โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

สถานการณ์ไฟฟ้าไทยเริ่มตึงตัว เสี่ยงขาดแคลนในอนาคตหากยังไม่เร่งลงทุน

The Bangkok Insight

อัพเดต 27 เม.ย. เวลา 10.24 น. • เผยแพร่ 27 เม.ย. เวลา 10.24 น. • The Bangkok Insight

ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยมีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2569 ขณะที่สถานการณ์ไฟฟ้าไทยเริ่มตึงตัว เสี่ยงขาดแคลนในอนาคตหากยังไม่เร่งลงทุน

ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยมีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2569 ขณะที่กำลังผลิตใหม่เข้าสู่ระบบได้จำกัด เพิ่มความเสี่ยงไฟฟ้าไม่เพียงพอในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า หากแผนลงทุนยังล่าช้า

สถานการณ์ไฟฟ้า

ดีมานด์เร่ง แต่ซัพพลายตามไม่ทัน

ข้อมูลจาก ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ระบบไฟฟ้าของไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงตัวมากขึ้น โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak demand) ในปี 2569 มีแนวโน้มทำสถิติใหม่ จากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งสภาพอากาศร้อนจัดจากเอลนีโญ การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการเร่งลงทุนดาต้าเซนเตอร์

ขณะที่ฝั่งกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ยังเพิ่มขึ้นได้จำกัด จากข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และระยะเวลาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ส่งผลให้ความเสี่ยงเรื่องกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอในอนาคตเริ่มชัดเจนมากขึ้น

ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่

ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในช่วงเดือนมกราคม–มีนาคมที่ผ่านมา สูงกว่าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คาดไว้ราว 5% และมีโอกาสทำสถิติใหม่ที่ระดับประมาณ 36–37 กิกะวัตต์ ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม จากอากาศร้อนจัดและโครงสร้างการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป

ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ การเพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าสูง โดยเฉพาะดาต้าเซนเตอร์ ซึ่งมีเงินลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ราว 7.46 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกือบ 72% และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีแผนลงทุนรวมราว 5 แสนล้านบาทภายในปี 2572 ทั้งหมดล้วนเป็นแหล่งใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก

สถานการณ์ไฟฟ้า

ฝั่งอุปทานกำลังผลิตใหม่ยังติดข้อจำกัด

กำลังผลิตไฟฟ้าความร้อนมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากการปลดระวางโรงไฟฟ้าเก่ามีมากกว่าการเพิ่มกำลังผลิตใหม่ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ขณะที่พลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโซลาร์ที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าในเวลากลางคืน ทำให้ระบบยังต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซเป็นหลัก

นอกจากนี้ การจัดหากังหันก๊าซใช้เวลานานถึงประมาณ 6 ปี และคำสั่งซื้อทั่วโลกเต็มยาวไปถึงปี 2570 ส่งผลให้แทบไม่มีกำลังผลิตใหม่จากโรงไฟฟ้า IPP หรือโรงไฟฟ้าความร้อนของ กฟผ. เข้าสู่ระบบก่อนปี 2574 ไม่ว่านโยบายภาครัฐจะตั้งเป้าไว้เชิงรุกเพียงใดก็ตาม

ผลกระทบต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน

จากข้อจำกัดด้านอุปทานดังกล่าว ความเสี่ยงไฟฟ้าขาดแคลนที่ใกล้เข้ามา อาจกลายเป็นแรงกดดันให้ภาครัฐต้องเร่งทบทวนและผลักดันแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ โดยเฉพาะหลังปี 2574

ในระยะสั้น ภาพรวมกลุ่มสาธารณูปโภคยังถูกประเมินด้วยมุมมอง “เป็นกลาง” เนื่องจากแม้ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น แต่การเติบโตของกำไรยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างสัญญาและทิศทางนโยบายรัฐเป็นหลัก

ประมาณการตัวเลขพื้นฐานของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า

สถานการณ์ไฟฟ้า

กรอบการลงทุนภายใต้ 2 ธีมสำคัญ

ธีมแรกคือ การต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าเดิม (IPP extension plays) โดยโรงไฟฟ้าความร้อนหลายแห่งกำลังจะหมดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในช่วงปี 2568–2571 ซึ่งประเมินว่าภาครัฐมีแนวโน้มต่ออายุสัญญา เนื่องจากยังไม่สามารถสร้างกำลังผลิตใหม่มาทดแทนได้ทัน

ธีมที่สองคือ การเร่งลงทุนตามแผน PDP ฉบับใหม่ (PDP2026 plays) ซึ่งความเสี่ยงไฟฟ้าขาดแคลนอาจผลักดันให้ต้องอนุมัติโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่จำนวนมากหลังปี 2574 โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจหลักอย่าง EEC ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากดาต้าเซนเตอร์เพียงอย่างเดียว อาจสูงถึงกว่า 3 กิกะวัตต์

ขณะเดียวกัน การขยายโรงไฟฟ้าใหม่ ดาต้าเซนเตอร์ และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ยังต้องพึ่งพาการลงทุนในระบบสายส่งและอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นอีกแรงหนุนต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงข่ายไฟฟ้าในระยะถัดไป

ที่มา : บทวิเคราะห์ Utilities ฉบับวันที่ 20 เม.ย. 2569

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...