“IOM” เปิดตัวคู่มือฉบับใหม่ เสนอแนวทางการโยกย้ายถิ่นฐานฯที่ปลอดภัยและยืดหยุ่น
“ไอโอเอ็ม” เปิดตัวคู่มือฉบับใหม่ เสนอแนวทางส่งเสริมช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานของแรงงานฯ ที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น
กรุงเทพฯ – เมื่อเร็วๆ นี้ องค์กรในการสำรวจที่ตั้งถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) ได้เผยแพร่เอกสารนโยบายฉบับใหม่ เสนอแนวทางเพื่อยกระดับกรอบนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติประเทศไทย เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ลดการพึ่งพาการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบและปกติ (Global Compact for Safe, Orderly and Regular Migration) ที่ได้ให้การรับรองเมื่อปี พ.ศ. 2561
เอกสารนโยบายฉบับนี้ได้ทบทวนกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย เพื่อปรับเปลี่ยนหรือคงสถานะให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมมอบข้อเสนอแนะเพื่อให้กระบวนการดังกล่าวมีความเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอ้างอิงจากการหารือกับหน่วยงานของรัฐบาลไทย นายจ้าง องค์การสหประชาชาติ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ
การทบทวนนโยบายในครั้งนี้ รวบรวมบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับกรอบกฎหมายและนโยบาย ขั้นตอนการดำเนินงาน และการเข้าถึงกระบวนการขึ้นทะเบียนในประเทศของแรงงานข้ามชาติ ทั้งยังมุ่งหมายให้ช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานของแรงงานแบบปกติในประเทศไทยยังคงมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่ภูมิภาคกำลังเผชิญกับความไม่มั่นคง เช่น สถานการณ์ในประเทศเมียนมา ที่ส่งผลต่อรูปแบบการโยกย้ายถิ่นฐาน
ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศปลายทางสำคัญของแรงงานข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียนตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะจากประเทศเมียนมา กัมพูชา และ สปป.ลาว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการก่อสร้าง เกษตรกรรมและการผลิต
ตามข้อมูลจากเอกสารนโยบาย จำนวนแรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนผ่านกระบวนการขึ้นทะเบียนในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 60 จากจำนวนสะสม 1.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2563 เป็นกว่า 2.4 ล้านคนในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2567 ในขณะที่จำนวนแรงงานที่เข้าสู่ประเทศผ่านความตกลงทวิภาคี (MOU) กลับลดลงจาก 1 ล้านคน เหลือเพียงประมาณ 600,000 คนในช่วงเวลาเดียวกัน
“กระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานในประเทศ ยังคงเป็นช่องทางสำคัญสำหรับแรงงานข้ามชาติ ในการอาศัยและทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย อันเนื่องมาจากความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับระบบการสรรหาแรงงานภายใต้ MOU รวมถึงสถานการณ์ในประเทศต้นทาง โดยเฉพาะประเทศเมียนมา” เจอรัลดีน อองซาร์ค หัวหน้าสำนักงานไอโอเอ็ม ประเทศไทย กล่าว “ขณะนี้ แรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนในประเทศ คิดเป็นกว่าร้อยละ 80 ของแรงงานข้ามชาติที่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายในประเทศ”
แม้ว่าจะมีแรงงานข้ามชาติกว่า 3 ล้านคน และนายจ้างกว่า 600,000 รายที่ได้รับประโยชน์จากกระบวนการนี้ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 แต่เอกสารชี้ให้เห็นว่า ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ โดยแรงงานข้ามชาติถึงร้อยละ 70 ที่มีสิทธิ์ขึ้นทะเบียนยังประสบปัญหาในการดำเนินการขึ้นทะเบียน อันเป็นผลมาจากข้อกำหนดที่เปลี่ยนแปลงบ่อย การไม่สามารถจ่ายค่าธรรมเนียมการสรรหาแรงงาน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง หรือการขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกขึ้นทะเบียนในประเทศ
เอกสารนโยบายยังชี้ให้เห็นว่า แรงงานข้ามชาติต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงกว่าที่กำหนดไว้ถึง 10 เท่า โดยมีค่าใช้จ่ายรวมกันสูงสุดถึง 127,000 บาท (ประมาณ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนได้อย่างสมูรณ์ ขณะที่นายจ้างที่ปฏิบัติตาม “หลักการนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช่จ่ายในการสรรหาแรงงาน” (Employer Pay Principle) ยังคงต้องจ่ายมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เป็นทางการ โดยอาจต้องจ่ายเพิ่มถึง 3,500 บาท ( ประมาณ 106 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ต่อแรงงานหนึ่งคนเพื่อให้กระบวนการแล้วเสร็จอย่างรวดเร็ว
เอกสารฉบับนี้ได้มอบข้อเสนอแนะที่สำคัญแก่รัฐบาลไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการขึ้นทะเบียนในประเทศ เช่น การทำให้กระบวนการขึ้นทะเบียนมีความเรียบง่ายขึ้น และการเสริมสร้างมาตรการคุ้มครองแรงงาน รวมถึงการกำหนดกฎระเบียบลงทะเบียนที่ชัดเจนเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการสรรหาและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังเรียกร้องให้นายจ้างไทยจัดตั้งระบบบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่คำนึงถึงความเสี่ยงเฉพาะของแรงงานข้ามชาติ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายองค์กร ไปจนถึงการดำเนินการตามแนวทางการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน และการเข้าถึงกลไกการร้องทุกข์และการเยียวยา
“แรงงานข้ามชาติมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองต่อความต้องการแรงานในบริบทที่แรงงานในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง” อองซาร์คกล่าว “ประเทศไทยได้แสดงบทบาทผู้นำด้านการขยายช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานแบบปกติผ่านกระบวนการขึ้นทะเบียนที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ในช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโควิด-19”
“ด้วยพลวัตทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ขณะนี้ประเทศไทยมีโอกาสที่ไม่เหมือนใครในการส่งเสริมความพร้อมและความยืดหยุ่นของช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานแบบปกติ เพื่อเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ถูกต้องตามกฎหมาย และเหมาะสม อีกทั้งตอบโจทย์นโยบายของประเทศและความต้องการของตลาดแรงงาน” อองซาร์ค กล่าวเสริม
ผู้สนใจสามารถอ่านเอกสารฉบับเต็มภาษาอังกฤษ ได้ที่ : https://bit.4kCF8vC (หมายเหตุ: ฉบับภาษาไทยจะเผยแพร่เร็วๆ นี้ ทั้งนี้ เอกสารนโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การโยกย้ายถิ่นฐาน แรงงาน และสิทธิมนุษยชนในเอเชีย” (MBHR Asia ) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปและรัฐบาลสวีเดน