โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“IOM” เปิดตัวคู่มือฉบับใหม่ เสนอแนวทางการโยกย้ายถิ่นฐานฯที่ปลอดภัยและยืดหยุ่น

77kaoded

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 23.43 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 16.43 น. • 77Kaoded

“ไอโอเอ็ม” เปิดตัวคู่มือฉบับใหม่ เสนอแนวทางส่งเสริมช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานของแรงงานฯ ที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

กรุงเทพฯ – เมื่อเร็วๆ นี้ องค์กรในการสำรวจที่ตั้งถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) ได้เผยแพร่เอกสารนโยบายฉบับใหม่ เสนอแนวทางเพื่อยกระดับกรอบนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติประเทศไทย เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ลดการพึ่งพาการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบและปกติ (Global Compact for Safe, Orderly and Regular Migration) ที่ได้ให้การรับรองเมื่อปี พ.ศ. 2561

เอกสารนโยบายฉบับนี้ได้ทบทวนกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย เพื่อปรับเปลี่ยนหรือคงสถานะให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมมอบข้อเสนอแนะเพื่อให้กระบวนการดังกล่าวมีความเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอ้างอิงจากการหารือกับหน่วยงานของรัฐบาลไทย นายจ้าง องค์การสหประชาชาติ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ

การทบทวนนโยบายในครั้งนี้ รวบรวมบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับกรอบกฎหมายและนโยบาย ขั้นตอนการดำเนินงาน และการเข้าถึงกระบวนการขึ้นทะเบียนในประเทศของแรงงานข้ามชาติ ทั้งยังมุ่งหมายให้ช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานของแรงงานแบบปกติในประเทศไทยยังคงมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่ภูมิภาคกำลังเผชิญกับความไม่มั่นคง เช่น สถานการณ์ในประเทศเมียนมา ที่ส่งผลต่อรูปแบบการโยกย้ายถิ่นฐาน

ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศปลายทางสำคัญของแรงงานข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียนตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะจากประเทศเมียนมา กัมพูชา และ สปป.ลาว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการก่อสร้าง เกษตรกรรมและการผลิต

ตามข้อมูลจากเอกสารนโยบาย จำนวนแรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนผ่านกระบวนการขึ้นทะเบียนในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 60 จากจำนวนสะสม 1.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2563 เป็นกว่า 2.4 ล้านคนในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2567 ในขณะที่จำนวนแรงงานที่เข้าสู่ประเทศผ่านความตกลงทวิภาคี (MOU) กลับลดลงจาก 1 ล้านคน เหลือเพียงประมาณ 600,000 คนในช่วงเวลาเดียวกัน

“กระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานในประเทศ ยังคงเป็นช่องทางสำคัญสำหรับแรงงานข้ามชาติ ในการอาศัยและทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย อันเนื่องมาจากความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับระบบการสรรหาแรงงานภายใต้ MOU รวมถึงสถานการณ์ในประเทศต้นทาง โดยเฉพาะประเทศเมียนมา” เจอรัลดีน อองซาร์ค หัวหน้าสำนักงานไอโอเอ็ม ประเทศไทย กล่าว “ขณะนี้ แรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนในประเทศ คิดเป็นกว่าร้อยละ 80 ของแรงงานข้ามชาติที่มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายในประเทศ”

แม้ว่าจะมีแรงงานข้ามชาติกว่า 3 ล้านคน และนายจ้างกว่า 600,000 รายที่ได้รับประโยชน์จากกระบวนการนี้ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 แต่เอกสารชี้ให้เห็นว่า ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ โดยแรงงานข้ามชาติถึงร้อยละ 70 ที่มีสิทธิ์ขึ้นทะเบียนยังประสบปัญหาในการดำเนินการขึ้นทะเบียน อันเป็นผลมาจากข้อกำหนดที่เปลี่ยนแปลงบ่อย การไม่สามารถจ่ายค่าธรรมเนียมการสรรหาแรงงาน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง หรือการขาดข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกขึ้นทะเบียนในประเทศ

เอกสารนโยบายยังชี้ให้เห็นว่า แรงงานข้ามชาติต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงกว่าที่กำหนดไว้ถึง 10 เท่า โดยมีค่าใช้จ่ายรวมกันสูงสุดถึง 127,000 บาท (ประมาณ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนได้อย่างสมูรณ์ ขณะที่นายจ้างที่ปฏิบัติตาม “หลักการนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช่จ่ายในการสรรหาแรงงาน” (Employer Pay Principle) ยังคงต้องจ่ายมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เป็นทางการ โดยอาจต้องจ่ายเพิ่มถึง 3,500 บาท ( ประมาณ 106 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ต่อแรงงานหนึ่งคนเพื่อให้กระบวนการแล้วเสร็จอย่างรวดเร็ว

เอกสารฉบับนี้ได้มอบข้อเสนอแนะที่สำคัญแก่รัฐบาลไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการขึ้นทะเบียนในประเทศ เช่น การทำให้กระบวนการขึ้นทะเบียนมีความเรียบง่ายขึ้น และการเสริมสร้างมาตรการคุ้มครองแรงงาน รวมถึงการกำหนดกฎระเบียบลงทะเบียนที่ชัดเจนเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการสรรหาและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังเรียกร้องให้นายจ้างไทยจัดตั้งระบบบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่คำนึงถึงความเสี่ยงเฉพาะของแรงงานข้ามชาติ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายองค์กร ไปจนถึงการดำเนินการตามแนวทางการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน และการเข้าถึงกลไกการร้องทุกข์และการเยียวยา

“แรงงานข้ามชาติมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองต่อความต้องการแรงานในบริบทที่แรงงานในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง” อองซาร์คกล่าว “ประเทศไทยได้แสดงบทบาทผู้นำด้านการขยายช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานแบบปกติผ่านกระบวนการขึ้นทะเบียนที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ในช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโควิด-19”

“ด้วยพลวัตทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ขณะนี้ประเทศไทยมีโอกาสที่ไม่เหมือนใครในการส่งเสริมความพร้อมและความยืดหยุ่นของช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานแบบปกติ เพื่อเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ถูกต้องตามกฎหมาย และเหมาะสม อีกทั้งตอบโจทย์นโยบายของประเทศและความต้องการของตลาดแรงงาน” อองซาร์ค กล่าวเสริม

ผู้สนใจสามารถอ่านเอกสารฉบับเต็มภาษาอังกฤษ ได้ที่ : https://bit.4kCF8vC (หมายเหตุ: ฉบับภาษาไทยจะเผยแพร่เร็วๆ นี้ ทั้งนี้ เอกสารนโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การโยกย้ายถิ่นฐาน แรงงาน และสิทธิมนุษยชนในเอเชีย” (MBHR Asia ) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปและรัฐบาลสวีเดน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...