โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไฟลาม ป.ป.ช. จับตาด่านประธานรัฐสภา ปมคำร้องมาตรา 236 คดีศักดิ์สยาม

PostToday

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“องค์กรตรวจสอบจะถูกตรวจสอบได้หรือไม่”

คำถามที่เคยเป็นเพียงประเด็นถกเถียงในวงวิชาการและแวดวงกฎหมาย กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตกอยู่ในสถานะ “ผู้ถูกตรวจสอบ”

จากกรณีมติยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งนำไปสู่การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภาสายอิสระ และภาคประชาชน ที่รวมตัวเข้าชื่อยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช.

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สายตาทางการเมืองและสังคมพุ่งตรงไปยัง “ด่านแรก” ของกระบวนการทั้งหมด นั่นคือการพิจารณาของประธานรัฐสภา ว่าจะเห็นว่าคำร้องดังกล่าวมีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอที่จะส่งต่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

แฟ้มภาพประกอบเนื้อหา

จุดเริ่มต้นของแรงกระเพื่อม

ชนวนเหตุของข้อพิพาทครั้งนี้มาจากมติของ ป.ป.ช. ที่มีคำวินิจฉัยยกคำร้องกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าถือหุ้นผ่านบุคคลอื่นและมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อน

มติดังกล่าวถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวาง เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าแตกต่างจากแนววินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยมีคำวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี จากกรณีการถือหุ้นผ่านนอมินี

แม้กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. จะอยู่ภายใต้กฎหมายและอำนาจหน้าที่ที่แตกต่างกัน แต่ความแตกต่างของผลการวินิจฉัยได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามต่อมาตรฐานการตรวจสอบขององค์กรอิสระแห่งนี้

จากเดิมที่ประเด็นอยู่ที่ตัวบุคคล วันนี้คำถามได้ขยายวงมาถึงองค์กรผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบเองว่า การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างครบถ้วน รอบคอบ และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลเพียงใด

แฟ้มภาพประกอบเนื้อหา

ผนึกกำลังร้องสอบ ป.ป.ช.

ความไม่พอใจต่อมติดังกล่าวนำไปสู่การรวมตัวของพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยภักดี พรรครวมพลังสร้างชาติ สมาชิกวุฒิสภาสายอิสระ และภาคประชาชน รวมจำนวนเกือบ 200 รายชื่อ เพื่อเข้าชื่อต่อประธานรัฐสภา

กลุ่มผู้ร้องเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. อาจมีข้อบกพร่องที่เข้าข่ายต้องได้รับการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ซึ่งเป็นกลไกที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึงกรรมการ ป.ป.ช. เอง

แฟ้มภาพประกอบเนื้อหา

4 ปมร้อนที่ถูกหยิบยกกล่าวหา

ข้อกล่าวหาที่ถูกนำมาใช้ประกอบคำร้องแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ

  • ประเด็นแรก คือ การตรวจสอบที่ถูกมองว่าไม่รอบด้าน โดยมีข้อสังเกตว่าไม่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนอย่างเป็นทางการ และไม่มีการตรวจสอบทรัพย์สินเชิงลึกก่อนมีมติยกคำร้อง
  • ประเด็นที่สอง คือ การใช้ดุลพินิจที่ถูกกล่าวหาว่าคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจาก ป.ป.ช. เห็นว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยถึงพฤติการณ์การถือหุ้นผ่านบุคคลอื่น
  • ประเด็นที่สาม คือ การแจ้งผลการพิจารณาที่ล่าช้า โดยผู้ร้องระบุว่า ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่แจ้งผลอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2569
  • และประเด็นสุดท้าย คือ การตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ผู้ร้องมองว่ายังไม่ครบถ้วน โดย ป.ป.ช. อ้างข้อมูลว่าจำนวนสัญญาที่เกี่ยวข้องมีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกับช่วงเวลาก่อนหน้า จึงไม่พบความผิดปกติ

ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ยังอยู่ในชั้นการร้องเรียน และยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่เพียงพอที่จะทำให้ ป.ป.ช. เผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี

แฟ้มภาพประกอบเนื้อหา

ด่านแรกที่ชื่อ “ประธานรัฐสภา”

ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 การเข้าชื่อกล่าวหากรรมการองค์กรอิสระสามารถทำได้โดยสมาชิกของรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20,000 คน

เมื่อมีการยื่นคำร้องแล้ว อำนาจในการพิจารณาเบื้องต้นจะอยู่ที่ประธานรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ มีหน้าที่สำคัญคือการพิจารณาว่า

ข้อกล่าวหาดังกล่าวมี “เหตุอันควรสงสัย” เพียงพอหรือไม่

หากเห็นว่าไม่มีมูลเพียงพอ คำร้องอาจยุติลงตั้งแต่ชั้นนี้

แต่หากเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ด่านประธานรัฐสภาจึงกลายเป็นจุดชี้ขาดสำคัญว่าคดีจะเดินหน้าสู่กระบวนการตรวจสอบเชิงลึก หรือสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

คณะผู้ไต่สวนอิสระ กลไกตรวจสอบผู้ตรวจสอบ

หากคำร้องผ่านการพิจารณาของประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกาจะดำเนินการแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริง

คณะดังกล่าวต้องเป็นบุคคลที่มีความเป็นกลางทางการเมือง และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

เป้าหมายสำคัญคือการสร้างหลักประกันว่ากระบวนการตรวจสอบจะไม่ถูกครอบงำจากแรงกดดันทางการเมือง หรือผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แฟ้มภาพประกอบเนื้อหา

ผลการไต่สวนสามารถออกได้หลายแนวทาง

หากไม่พบมูลเพียงพอ เรื่องจะยุติลง

หากพบว่ามีการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง สำนวนจะถูกส่งต่อไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย

หรือหากพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดทางอาญา สำนวนจะถูกส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เดิมพันสูงสุดของกรรมการ ป.ป.ช.

สิ่งที่ทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก คือผลทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับกรรมการ ป.ป.ช.

หากศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา กรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหาจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีตามที่กฎหมายกำหนด

และหากศาลวินิจฉัยว่ามีความผิดจริง ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงการพ้นจากตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการถูกเพิกถอนสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต หรือที่เรียกกันในทางการเมืองว่า “ใบดำ”

บทลงโทษดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลไกตามมาตรา 236 เป็นมาตรการที่มีผลทางกฎหมายรุนแรง และถูกออกแบบมาเพื่อรักษามาตรฐานขององค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ

บททดสอบความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระ

ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาในทิศทางใด คดีนี้กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของระบบตรวจสอบถ่วงดุลในประเทศไทย

เพราะในวันที่ ป.ป.ช. มีหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง ข้าราชการ และผู้ใช้อำนาจรัฐ สังคมก็ย่อมคาดหวังให้องค์กรดังกล่าวยึดถือมาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบตนเอง

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า มติยกคำร้องคดีศักดิ์สยามถูกต้องหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่ากระบวนการตรวจสอบทั้งหมดสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สาธารณชนได้มากเพียงใด

และในห้วงเวลาที่ความไว้วางใจต่อองค์กรอิสระกำลังถูกท้าทาย ด่านประธานรัฐสภาครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงจุดเริ่มต้นของคดีหนึ่งคดีเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าระบบตรวจสอบของประเทศยังสามารถตรวจสอบผู้ตรวจสอบได้อย่างแท้จริงหรือไม่.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...