โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ : 'แม่โพสพ' ของอาหารโลก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 02 ม.ค. 2568 เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. 2568 เวลา 10.19 น.
“แม่โพสพ” ตามจินตนาการของสังคมไทยเมื่อ 76 ปีที่แล้ว ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ในยุคนี้และเปลี่ยนได้อีกยุคต่อไป (ซ้าย) ด้านหน้า (กลาง) ด้านข้างขวา (ขวา) ด้านข้างซ้าย [ลายเส้นจากบทความเรื่อง “แม่โพสพ” ของ เสฐียรโกเศศ ใน ศิลปากร นิตยสารของกรมศิลปากร ปีที่ 3 เล่มที่ 1 (มิถุนายน 2492) หน้า 76-84]

แม่โพสพไม่มีตัวตนจริง แต่เป็นเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ โดยเริ่มจากความเชื่อทางศาสนาผี อีกนานต่อมาชนชั้นนำรัฐจารีตทำความเชื่อทางศาสนาผีให้ผสมกลมกลืนกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และท้ายที่สุดผลักเข้าศาสนาพุทธ

พิธีสู่ขวัญสถาปนาแม่โพสพเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว เป็นนาฏกรรมแห่งรัฐที่โอ่อ่าสนุกสนานอลังการ ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญสร้างสรรค์ใหม่ให้เป็น “แม่โพสพเฟสติวัล” จะส่งผลดีหลายอย่าง ทั้งทางการศึกษา “นอกระบบ” ตามอัธยาศัย และทางการตลาดข้าวปลาอาหารไทย-อาหารโลก ฯลฯ

แม่โพสพมีความเป็นมาอย่างสรุปย่อๆ ดังนี้

1.แม่ข้าวเป็นความเชื่อทางศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว หมายถึงอำนาจเหนือธรรมชาติที่ให้กำเนิดข้าว และเป็นผีสิงในข้าวที่มนุษย์กินเป็นอาหารหลัก

[ข้อมูลเบื้องต้นพบในบทความเรื่อง แม่โพสพ ของ เสฐียรโกเศศ พิมพ์ในนิตยสารศิลปากร ของกรมศิลปากร ปีที่ 3 เล่มที่ 1 (มิถุนายน พ.ศ. 2492) หน้า 76-84]

ดังนั้นเมื่อมนุษย์เก็บเกี่ยวได้ข้าวเปลือกไว้กิน จึงมีพิธี ดังนี้

สู่ขวัญข้าว เพื่อขอขมาที่ได้ล่วงล้ำก้ำเกินเมื่อเกี่ยวข้าวทำให้ต้นข้าวถูกเคียวเกี่ยวขาด แล้วแม่ข้าวล้มตาย

เซ่นผีฟ้า ด้วยการหุงข้าวชุดแรกในกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งยกย่องเป็น “ข้าวขวัญ” เพื่อเซ่นผีฟ้า (ปัจจุบันเรียก “ข้าวหลาม”) หลังจากนั้นมนุษย์จึงเอาข้าวชุดที่เก็บไว้ไปหุงกินได้ (ถ้ายังไม่ส่ง “ข้าวขวัญ” เซ่นผีฟ้าก็ยังเอาข้าวที่เก็บไว้ไปหุงกินไม่ได้)

[หุงข้าวด้วยกระบอกไม้ไผ่เป็นเทคโนโลยีเก่าสุดของการหุงข้าว ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงเวลาหลายพันปีมาแล้ว (ก่อนประวัติศาสตร์) และยังทำสืบเนื่องจนปัจจุบัน]

2.หลังรับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จากอินเดีย ชนชั้นนำของรัฐจารีตแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีพิธีทำขวัญสถาปนาแม่ข้าว (ศาสนาผี) เป็นแม่โพสพ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

แม่ข้าว คือรวงข้าวที่ได้จากการเกี่ยวข้าวครั้งแรก (แล้วเก็บรวงข้าวพิเศษไว้เป็นตัวแทนของแม่ข้าว) ถูกเชิญออกแห่ไปทำพิธีเผาตามประเพณีฮินดูจากอินเดีย

เผาข้าว หมายถึงเผาแม่ข้าว (คือ เผารวงข้าว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแม่ข้าว) เป็นพิธีส่งขวัญแม่ข้าวขึ้นฟ้า ไปรวมพลังกับเทวะ (ตามคติจากอินเดีย) บนฟ้า แล้วคอยปกป้องดูแลข้าวกล้าในนาให้มีความอุดมสมบูรณ์ได้ผลดีเป็นอาหารเลี้ยงมนุษย์

พิธีสถาปนาแม่โพสพ มีเผาข้าว หมายถึงจุดไฟเผาซังข้าวแห้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแม่ข้าว ในกฎมณเฑียรบาลเรียก “พิธีธานย์เทาะห์” (เป็นภาษามอญ แปลว่าเผาข้าว) น่าเชื่อว่ามีต้นแบบจากพิธี “โหลี” (เทศกาลสาดสีฉลองฤดูเริ่มการเพาะปลูก) ในอินเดีย

นาฏกรรมแห่งรัฐ ธานย์เทาะห์ เผาข้าว เท่าที่พบร่องรอยจากเอกสารหลายเล่มสรุปพิธีกรรมได้ 3 ขั้นตอน คือ ทำขวัญข้าว, เผาข้าว, เสี่ยงทาย

(1.) ทำขวัญข้าว หมอขวัญ คือ “อาจารย์” (เอกสารทวาทศมาสไม่เรียก พราหมณ์ หรือ ทวิช) เริ่มพิธีทำขวัญข้าวด้วยการขับลำคำคล้องจองสู่ขวัญแม่ข้าวพร้อมประพรมน้ำหอมดอกไม้ เรียก “สุคนธมาลา” แก่ “พนมรวง” หรือ “พนมข้าว” (คือ พนมรวงข้าวหมายถึงรวงข้าวที่มัดรวมเป็นพุ่มหรือฟ่อน มีเมล็ดข้าวติดรวงเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของแม่ข้าว) มีบอกในทวาทศมาสโคลงดั้น (บท 204) ว่า

“อาจารย์รังเริ่มตั้ง พนมรวง แม่ฮา
ถวายสุคนธมาลา เรียบร้อย”

(2.) เผาข้าว แห่พนมรวงข้าวไปลานเผาข้าว (หลังเสร็จทำขวัญข้าว) เพื่อทำพิธีเผาข้าว เรียกในทวาทศมาสว่า “ส่งโพศพ” หมายถึง ส่งพระไพศพราชขึ้นฟ้าด้วยการ เผาศพ

ตำราพระราชพิธีเก่าและตำราทวาทศพิธีจดไว้ว่าขุนนางผู้ใหญ่เชื้อสายพราหมณ์แห่พนมรวงข้าว (สมมุติเป็นฉัตร) มีประธาน 1 พนม และบริวาร 8 พนม เมื่อพร้อมแล้วให้ตระกูลพราหมณ์เป็นใหญ่จุดไฟเผาฉัตรรวงข้าวประธานขึ้นก่อน แล้วตามด้วยเผาฉัตรรวงข้าวบริวารทั้ง 8

ทวาทศมาสโคลงดั้น (บท 204 และ 211) พรรณนาพิธีเผาข้าวว่าขบวนแห่พนมรวงข้าวมีหมู่ฟ้อนร่อนรำเต็มแถวทาง ครั้นเสร็จพิธีเผาข้าวก็เท่ากับส่งพระไพศพขึ้นฟ้า แต่ไฟเผายังคุกรุ่นส่งแสงร้อนรุ่มผลาญไม้ใบข้างเคียง ดังนี้

“รัถยาบ่าวสาวพวง พาลแพละ กันนา
ตามส่งไพศพคล้อยคลาศคลา”
“เสร็จส่งไพศพสิ้น สารสุด
เพลิงฉี่ใบบัวบง เหี่ยวแห้ง”

(3.) เสี่ยงทาย ตำราพระราชพิธีเก่ากับตำราทวาทศพิธีบอกว่าเมื่อคณะตระกูลพราหมณ์จุดไฟเผาพนมรวงข้าวแล้วคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งขุนนางจัดไว้ให้ซ่อนซุ่มอยู่ในที่ไม่เปิดเผย ได้ขี่ควายกรูพร้อมกันออกไปแย่งชิงฉัตรรวงข้าว ชิงฉัตรรวงข้าวเป็นการละเล่นเสี่ยงทาย ถ้าเข้าชิงได้จากทิศใดจะมีคำทำนายฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่? อย่างไร?

[กิจกรรมนี้มีร่องรอยพบในคำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหอสมุดแห่งชาติ)]

เรื่องทิศทางเข้าชิงฉัตรแล้วมีคำทำนายเป็นกิจกรรมเสี่ยงทายที่พัฒนาจากความเชื่อวันกำฟ้าของชาวนาดั้งเดิมคอยฟังทิศทางเสียงฟ้าร้องแล้วมีคำทำนาย

การละเล่นเป็นมหรสพ พบร่องรอยสมัยหลังอยู่ในหนังสือนางนพมาศว่า “การมหรสพก็เล่นระเบงระบำ—นางกะอั้วผัวแทงควาย หกคะเมน ไต่ลวดลอดบ่วงรำแพนเสียงฆ้องกลองนี่สนั่นน่าบันเทิงใจ”

[กัมพูชามีเล่นหุ่น, โขน, มวยปล้ำ, รำกระบี่กระบอง, ดาบดั้ง เป็นต้น (พงศาวดารละแวก)]

พิธีธานย์เทาะห์ หรือเผาข้าว ไม่มีบันทึกลำดับขั้นตอนกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนปลาย ส่วนเท่าที่มีอยู่ไม่สมบูรณ์และอ่านไม่ง่าย เข้าใจลำบาก บางทีจะเข้าใจคลาดเคลื่อนด้วยซ้ำ แต่ได้พยายามเทียบเคียงเอกสารเกี่ยวข้องหลายเล่ม รวมกับการคาดคะเนตามหลักฐานและร่องรอยเท่าที่ค้นได้ แล้วลำดับไว้โดยสรุปเท่านั้น

ดังนั้นทั้งหมดจึงไม่ถือเป็นยุติ และแก้ไขได้เมื่อพบหลักฐานเพิ่มหรือประสบการณ์เปลี่ยนไปทำให้แนวคิดไม่เหมือนเดิม

แม่โพสพ ขวัญของแม่ข้าวขึ้นฟ้ารวมพลังกับพระไพศพ (ซึ่งเป็นอีกนามหนึ่งของท้าวเวสสุวรรณ ที่เป็นเทวดาในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) ผู้บันดาลความมั่งมีศรีสุขและอุดมสมบูรณ์ จากนั้นถูกเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “แม่โพสพ” คือเทวีข้าว หรือเทพีแห่งข้าว

เริ่มแรก น่าจะมีในรัฐลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อแรกรับศาสนาจากอินเดีย เมื่อเรือน พ.ศ. 1000 (วัฒนธรรมทวารวดี) จากนั้นมีสืบเนื่องถึงรัฐอโยธยา (เมืองเก่า) และรัฐอยุธยา(เมืองใหม่) ซึ่งพบหลักฐานเป็นเอกสารหลายชุด

กำหนดการ พิธีสู่ขวัญแม่โพสพมีทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้ข้าวเปลือกครั้งแรก (ของฤดูการผลิต) ตรงกับเดือน 3 ทางจันทรคติ (ราวมกราคม-กุมภาพันธ์)

ปัจจุบันเหลือตกค้างในท้องถิ่นที่ประชาชนร่วมกันกำหนด วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันกำฟ้า ต้องมี “พิธีสู่ขวัญข้าว” (ปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2568)

ข้าวขวัญเซ่นผีฟ้า ปัจจุบันหมายถึงข้าวหลาม ถูกเลื่อนไปเผาข้าวหลามให้ตรงวันมาฆบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เรียกบุญข้าวหลาม ซึ่งเท่ากับทำความเชื่อผีให้เป็นพุทธ

เอกสารประกอบการค้นคว้าและตรวจสอบข้อมูล มีดังนี้

(1) กฎมณเฑียรบาล เดือน 3 พิธีธานย์เทาะห์ พบแต่ชื่อพระราชพิธี แต่ไม่พบรายการและลำดับขั้นตอนพิธีกรรม

(2) ทวาทศมาส เดือน 3 พิธีส่ง “พระไพสพราช” มีตั้งพนมรวงข้าว พรรณนาเป็นโคลงดั้นราว 25 บท ไม่พบรายการลำดับพิธีกรรม

วรรณกรรมเรื่องทวาทศมาส (แปลว่า 12 เดือน หมายถึงหนังสือว่าด้วยประเพณีในราชสำนักอยุธยาตลอดปี) แต่งเป็นโคลงดั้น (ปัจจุบันอ่านยากมาก) สมัยอยุธยาตอนต้นราว 500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 2000 แต่มีฉบับถอดความเป็นร้อยแก้ว และอธิบายความหมายของคำรวมทั้งความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ โดย นายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ (นักปราชญ์สยามผู้ล่วงลับ) พิมพ์ครั้งแรก เมื่อ 55 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2512

(3) กาพย์ห่อโคลงเจ้าฟ้ากุ้ง เดือน 3 พิธีธานย์เทาะห์ เรียกเผาข้าว พรรณนาเป็นกาพย์และโคลงอย่างละ 1 บท

(4) คำให้การชาวกรุงเก่า เดือน 3 พิธีธานย์เทาะห์ แต่ไม่พบรายการแสดงพิธี พบแต่พรรณนาเรื่องตรียัมพวาย ซึ่งน่าจะเกิดจากการสับสน

(5) คำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหอสมุดแห่งชาติ) สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547) พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2549

(6) ตำราพระราชพิธีเก่า และตำราทวาทศพิธี เดือน 3 พิธีธานย์เทาะห์เผาข้าวพรรณนาโดยรวมการละเล่นเสี่ยงทายอย่างหนึ่งในพิธีเผาข้าว แต่ไม่บอกขั้นตอนพิธีทั้งหมด ส่วนเนื้อหาทั้ง 2 เล่ม มีตรงกันในสาระสำคัญแต่ต่างกันในรายละเอียด

(7) นางนพมาศ เดือน 3 พิธีธานย์เทาะห์ บอกอย่างย่อว่าเริ่มนวดข้าวแล้วมีการละเล่น มีสงฟางกองไว้เผา ตอนท้ายจุดไฟเผาฟางและซังข้าว

(8) พระราชพิธีสิบสองเดือน เดือน 3 พิธีธานย์เทาะห์ คือ เผาข้าว ร.5 ทรงบอกว่าพระเจ้าบรมโกศเสด็จนวดข้าวเป็นเรื่องเดียวกับเผาข้าว

ข้อมูลของทางการ

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับแม่โพสพผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อตรวจสอบแล้วพบปัญหา ดังนี้

(1.) ไม่มีประวัติแม่โพสพ จึงไม่พบความเป็นมาว่าเป็นใคร? มาจากไหน? ข้อมูลของ วธ. เป็นพิธีกรรมทำขวัญหรือสู่ขวัญในฤดูทำนาของชาวนาที่อ้างถึงแม่โพสพแต่ละท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ประวัติความเป็นมาของแม่โพสพ

ทำขวัญหรือสู่ขวัญเป็นพิธีกรรมทางศาสนาผี ซึ่งมีทุกสถานการณ์ไม่ว่าดีหรือไม่ดี โดยเฉพาะในฤดูทำนาต้องทำขวัญทุกขั้นตอนของการปลูกข้าว (ซึ่งยังไม่นับเป็นพิธีทำขวัญข้าว) เช่น

ทำขวัญนาตาแฮก เดือน 6-7 (เมษายน-พฤษภาคม-มิถุนายน)
ทำขวัญการตั้งท้องของต้นข้าว เดือน 9-10 (กรกฎาคม-สิงหาคม-กันยายน)
ทำขวัญขอขมาดินและน้ำ เดือน 10-11 (ตุลาคม-พฤศจิกายน)
ทำขวัญเกี่ยวข้าว เดือน 12-1 (พฤษจิกายน-ธันวาคม)
ทำขวัญลานนวดข้าว เดือน 1-2 (ธันวาคม-มกราคม)

(2.) ทำขวัญข้าว เป็นพิธีใหญ่ของทุกปีในเดือน 3 (จันทรคติ) ราวมกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งหลายท้องถิ่นทุกวันนี้เรียก “วันกำฟ้า” ดังนั้นทำขวัญข้าวแท้จริงไม่มีในเดือนอื่น

(3.) เรื่องเล่าหรือคำบอกเล่าทุกประเภทต้องได้รับการประเมินอย่างเข้มงวด ว่าตรงไหนใช้การได้สำหรับเรื่องไหน? เพราะคำบอกเล่าใช้การได้ไม่ทั้งหมด ดังนั้นไม่น่าจะใช้ “ตีขลุม”—“ตีเนียน” ทุกเรื่อง

ข้อมูลแบ่งปันเผยแพร่ของ วธ. ขาดการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและเข้มแข็งบางครั้งไม่ซื่อตรงต่อหลักฐานวิชาการและไม่ฟังการทักท้วงจากผู้รู้ที่มีประสบการณ์ตรงในกระทรวงเดียวกันเอง เช่น กรณีเมืองร้อยเอ็ด ที่ยกความเท็จ “สิบเอ็ดประตู” ทั้งๆ หลักฐานเป็นตัวอักษร (ในหนังสือรังคธาตุ) ว่าเมืองสาเกต “ร้อยเอ็ดประตู” และนักปราชญ์กรมศิลปากรได้เขียนบอกเป็นทางการแล้ว

อย่าผลีผลามโลภมาก

รัฐบาลต้องระมัดระวังการผลักดันกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจอย่างผลีผลามสุ่มเสี่ยงหรืออย่างปิดหูปิดตาเพราะโลภโดยไม่ศึกษาค้นคว้าความเป็นมาอย่างลึกซึ้งเข้มข้น หรือศึกษาค้นคว้าอย่างผิวเผิน “ผักชีโรยหน้า” หรือ “ลิงหลอกเจ้า” แล้วด่วนผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วยซอฟต์พาวเวอร์จากวัฒนธรรม

ทั้งนี้เพราะจะส่งผลเสียมหาศาลต่อการศึกษาทั้งระบบ ทำให้วิธีคิดไม่เป็นสากลจนถึงล้าหลัง ขณะเดียวกันก็อาจเป็น “ตราบาป” ให้รัฐบาลเป็นนิรันดร ดังหลักฐานตัวอย่างถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่ภูเขาอัลไต เป็นตราบาปของรัฐบาลสมัยนั้นตราบจนทุกวันนี้และต่อไปไม่รู้จบ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ : ‘แม่โพสพ’ ของอาหารโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...