โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นาซา เผย 5 ภาพแรกแห่งประวัติศาสตร์ โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ 'เจมส์ เวบบ์' ใช้เวลาบันทึก 5 วัน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 13 ก.ค. 2565 เวลา 08.43 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2565 เวลา 08.43 น.
Carina Nebula ภาพของบริเวณก่อกำเนิดดาวฤกษ์ NGC 3324 ใน Carina Nebula (ภาพโดย NASA, ESA, CSA, and STScI)

นาซา เผย 5 ภาพแรกแห่งประวัติศาสตร์ โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ ‘เจมส์ เวบบ์’ ใช้เวลาบันทึก 5 วัน

หลังจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ เข้าร่วมกับการเปิดตัวภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เวบบ์ ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ (นาซา) ที่ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ตามเวลาในสหรัฐ แสดงให้เห็นภาพกาแล็กซีที่มีสีสันสวยงามและมีรายละเอียดมากที่สุดของเอกภพในยุคแรกๆ เท่าที่เคยเห็นกันมา

ภาพที่เปิดตัวนี้เป็นภาพของกาแล็กซีชื่อ SMACS 0723 มีอายุถึง 4.6 พันล้านปี มวลรวมของมันทำหน้าที่เป็นเลนส์ความโน้มถ่วง ซึ่งขยายและบิดเบือนแสงจากวัตถุด้านหลัง ทำให้สามารถเห็นกาแล็กซีที่อยู่ห่างไกลออกไปอย่างมาก โดยนาซามีแผนจะนำภาพดังกล่าวออกไปจัดแสดงที่ Goddard Space Flight Center ย่านชานเมืองแมริแลนด์ ในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) โดย ดร.มติพล ตั้งมติธรรม นักวิชาการดาราศาสตร์ ได้เรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นการเผยรายละเอียด 5 ภาพแรกแห่งประวัติศาสตร์ จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ว่า กว่า 3 ทศวรรษนับตั้งแต่โครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope : JWST) ได้ถูกวางแผนเอาไว้ ต้องผ่านอุปสรรคหลากหลาย ทั้งความซับซ้อนทางด้านเทคโนโลยีที่ต้องใช้เทคโนโลยีมากมายที่ยังไม่มีในขณะนั้น เทคโนโลยีหลายสิ่งต้องถูกพัฒนาขึ้นมา กว่าจะมาถึงขั้นตอนการส่งจรวดขึ้นไป วิธีการอันซับซ้อนของตั้งแต่การขนส่ง กางออก ติดตั้ง หล่อเย็น กระบวนการตรวจสอบอุปกรณ์ ผ่านความมุมานะ และการทำงานร่วมกันนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลก และในที่สุดเมื่อทุกอย่างเกี่ยวกับโครงการผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว เราถึงเวลาที่จะได้ชมภาพแรกกัน

กว่าจะได้มาซึ่งภาพแรกทั้ง 5 ภาพของ JWST ต้องผ่านคณะกรรมการจำนวนมากที่ร่วมกันกลั่นกรองว่าวัตถุแรกๆ ที่ JWST จะเผยให้กับมวลมนุษยชาตินั้นคือภาพอะไร มีข้อพิจารณามากมาย ตั้งแต่ตำแหน่งของ JWST ในปัจจุบัน ที่สามารถศึกษาท้องฟ้าได้เพียงบางส่วนเพื่อหลีกเลี่ยงพลังงานที่อาจจะมาจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก ภาพที่บันทึกได้นั้น ต้องถูกนำมาประมวลผลข้อมูลอีกหลายขั้นตอน จากแสงที่ตาของมนุษย์มองไม่เห็นให้อยู่ในภาพที่มนุษย์สามารถทำความเข้าใจได้ รวมถึงการคัดเลือกสีมาเพื่อใช้แสดงข้อมูลอันซับซ้อนต่างๆ ขั้นตอนทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อแสดงศักยภาพของกล้องโทรทรรศน์อวกาศตัวใหม่ล่าสุดของมนุษย์โลก แต่ยังต้องสะท้อนถึงความหมายทางวิทยาศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ รวมทั้งยังต้องสื่อถึงสุนทรียศาสตร์ที่มนุษย์สามารถชื่นชมได้ เพื่อแสดงให้เห็นธรรมชาติของเอกภพที่เราอาศัยอยู่ได้อย่างสัตย์จริงที่สุด

และนี่คือภาพสีทั้ง 5 ภาพแรก ที่ถูกบันทึกเอาไว้โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์

Deep Field – “SMACS 0723”

ภาพ “ห้วงอวกาศลึก” (Deep Field) ภาพแรกของ JWST เป็นภาพที่เปิดเผยไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยประธานาธิบดี โจ ไบเด็น

ภาพนี้เต็มไปด้วยกาแล็กซีเป็นจำนวนมาก นอกจากดาวสว่างในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราที่สังเกตเห็นได้เป็นหกแฉกแล้ว แทบจะทุกจุดในภาพนี้เป็นกาแล็กซีที่อยู่ห่างไกลออกไปจากกาแล็กซีของเรา

ภาพของกระจุกกาแล็กซีที่แสดงกาแล็กซีพื้นหลังจำนวนนับไม่ถ้วนสุดลูกหูลูกตาเท่าที่จะสามารถสังเกตได้นี้ เป็นภาพที่แสดงถึงศักยภาพของ JWST ได้เป็นอย่างดี เราจะเห็นได้ว่าด้วยความสามารถของเวบบ์ เบื้องหลังของภาพทุกภาพ วัตถุทุกวัตถุ และแทบทุกทิศทางที่เวบบ์หันไป เราอาจจะพบกับกาแล็กซีอีกกาแล็กซีหนึ่งที่ยังรอคอยการค้นพบอยู่ด้านหลังดวงดาวอันมากมายในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา

ภาพ Deep Field นี้ มีจุดกึ่งกลางอยู่ที่กระจุกกาแล็กซี SMACS 0723 ซึ่งอยู่ห่างออกไป 4,600 ล้านปีแสง แต่เบื้องหลังกระจุกกาแล็กซีนี้นั้นยังมีกาแล็กซีอื่นอีกมาก และด้วยปรากฏการณ์ “เลนส์ความโน้มถ่วง” ที่สามารถเบี่ยงทิศทางของแสงของกาแล็กซีเบื้องหลังเหล่านี้ออกไป ตามทฤษฎีที่ไอสไตน์ทำนายไว้ จึงทำให้ภาพนี้คล้ายกับภาพของการมองผ่าน “แว่นขยาย” ที่เปิดเผยรายละเอียดของกาแล็กซีที่ห่างไกลออกไปที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนได้ รวมถึงบริเวณก่อกำเนิดดาวฤกษ์ดวงแรกๆ ในเอกภพ ที่สามารถสังเกตเห็นได้ในภาพของกาแล็กซีอันห่างไกลเหล่านี้

และเนื่องจากหลายกาแล็กซีเบื้องหลังในภาพนี้ เป็นกาแล็กซีที่ห่างไกลออกไปหลายหมื่นล้านปีแสง จึงเปรียบได้กับการย้อนเวลากลับไปสังเกตในยุคที่กาแล็กซีแรกๆ เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาในเอกภพ และด้วยความสามารถในการแยกแสงสเปกตรัมด้วยอุปกรณ์ NIRSpec ของ JWST ทำให้เราสามารถศึกษาธาตุองค์ประกอบจากดาวฤกษ์ดวงแรกๆ ได้ และสิ่งที่เราพบก็คือ “ธาตุไฮโดรเจน และออกซิเจนอะตอมแรกๆ” ที่ถูกสร้างขึ้นในเอกภพของเรา ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกันกับกำเนิดออกซิเจนแบบเดียวกันกับที่เรากำลังหายใจเข้าไปอยู่ ณ เวลานี้

Exoplanet – “WASP-96 b”

ภาพนี้คือ “สเปกตรัม” ของดาวเคราะห์นอกระบบ WASP-96 b ที่อยู่ห่างออกไป 1,150 ปีแสง ดาวเคราะห์ดวงนี้จัดเป็นดาวเคราะห์แก๊สที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดี แต่มีมวลเพียงครึ่งหนึ่ง และโคจรรอบดาวฤกษ์ด้วยระยะห่างที่ใกล้กว่าวงโคจรของดาวพุธ จึงทำให้พื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนี้ร้อนมาก ร้อนเกินกว่าที่จะพบน้ำในรูปของเหลวใดๆ บนพื้นผิว

ในขณะที่ดาวเคราะห์นอกระบบ WASP-96b โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์นั้น แสงจากดาวบางส่วนจะถูกบดบังโดยดาวเคราะห์ และบางส่วนจะถูกดูดกลืนโดยโมเลกุลของแก๊สในชั้นบรรยากาศ อุปกรณ์ NIRISS ของ JWST สามารถแยกสเปกตรัมของแสงเหล่านี้ออกมา เพื่อศึกษาย่านความถี่ที่มีการดูดกลืนเพิ่มไป เมื่อเทียบกับขณะที่ไม่ได้มีการบดบังเอาไว้ได้ จากรูปแบบการดูดกลืนโดยเฉพาะของสารประกอบ จึงทำให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาองค์ประกอบของโลกที่อยู่ห่างไกลออกไปได้

ครั้งนี้จึงนับเป็นสเปกตรัมแรกของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ถูกบันทึกเอาไว้โดย JWST และนับเป็นครั้งแรกของโลกที่เราสามารถศึกษาสเปกตรัมของดาวเคราะห์นอกระบบในช่วงคลื่นนี้ได้ ผลที่ได้คือ “การพบหลักฐานของโมเลกุลของน้ำในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นี้อย่างชัดเจน และพบหลักฐานของเมฆ และหมอกในชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้”

ข้อมูลสเปกตรัมเช่นนี้จะช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถวัดปริมาณของไอน้ำในชั้นบรรยากาศ ประมาณอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ และประเมินปริมาณของธาตุอื่นๆ เช่น คาร์บอนและออกซิเจนได้

แม้ว่าดาวเคราะห์ WASP-96 b นี้น่าจะอยู่ใกล้ดาวฤกษ์ และร้อนเกินกว่าที่จะเป็นไปได้ว่าจะมีสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนี้ได้ แต่ความละเอียดของสเปกตรัม และความรวดเร็วที่ JWST สามารถศึกษาองค์ประกอบของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้นั้น บ่งบอกได้ถึงศักยภาพของ JWST ที่จะสามารถค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้อีกในอนาคต เพราะ WASP-96 b ยังคงเป็นเพียงดาวดวงแรกที่ JWST ได้ใช้เวลาอันน้อยนิดในการสังเกต ท่ามกลางดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะอีกกว่า 5,000 ดวงที่ได้รับการยืนยันแล้ว และยังอีกมากที่ยังไม่เคยพบ

เราคงต้องรอดูกันว่า JWST จะค้นพบน้ำ หรือโมเลกุลอื่นในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์แบบใดอีกในอนาคตอันใกล้

Stellar Death – “Southern Ring Nebula”

Southern Ring Nebula หรือ NGC 3132 เป็น เนบิวลาดาวเคราะห์ ที่อยู่ห่างออกไป 2,500 ปีแสง เนบิวลาดาวเคราะห์เกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์สิ้นอายุขัย และปลดปล่อยมวลในช่วงบั้นปลายบางส่วนออก เหลือทิ้งไว้เพียงแกนกลางของดาวที่ร้อนจัด ที่แผ่รังสีออกไปรอบๆ

ดาวฤกษ์ ณ กึ่งกลางของ Southern Ring Nebula ได้ทำการปลดปล่อยฝุ่นและแก๊สออกไปทุกทิศทางมาตลอดระยะเวลาหลายพันปี แก๊สที่ถูกปลดปล่อยออกมาเป็นชั้นๆ ถูกรบกวนโดยดาวฤกษ์อีกดวงหนึ่งที่โคจรรอบๆ ดาวที่สิ้นอายุขัย ก่อให้เกิดโครงสร้างจำนวนมากมายท่ามกลางแก๊สที่ถูกปลดปล่อยออกมาเหล่านี้
ภาพในย่านอินฟราเรดใกล้ (ซ้าย) ที่บันทึกโดยอุปกรณ์ NIRCam** เปิดเผยให้เห็นถึงโครงสร้างอันสลับซับซ้อนของชั้นแก๊สที่ถูกปลดปล่อยออกมาในช่วงสีส้มของภาพ ซึ่งมาจากการเปล่งรังสีของไฮโดรเจน

นอกจากนี้ ภายนอกเรายังสามารถสังเกตเห็นแนวลำแสงที่ดูราวกับเป็นเส้นตรงออกมาจากกึ่งกลางของเนบิวลา ซึ่งเกิดจากแสงที่ลอดผ่านช่องโปร่งในแถบฝุ่นออกมา คล้ายกับช่วงเย็นที่ลำแสงของดวงอาทิตย์ลอดผ่านช่องระหว่างเมฆบนโลก ในขณะที่บริเวณกึ่งกลางนั้นยังคงเต็มไปด้วยแสงที่แทนด้วยสีฟ้า ซึ่งส่องสว่างเนื่องจากได้รับพลังงานจากดาวที่อยู่กึ่งกลาง

หากเราพิจารณาภาพที่ได้ในย่านอินฟราเรดกลาง (ขวา) โดยอุปกรณ์ MIRI*** เราจะพบบริเวณของเมฆโมเลกุลที่กำลังก่อตัวที่แทนด้วยโครงสร้างแสงสีฟ้า และนอกจากนี้ เรายังสามารถพบเห็นดาวบริวารทั้งสองของระบบดาวคู่ ณ กึ่งกลางเนบิวลา ถึงแม้ว่าเราจะมีหลักฐานมานานแล้วว่าระบบดาวนี้เป็นระบบดาวคู่ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราสามารถสังเกตในช่วงอินฟราเรดได้ละเอียดมากพอจนสามารถทำการสังเกตการณ์ดาวฤกษ์ดวงนี้ได้

นอกจากนี้ เรายังพบว่าแม้กระทั่งเบื้องหลังของแก๊สอันส่องสว่างเหล่านี้ ก็ยังสามารถสังเกตเห็นกาแล็กซีที่อยู่เบื้องหลังที่ห่างออกไปอีกหลายล้านปีแสงได้อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม :
**NIRCam- Near Infrared Camera คลิก
***MIRI-Mid-infrared Instrument: MIRI #JamesWebbTheSeriesEp2 ระบบควบคุมอุณหภูมิของ JWST คลิก

Galaxy – “Stephan’s Quintet”

Stephan’s Quintet เป็น กลุ่มของกาแล็กซี 5 กาแล็กซีที่มีตำแหน่งปรากฏอยู่ใกล้กันมาก 4 กาแล็กซีในภาพนี้ถูกยึดเหนี่ยวเอาไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงและอยู่ห่างออกไป 290 ล้านปีแสง กาแล็กซีเหล่านี้กำลังหมุนไปรอบๆ ซึ่งกันและกัน และอยู่ในระหว่างกระบวนการรวมตัวกัน และจะค่อยๆ รวมตัวกันกลายเป็นกาแล็กซีเดียวไปในที่สุด

ภาพที่เห็นนี้เป็นภาพที่บันทึกในย่านอินฟราเรดใกล้และอินฟราเรดกลาง มีพื้นที่ประมาณ 1 ใน 5 ของขนาดปรากฏของของดวงจันทร์ และประกอบขึ้นจากภาพรวมกันกว่า 1,000 ภาพ ที่มาต่อกันเป็น mosaic มีความละเอียดกว่า 150 ล้านพิกเซล

ด้วยความละเอียดของเวบบ์นั้น ทำให้เราสามารถสังเกตเห็นดาวฤกษ์เดี่ยวบางดวงในแต่ละกาแล็กซีได้ และสามารถสังเกตเห็นแถบฝุ่น ซึ่งเป็นบริเวณที่ดาวฤกษ์กำลังก่อตัวขึ้นใหม่ท่ามกลางกาแล็กซีเหล่านี้ รวมถึงแถบฝุ่นที่เกิดขึ้นใหม่เนื่องมาจากการชนกันของกาแล็กซี ซึ่งเปรียบได้กับห้องทดลองที่จะช่วยให้นักดาราศาสตร์ได้ศึกษาการก่อตัวของกาแล็กซี และการรบกวนที่เกิดขึ้นกับแก๊สระหว่างกาแล็กซี และดาวฤกษ์ที่เกิดใหม่ได้

ในกาแล็กซี NGC 7319 ด้านบนขวาของภาพ เราจะพบกับบริเวณกึ่งกลางที่ส่องสว่างเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านคลื่นอินฟราเรดกลาง ซึ่งเป็นบริเวณของมวลที่กำลังตกลงสู่หลุมดำมวลยิ่งยวด ณ ใจกลางของกาแล็กซีนี้ ในแต่ละวินาทีหลุมดำมวลยิ่งยวดนี้เปล่งแสงสว่างออกมามากกว่าดวงอาทิตย์ถึงกว่า 40 ล้านเท่า การศึกษาการกระจายตัวของแก๊สผ่านทางฟิลเตอร์ต่างๆ ของ JWST จะช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาเกี่ยวกับกลไกของหลุมดำมวลยิ่งยวด ณ ใจกลางกาแล็กซีได้

นอกจากนี้ จุดในเบื้องหลังของภาพเหล่านี้คือกาแล็กซีอีกมากที่อยู่ห่างไกลออกไป บ่งบอกถึงโอกาสในการค้นพบทางดาราศาสตร์อื่นๆ อีกมากอันไม่มีที่สิ้นสุดจาก JWST

Stellar Birth – “Carina Nebula”

ภาพที่เปรียบได้กับภาพวาดของ “ภูผา” นี้ คือภาพของ บริเวณก่อกำเนิดดาวฤกษ์ NGC 3324 ใน Carina Nebula

ภาพนี้มีชื่อว่า “Cosmic Cliff” เป็นภาพใกล้เคียงกับภาพที่เคยบันทึกเอาไว้โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในบริเวณเดียวกัน เป็นเพียงบริเวณส่วนเล็กๆ ภายใน NGC 3324 ที่แก๊สและฝุ่นในเนบิวลากำลังถูกลมสุริยะจากดาวฤกษ์ใกล้เคียงด้านบนของภาพปัดเป่าออกไป จนมีลักษณะปรากฏคล้ายกับทิวเขา โครงสร้างจำนวนมากและรูโหว่ทุกรูในบริเวณนี้ เป็นผลที่เกิดขึ้นจากลมสุริยะที่ค่อยๆ ปัดเป่าสสารออกไปรอบๆ และก่อตัวเนบิวลานี้ขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้

แต่สิ่งที่ทำให้ภาพนี้แตกต่างจากภาพของฮับเบิลเป็นอย่างมากนั้น มาจากย่านคลื่นอินฟราเรดของเวบบ์ ที่แตกต่างออกไปจากฮับเบิล การศึกษาในช่วงอินฟราเรดนั้นทำให้เราสามารถที่จะมองทะลุฝุ่นและแก๊สอันหนาทึบของเนบิวลา และเปิดเผยให้เห็นถึงดาวฤกษ์จำนวนหลายร้อยดวงที่ยังไม่เคยมีใครสังเกตเห็นได้มาก่อน

การศึกษาบริเวณก่อกำเนิดดาวฤกษ์นี้จะช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจได้มากขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการกำเนิดดาวฤกษ์ การปะทะกันของลมสุริยะกับเนบิวลา อาจจะก่อให้เกิดการรวมตัวกันของแก๊ส และนำไปสู่การรวมตัวเป็นดาวฤกษ์ใหม่ในที่สุด

แต่ในทางกลับกัน การปัดเป่าที่แรงเกินไปก็อาจจะกำจัดวัสดุที่จำเป็นในการก่อตัว และยับยั้งการก่อตัวใหม่ไปในที่สุด กระบวนการทั้งสองนี้จึงเป็นกระบวนการที่มีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก ซึ่งเวบบ์จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้นได้

และกระบวนการเหล่านี้เอง ที่เป็นกระบวนการเดียวกันกับการก่อกำเนิดระบบสุริยะและโลกของเรา วัสดุต่างๆ ที่เรากำลังเห็นในภาพนี้ จึงเป็นวัสดุเดียวกันกับที่เราทุกคนถือกำเนิดขึ้นมา และสิ่งที่เรากำลังพบเห็นนั้นก็คือต้นกำเนิดหนึ่ง ที่กลายมาเป็นมนุษย์ทุกคนบนโลกของเราในทุกวันนี้

จากภาพเหล่านี้ เราพบว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ สามารถทำได้ทุกอย่างที่นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรได้ออกแบบเอาไว้ สามารถทำทุกอย่างที่ฮับเบิลทำได้โดยใช้เวลาเพียงเสี้ยวหนึ่งของฮับเบิล นอกจากนี้ ยังสามารถทำอีกหลายสิ่งที่ไม่เคยมีใครหรืออุปกรณ์ใดทำได้มาก่อน เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ากล้องเจมส์ เวบบ์ จะสามารถค้นพบสิ่งใหม่ๆ และวัตถุใหม่ๆ ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนได้ และนี่คือใจความสำคัญของโครงการนี้

ภาพทั้งหมดนี้ เป็นภาพถ่ายที่บันทึกภายในเวลาเพียง 5 วันเท่านั้น นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จะมีการค้นพบอะไรใหม่ๆ อีกบ้าง นักดาราศาสตร์ต่างก็คาดหวังเป็นอย่างมากว่าข้อมูลใหม่ที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ จะมอบให้ จะช่วยไขอีกหลายปริศนาที่ยังคงไร้คำตอบ และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือคำถามและปริศนาอีกมากที่เราไม่อาจจินตนาการถึงที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศลำนี้จะได้มอบให้มนุษยชาติของเราได้ศึกษาค้นหาคำตอบกันต่อไปอีกอย่างแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...