายในตลาดจีนเพิ่มขึ้น

“แม้ว่ายางแอฟริกาและอเมริกาใต้จะมีคุณภาพ และขนส่งสู้ไทยไม่ได้ แต่รวมแล้วราคาก็ยังถูกกว่าไทยจูงใจมาก ผู้ผลิตล้อยางของโลกหลายรายที่เคยได้พูดคุยด้วยก็พร้อมจะซื้อ เพราะเค้ามีการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นยางจากแหล่งใดก็สามารถนำไปผลิตเป็นล้อยางที่มีคุณภาพได้”

สำหรับภาพตลาดยางโลกตอนนี้ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม รวมกันมาเป็นอันดับ 1 ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 70% แต่ล่าสุดมีแอฟริกาและอเมริกาใต้ที่เริ่มมีการส่งออกยางมากขึ้นโดยมีสัดส่วน 10% ของโลก ขณะที่ฝั่งอินเดียและจีนทางใต้ 20% อย่างไรก็ตามราคายางไทยถือว่าสูงที่สุด ด้วยคุณภาพน้ำยาง รองลงมาคืออินโดนีเซีย ส่วนน้องใหม่อย่างเมียนมายังมีราคาต่ำ เพราะเป็นยางคนละเกรด แต่แนวโน้มตลาดดี เห็นจากศรีตรังฯมีโรงงานยางแท่งของศรีตรังฯที่เมียนมาขายดีมาก ค่อนข้างเนื้อหอม ขนาดโรงงานเล็กแต่ใช้กำลังการผลิต 95% ซึ่งในอนาคตเมียนมาก็อาจจะขยายตัวได้ส่วนการผลิตถุงมือยางในตลาดโลก

ขณะนี้ท็อป 10 ผู้ผลิตถุงมือยางธรรมชาติเป็นมาเลเซีย มาร์เก็ตแคปมูลค่า 1 แสนล้านบาท มีศรีตรังฯซึ่งเป็นบริษัทไทยอยู่ในอันดับ 5 แต่ขณะนี้จีนก็เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมนี้จนกลายเป็นรายใหญ่ของโลกแล้ว มีประมาณ 3-4 ราย เช่น Bluesail และ Intco Gloves ซึ่งในจำนวนนี้มี 2 รายที่เริ่มติดท็อป 10 ผู้ผลิตถุงมือยางสังเคราะห์ของโลก ซึ่งเทียบแล้วมีขนาดเล็กกว่าศรีตรังฯไม่มากนัก

“ประเด็นที่น่าห่วงของอุตสาหกรรมยางไทย คือ เรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น เรื่องส่งออกค่าบาท หรือเรื่องนโยบายภายใน ที่เมียนมาหรือประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีกองทุนเซสทำให้ราคายางเมียนมาต่ำกว่า และตอนนี้มาเลเซียซึ่งเคยเป็นผู้ปลูกยางมากที่สุด แต่โค่นยางไป 80% เหลือ 20% เปลี่ยนไปปลูกปาล์ม เขาภูมิใจ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียประกาศในงานถุงมือยางว่า การโค่นยาง 80% ของประเทศไป เราไม่เสียใจเลย เพราะโฟกัสออนแอปพลิเคชั่นในการเป็นผู้ผลิตถุงมือยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เหลือ 20% ไม่พอใช้ผลิตเขาต้องอิมพอร์ตจากไทย นอกจากนี้ ความท้าทายจากการลดพื้นที่ปลูกยางน่าจับตามอง มีชาวสวนหันไปปลูกทุเรียนมากขึ้นระดับแสนไร่ แม้ว่าจะไม่มากหากเทียบกับพื้นที่ปลูกยาง 23 ล้านไร่ แต่พื้นที่ปลูกยางไม่เพิ่มขึ้นเลย”

นายวีรสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาแข่งขันได้ ระดับ 31-32 บาท และเร่งเจรจาความตกลงครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) เพราะมาเลเซียคู่แข่งก็อยู่ใน CPTPP ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งจะทำให้ความสามารถแข่งขันของไทยลดลงไปอีก และควรต่อสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) ในปลายปีหน้า ทั้งตลาดยุโรปและสหรัฐ ซึ่งไทยได้สิทธิโดยตรง 3% หากไม่สามารถต่อได้จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

แหล่งข่าวจากวงการยางกล่าวว่า ประเด็นความร่วมมือในกลุ่มผู้ปลูกยางอาเซียน 3 ประเทศ อินโดนีเซีย ไทย และมาเลเซีย ที่จะจำกัดการส่งออกนั้น ในส่วนของอินโดนีเซียและมาเลเซีย สิ้นสุดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วนไทยจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ขณะที่เวียดนามผู้ผลิตยางอันดับ 3 ของโลก แต่ไม่เข้าร่วมความร่วมมือนี้ เพราะว่าการอยู่นอกความร่วมมือทำให้เวียดนามได้ประโยชน์มากกว่า

เช่น ปีที่ไทยกำหนดโควตาทำให้ยอดส่งออกเวียดนามโตขึ้น 30% ขณะที่ไทยลดลง 30% ทุกครั้งที่ 3 ประเทศมีมติแก้ปัญหาร่วมกัน เวียดนามจะโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งหากนับรวมปริมาณการผลิตของเวียดนาม จีนใต้ แอฟริกา และอเมริกาใต้ก็มีสัดส่วน 40% ก็มีผลต่อตลาดโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...