โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้มั้ย? เซลล์ในร่างกาย บอกวันตายได้

อีจัน

อัพเดต 25 ก.ย 2568 เวลา 18.55 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2568 เวลา 11.55 น. • อีจัน

รู้หรือไม่? เซลล์ในร่างกายบอกวันตายได้

รศ.ดร.สำรี มั่นเขตต์กรน์ นักวิจัยเซลล์และสเต็มเซลล์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการวิจัยเซลล์เกิดขึ้นขณะไปเรียนปริญญาเอกที่ฝรั่งเศส คำถามในงานวิจัย คือ “ทำไมเซลล์มะเร็งถึงดื้อต่อยา และเกิดขึ้นได้อย่างไร” นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักเซลล์คนจริงๆ

โดยมหาวิทยาลัยได้ส่งไปอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ เพื่อเรียนรู้เรื่องเซลล์ในร่างกายมนุษย์ แล้วแยกเซลล์ออกมาเพื่อคัดเลือกเซลล์มะเร็งที่ดื้อยาในร่างกายออกมาเลี้ยงให้ยังมีชีวิตเพื่อศึกษาต่อว่ายาที่ใช้รักษาโรคมะเร็งแล้วเกิดอาการดื้อยา กลุ่มไหนที่ถูกกำจัดทิ้ง กลุ่มไหนยังมีประสิทธิภาพอยู่ ทำให้คุณหมอได้โครงสร้างที่เป็นไอดีล พบว่า “มันไม่มี เพราะมันดื้อยาทั้งหมด” โดยเซลล์มะเร็งกับเซลล์ปกติต่างกันจากความเครียดที่ไม่เท่ากัน ซึ่งจะแสดงพฤติกรรมที่ต่างกันออกไป แท้จริงแล้วเซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่อ่อนแอและไม่สมบูรณ์ ไม่สบาย ไม่ค่อยมีแรง ถ้าเทียบกับเซลล์ปกติเซลล์มะเร็งอ่อนแอกว่า 200 เท่าเป็นอย่างน้อย

ส่วนสาเหตุที่ดื้อยา ตามธรรมชาติของชีวิตเมื่อเซลล์ยังไม่ถึงเวลาตาย จึงดิ้นรนเพื่ออยู่รอด และวิธีที่น่ากลัวสุด คือ ดื้อยา โดยเซลล์มะเร็งสามารถปั๊มสารพิษออกจากตัวเอง ทำให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารพิษเต็มไปหมดได้สบาย นั่นหมายความว่า “ยาเป็นพิษก็จะเอาออก”

หลายครั้งมักจะได้ยินว่า เมื่อรักษามะเร็งไปแล้วคนไข้กลุ่มหนึ่งจะเริ่มตอบสนองต่อยาน้อยลง ก้อนจะโตขึ้น หากสังเกตการรักษามะเร็งช่วงต้นๆ จะเห็นว่าตอนคนไข้มาแอดมิทใหม่ๆ ประสิทธิภาพของการรักษาสูงมาก แต่จะลดลงอย่างรวดเร็ว สักพักเริ่มนิ่งแล้วสักพักก็เริ่มกลับมาแพร่กระจายตัว ทำให้เห็นพฤติกรรมของเซลล์มะเร็ง ซึ่งพฤติกรรมของเซลล์มะเร็งไม่เหมือนเซลล์ปกติเนื่องจากสูญเสียคุณสมบัติการสื่อสารระหว่างเซลล์กับสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อมเริ่มเป็นพิษกับเซลล์

หากเซลล์คุยกันรู้เรื่องดี ภูมิคุ้มกันที่อยู่ข้างนอกก็เริ่มรู้จักตามอารมณ์ เซลล์จึงหลบภูมิคุ้มกันอยู่ โดยไปสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ทำให้เซลล์ปกติไม่มาวุ่นวาย เพราะกำลังถูกบังคับให้ไม่มีที่อยู่ หากไม่ใส่เคมีเข้าไปเซลล์จะคุยกันง่ายขึ้นแต่ปัญหาของคนทั่วไปคือต้องจัดการก้อน หากมองมุมนักวิทยาศาสตร์ที่อยากรู้อยากเห็นจะไม่สนใจว่าก้อนนั้นจะหายไปหรือไม่ก็จะปล่อยกระบวนการตามธรรมชาติให้เซลล์กลับมาอยู่ในสิ่งแวดล้อม ระบบร่างกายเริ่มระบบเซลล์ที่อยู่ด้วยกันเริ่มปรับซึ่งสิ่งที่เห็น คือ ชีวิตของเซลล์ คอมมูนิตี้ของเซลล์ การสื่อสารของเซลล์ เห็นเซลล์บาดเจ็บจากสารเคมีแบบต่างๆ ซึ่งไม่มีในตำราเรียนและฝรั่งก็ไม่เห็นแบบนี้ เพราะเขาสอนให้ดูเป็นเซลล์ตาย

เมื่อดูลึกขึ้นจะรู้ว่าเซลล์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าไหร่และเริ่มมีองค์ความรู้ขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้คุณหมอเข้าใจว่าหากรู้จักชีวิตของเซลล์จริงๆ จะเห็นอีกแง่มุมซึ่งมันไม่มีข้อมูลชุดนี้อยู่ในระบบการเรียนการสอน และการที่เราป่วย หมายถึง เซลล์ป่วยก่อนแล้วเราเลยป่วยตาม หากเข้าใจจริงๆ จะรู้ว่า “เซล์คือชีวิต และเซลล์ถูกกำหนดมาอย่างนั้น โดยเรามีหน้าที่บำรุงไลฟ์สไตล์ให้เหมาะสมให้มีภาวะสมบูรณ์เกิดขึ้น เพื่อให้เซลล์ได้อยู่อย่างสมบูรณ์และไม่ต้องแบกทุกข์ของสังขารตัวเอง หน้าที่ของเรามีแค่นี้” นั้นแสดงว่าในร่างกายถ้าเราสุขภาพดีเรามีเซลล์ที่สมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่ เช่น การฉีดโบท็อกซ์ทำให้เซลล์ตายและหน้าเบี้ยว จึงต้องไปฉีดใหม่ ทุก 3 , 6 เดือน เพราะ เซลล์ตายแต่เซลล์สามารถเกิดใหม่ได้ โดยการชดเชยเพราะเซลล์สามารถจำหน้าตาเดิมทีได้ว่าเป็นอย่างไร แต่ขณะที่เซลล์กำลังซ่อมหน้าจะเบี้ยวคนมักทนไม่ได้ก็ไปฉีดใหม่ เซลล์ก็จะตายอีกสิ่งนี้ทำให้เห็นว่าการซ่อมแซม (Regeneration) ของร่างกายต้องเป็นไปตามลำดับ เช่น เซลล์เปลี่ยนเป็นกระดูก , เปลี่ยนมาเป็นหนัง , เปลี่ยนมาเป็นหลอดเลือด เรียกว่าไปทำหน้าที่เฉพาะของเซลล์ นั้นคือการซ่อมแซม (Regeneration) จึงเดินมาถึงกระบวนการซ่อมและฟื้นฟูสุขภาพ (Self-Healing) ซึ่งเป็นธรรมชาติของชีวิต ส่วนการมีอายุยืนนั้นไม่มีจริงมีแต่อายุขัยเนื่องจากมนุษย์ถูกกำหนดด้วยอายุขัย อายุขัยถูกกำหนดจากกรรม โดยถูกกำหนดมาตั้งแต่เซลล์แล้ว เซลล์หนึ่งเซลล์จะมีอายุขัยที่ถูกกำหนดมาแล้วนอกจากตายก่อนเวลานั่นคือเสื่อม เช่น โรค , อุบัติเหตุ

โดยคุณหมอแบ่งอายุของมนุษย์ ออกเป็น 2แบบ คือ

1.อายุคณิตศาสตร์ คือ แบบที่นับกันทั่วไปในสังคม คลอดจากท้องแม่แล้วนับ 0 บวกเป็น 1 ไปเรื่อยๆ และจะเพิ่มขึ้นทุกปี

2.อายุชีววิทยา คือ อายุชีวิตของเซลล์ บอกถึงภาวะสมบูรณ์ของระบบ อายุนี้จะเสื่อมได้อย่างรวดเร็วและสามารถฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่อายุคณิตศาสตร์แล้วเราจะบอกว่าเราเสื่อม เพราะมันเสื่อมไวไม่พร้อมกัน

คุณหมอ เล่าต่ออีกว่า เซลล์ไม่กลับมาเวียนทุกข์ใหม่แต่กลับมาในรูปแบบพีระมิดหรือโดมที่สมบูรณ์ ฉะนั้นต้องเป็นมนุษย์เท่านั้นถึงทำได้ แสดงว่าหากเราใช้ชีวิตถูกก็ตายแบบสมบูรณ์ ไม่ได้ทุกข์ทรมาน และร่างกายออกแบบไว้ชัดเจน เมื่อตายเซลล์แยกออกจากกันเรียกอายุขัย องค์ความรู้นี้จึงสอนให้รู้ว่าเป็นประโยชน์กับมนุษย์ หากรู้ว่าควรดูแลร่างกายเพื่อให้อยู่ในภาวะสมบูรณ์ ก็จะไม่เป็นทุกข์ของสังขารและจะต้องทำให้สังขารและจิต สมบูรณ์ทั้ง 2 อย่าง อาจจะไม่พร้อมกันแต่ต้องมีทั้ง 2 อย่าง และต้องหาสาเหตุว่าทำไมเซลล์ถึงไม่สมบูรณ์สิ่งที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารที่กิน รวมไปถึงยา โดยจะต้องมีแพทเทิร์นและสารชีวภาพหรือตัวชี้วัดทางร่างกาย(Biomarker) ซึ่งสามารถอธิบายความซับซ้อนของระบบนี้ได้และยังเป็นชีวิตอยู่เรียกเป็น Platform ของ Self healing service โดยเริ่มจากเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหา Biomarker ที่สะท้อนถึงสภาวะสมบูรณ์ของเซลล์และร่างกายตรวจ และนำข้อมูลทั้งหมดมาประสานกัน จะข้อสรุปว่า เซลล์มีสถานะสุขภาพอยู่ตรงไหน เช่น

4+ แปลว่า ส่งเสริมให้ดูแลสุขภาพสภาพแบบเข้มข้น ไม่ต้องทำอะไรก็สามารถสมบูรณ์ โดยอาจปรับพฤติกรรม ปรับการใช้ชีวิต

3+ แปลว่า เริ่มเบี่ยงเบนมีปัญหาเรื่องอาการปวดตามร่างกาย ต้องสอนการแก้ปัญหาว่าควรทำยังไงควรใช้ชีวิตยังไง

2+ แปลว่า ไม่ไหวแล้วต้องให้กินสารสกัด

+ แปลว่า ต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัด การตรวจเข้มข้นขึ้น

– แปลว่า ต้องมาดูอย่างละเอียดมาก

โดยคุณหมอ บอกว่าการรักษาแบบฟื้นฟูตนเองจะไม่เหมือนกับการรักษาแบบโรคปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการปรับเข้าสู่ธรรมชาติ เพราะมนุษย์มันเกินธรรมชาติไปเยอะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...