โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำผึ้งมีวันหมดอายุไหม? ตกผลึก-สีเปลี่ยน ยังกินได้อยู่ไหม เช็กเลย

sanook.com

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
น้ำผึ้งมีวันหมดอายุไหม? หาคำตอบเบื้องหลังที่ทำให้น้ำผึ้งแท้ไม่มีวันหมดอายุ พร้อมวิธีสังเกตอาการน้ำผึ้งตกผลึก สีเปลี่ยนเข้มขึ้น และวิธีเก็บรักษาน้ำผึ้งให้คงคุณภาพความอร่อยได้ยาวนานที่สุด

หลายคนมักจะตั้งคำถามเวลาเจอขวดน้ำผึ้งเก่าเก็บในห้องครัว น้ำผึ้งมีวันหมดอายุไหม? หาคำตอบเบื้องหลังที่ทำให้น้ำผึ้งแท้ไม่มีวันหมดอายุ พร้อมวิธีสังเกตอาการน้ำผึ้งตกผลึก สีเปลี่ยนเข้มขึ้น และวิธีเก็บรักษาน้ำผึ้งให้คงคุณภาพความอร่อยได้ยาวนานที่สุด

น้ำผึ้งมีวันหมดอายุไหม

คำตอบคือ น้ำผึ้งแท้ไม่มีวันหมดอายุ เพราะมีสภาวะความเป็นกรดสูง มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก และความชื้นต่ำ ทำให้แบคทีเรียหรือยีสต์ไม่สามารถเจริญเติบโตได้

ทำไมน้ำผึ้งแท้ถึงไม่มีวันเสียหรือหมดอายุ

ความมหัศจรรย์ที่ทำให้น้ำผึ้งสามารถเก็บไว้ได้นานนับร้อยนับพันปีโดยไม่บูดเน่า เกิดจาก 3 ปัจจัย

  • มีความชื้นต่ำมาก : น้ำผึ้งคือน้ำตาลธรรมชาติที่มีส่วนประกอบของน้ำน้อยมาก (ประมาณ 17-18%) เมื่อไม่มีน้ำ แบคทีเรียหรือจุลินทรีย์จึงไม่สามารถเจริญเติบโตได้
  • ความเป็นกรดสูง : น้ำผึ้งมีค่าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน อยู่ที่ประมาณ 3.2 ถึง 4.5 ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่จะทำให้อาหารบูดจึงไม่สามารถเติบโตได้เช่นกัน
  • เอนไซม์จากตัวผึ้ง: ตอนที่ผึ้งผลิตน้ำผึ้ง พวกมันจะปล่อยเอนไซม์ที่ชื่อว่า กูลโคส ออกซิเดส ลงไปด้วย ซึ่งเอนไซม์นี้จะเปลี่ยนเป็น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียโดยธรรมชาติ

ทำไมน้ำผึ้งที่ซื้อจากห้างถึงมีวันหมดอายุ

เหตุผลที่น้ำผึ้งสำเร็จรูปต้องปั๊มวันหมดอายุ (มักระบุไว้ 2 ปี) เป็นเพราะ "ข้อบังคับทางกฎหมาย" ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการควบคุมสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้เมื่อเวลาผ่านไป น้ำผึ้งอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เช่น สีเข้มขึ้น หรือรสชาติเปลี่ยนไปเล็กน้อย การระบุวันหมดอายุจึงเป็นการบอกช่วงเวลาที่น้ำผึ้งมีคุณภาพดีที่สุดนั่นเอง

5 วิธีเก็บรักษาน้ำผึ้ง

แม้ว่าน้ำผึ้งแท้จะไม่มีวันหมดอายุตามธรรมชาติ แต่ถ้าเราเก็บรักษาไม่ถูกวิธี น้ำผึ้งก็อาจจะเปลี่ยนสี มีฟองบูด หรือสูญเสียสารอาหารดีๆ ไปได้

1. ห้ามแช่ตู้เย็นเด็ดขาด

การเอาน้ำผึ้งไปแช่ตู้เย็น ความเย็นจะเร่งให้เกิด "กระบวนการตกผลึก" ทำให้น้ำผึ้งเปลี่ยนสภาพจากของเหลวหนืดกลายเป็นไขแข็งๆ ก้นขวดและเทออกยาก ทางที่ดีที่สุดคือเก็บไว้ที่ อุณหภูมิห้อง (ประมาณ 25-35 องศาเซลเซียส)

2. เลือกภาชนะที่ปิดมิดชิด

น้ำผึ้งมีคุณสมบัติดูดซับความชื้นจากอากาศได้ดีมาก ควรเก็บในขวดโหลแก้วหรือขวดพลาสติกเกรดอาหารที่มีฝาปิดล็อกแน่นหนา เพื่อป้องกันไม่ให้ไอน้ำและอากาศภายนอกเข้าไป เพราะถ้ามีความชื้นสูงเกิน 20% จุลินทรีย์จะเริ่มทำงานและทำให้น้ำผึ้งบูดมีกลิ่นเปรี้ยวทันที

3. เก็บให้ห่างจากแสงแดดและความร้อน

ควรวางขวดน้ำผึ้งไว้ในตู้เก็บของในครัว หรือมุมมืดที่แสงแดดส่องไม่ถึง และห้ามวางไว้ใกล้เตาแก๊สหรือไมโครเวฟเด็ดขาด เพราะความร้อนที่สูงเกินไปจะเข้าไปทำลายเอนไซม์และวิตามินตามธรรมชาติในน้ำผึ้ง แถมยังทำให้สีของน้ำผึ้งเข้มขึ้นจนดำดูไม่น่าทาน

4. ช้อนที่ใช้ตักต้อง "แห้งสนิท"

เวลาจะใช้น้ำผึ้งตักราดแพนเค้กหรือผสมน้ำมะนาว ช้อนที่ใช้ต้องสะอาดและแห้งสนิท ห้ามใช้ช้อนที่เปียกน้ำหรือช้อนที่เพิ่งตักอาหารอย่างอื่นมาเด็ดขาด เพราะน้ำและเศษอาหารที่ติดไปกับช้อนจะกลายเป็นตัวการที่ทำให้น้ำผึ้งในขวดเกิดเชื้อราและเสียสภาพ

5. หลีกเลี่ยงภาชนะที่เป็นโลหะ

ไม่ควรเก็บน้ำผึ้งไว้ในภาชนะที่เป็นโลหะ สังกะสี หรือเหล็กในระยะยาว เนื่องจากน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ อาจจะเข้าไปกัดกร่อนโลหะจนเกิดปฏิกิริยาเคมี ทำให้น้ำผึ้งมีกลิ่นเหล็กและอาจปนเปื้อนสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...