วิธีสร้างจุดขายในแบบ iHAVECPU ร้านคอมฯ พันล้านที่ขายดีเพราะลูกค้าไว้ใจ
หนึ่งโจทย์ใหญ่ของการทำธุรกิจ คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างความแตกต่าง-โดดเด่น เพื่อให้ลูกค้าเลือกเราได้
ธุรกิจขายคอมพิวเตอร์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างความแตกต่างได้ยาก เพราะเป็นสินค้าที่ร้านไม่มีสูตรลับเฉพาะตัว และไม่ได้เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นเอง ซีพียูรุ่นเดียวกันก็คือซีพียูรุ่นเดียวกัน การ์ดจอรุ่นเดียวกันก็คือการ์ดจอรุ่นเดียวกัน ไม่ว่าลูกค้าจะซื้อจากร้านไหน ตัวสินค้าก็แทบไม่ต่างกัน
เมื่อสินค้าไม่ต่าง การแข่งขันจึงมักแข่งกันด้วยโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม
ถึงอย่างนั้นก็ตาม ในตลาดที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด มีร้านคอมพิวเตอร์ร้านหนึ่งที่สามารถสร้างฐานลูกค้าจำนวนมากขึ้นมาได้ โดยไม่ได้เติบโตจากการเป็นร้านที่ขายถูกที่สุด แต่เติบโตจากการเป็นร้านที่ลูกค้ารู้สึก ‘มั่นใจ’ ที่จะซื้อมากที่สุด
ร้านที่ว่านี้ คือiHAVECPU ของเปา–พีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ แฮฟ ซีพียู จำกัด ที่ใช้เวลาหลายปีในการทำให้ร้านขายคอมพิวเตอร์ของเขาโดดเด่นกลายเป็นแบรนด์ร้านคอมฯ ที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อต้องการซื้อหรือประกอบคอมพิวเตอร์
ความโดดเด่นและความสำเร็จของ iHAVECPU ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร เปา iHAVECPU ได้เปิดเผยแบบไม่กั๊ก พร้อมให้คำแนะนำดี ๆ สำหรับคนทำธุรกิจและคิดอยากทำธุรกิจ ผ่านรายการ Business Survivor ของ SPOTLIGHT
ตลาดที่ยาก อาจไม่ยากสำหรับคนคุมเกม
แม้ปี 2569 นี้เป็นปีที่ผู้ประกอบการจำนวนมากบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าทำธุรกิจยากขึ้น ทั้งจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง แต่สำหรับเปา iHAVECPU คำว่า “ปีนี้ยาก” ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะสำหรับเขา การทำธุรกิจไม่เคยมีปีไหนง่ายตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้น
พีรดนย์เปรียบการทำธุรกิจเหมือนการปีนเขา ยิ่งขึ้นไปสูงเท่าไร เส้นทางก็ยิ่งชันมากขึ้นเท่านั้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัว ต้องหาอาวุธใหม่ วิธีคิดใหม่ และวิธีการใหม่มารับมือกับความท้าทายในแต่ละช่วง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจ คือ เปาไม่ได้มองความยากของตลาดในแบบเดียวกับคนส่วนใหญ่ เพราะเขาเข้าใจว่า ความยากของตลาดไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทั้งหมด แต่เป็นผลลัพธ์จากกติกาที่ผู้เล่นในตลาดช่วยกันสร้างขึ้นด้วย ดังนั้น ตลาดอาจจะง่ายสำหรับผู้เล่นที่เป็นผู้คุมเกม ทำให้ความยากเกิดขึ้นกับคู่แข่ง
“คำว่าตลาดยาก ถ้าเราเป็นคนคุมเกมแล้วทำให้ตลาดมันยากสำหรับคนที่ตาม มันอาจจะไม่ใช่ตลาดที่ยากสำหรับเรา”
ประโยคนี้อาจอธิบายเส้นทางของ iHAVECPU ได้ดี เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา iHAVECPU ไม่ได้พยายามแข่งขันในเกมที่วัดกันด้วยราคาหรือโปรโมชันเพียงอย่างเดียว แต่พยายามสร้างสนามแข่งขันใหม่ขึ้นมา สนามที่ลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจจากราคาที่ถูกที่สุด แต่ตัดสินใจจากความมั่นใจที่ได้รับหลังจากจ่ายเงิน
อย่างไรก็ตาม เปายอมรับว่า ในแง่กระบวนการการทำงาน การขายคอมพิวเตอร์ในอดีตอาจง่ายกว่ายุคปัจจุบัน เพราะในอดีตร้านค้ามีสินค้า ตั้งราคา แล้ววางขายที่หน้าร้านก็เพียงพอแล้ว แต่ปัจจุบัน การแข่งขันได้ขยายออกไปสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ร้านค้าต้องมีการโพสต์ภาพและวิดีโอ ต้องไลฟ์สด ต้องตอบคำถาม และต้องสื่อสารกับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา
Maot ของ iHAVECPU คือ ‘ลูกค้าไว้ใจ’
ในโลกธุรกิจ มีคำศัพท์คำหนึ่งที่ผู้ประกอบการชอบพูดถึงกัน นั่นคือคำว่า moat หรือป้อมปราการทางธุรกิจ หมายถึงสิ่งที่ช่วยปกป้องความได้เปรียบและทำให้คู่แข่งเข้ามาแย่งลูกค้าได้ยาก
หลายบริษัทสร้าง moat จากเทคโนโลยี เงินทุน หรือเครือข่ายการจัดจำหน่าย แต่สำหรับ iHAVECPU ซึ่งขายสินค้าไอทีที่คู่แข่งแทบทุกรายสามารถเข้าถึงแหล่งสินค้าเดียวกันได้ คำถามคือป้อมปราการของ iHAVECPU จะถูกสร้างขึ้นจากอะไร
เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ เปาตอบว่า ตัวเขาเองไม่ใช่คนที่ตอบคำถามนี้ได้ หากอยากรู้ว่าอะไรคือจุดแข็งของ iHAVECPU ต้องถามลูกค้าที่ตัดสินใจควักเงินซื้อสินค้า
เปาเล่าวว่า เขามักถามลูกค้าอยู่เสมอว่าทำไมถึงเลือกซื้อกับ iHAVECPU ทั้งที่ในตลาดมีร้านคอมพิวเตอร์อีกจำนวนมาก ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมามักเป็นคำเดียวกัน คือ “ไว้ใจ” “เชื่อใจ” และ “สบายใจ”
สิ่งที่น่าสนใจ คือ คำตอบเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวสินค้า ไม่มีใครบอกว่าซื้อเพราะซีพียูแรงกว่า หรือการ์ดจอสวยกว่า เพราะในความเป็นจริงแล้ว สินค้าก็คือสินค้าชิ้นเดียวกันกับที่ร้านอื่นมี แต่สิ่งที่ลูกค้ากำลังซื้อเพิ่มคือความมั่นใจว่าซื้อจากร้านนี้แล้วได้ของที่มีคุณภาพและได้รับบริการที่ดี
การซื้อคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องคือการตัดสินใจที่มีมูลค่าหลักหมื่นหรือบางครั้งสูงถึงหลักแสนบาท หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองควรใช้ซีพียูรุ่นไหน ควรเลือกแรมเท่าไร หรือการ์ดจอแบบใดจึงจะตอบโจทย์การใช้งานจริง ความกังวลที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความกลัวว่าจะซื้อผิด เลือกผิด หรือจ่ายเงินก้อนใหญ่ไปกับสิ่งที่ไม่เหมาะกับตัวเอง
เปามองว่าในสถานการณ์แบบนี้ ลูกค้ากำลังมองหาคนที่ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจมากกว่ามองหาร้านที่ขายถูกที่สุด เพราะหากซื้อผิดเพียงครั้งเดียว ส่วนต่างราคาที่ประหยัดได้อาจไม่คุ้มกับความเสียหายที่ตามมา
เปายกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า หากมีร้านข้าวร้านหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ ขายจานละ 80 บาท แต่อีกร้านอยู่ไกลออกไปนิดหน่อย ขาย 100 บาท แต่เป็นร้านที่มั่นใจได้ว่าสะอาดกว่า รสชาติดีกว่า กินแล้วไม่ต้องลุ้นว่าจะท้องเสียหรืไม่ หลายคนก็เลือกจ่ายร้านที่แพงกว่า เพื่อความสบายใจ
Promotion ไม่จำเป็นต้องลดราคา
โดยทั่ว ๆ ไป ธุรกิจที่ขายสินค้าชนิดเดียวกันมักถูกผลักให้เข้าสู่สงครามราคา ผู้ประกอบการจำนวนมากเชื่อว่าต้องลดราคาลงเพื่อดึงลูกค้า แต่เปามองว่าการแข่งขันด้านราคาเป็นเพียงหนึ่งในหลายทางเลือกเท่านั้น และอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
เปากล่าวว่า Promotion ไม่ได้หมายถึงการลดราคาเพียงอย่างเดียว การให้คุณค่าเพิ่มเติมแก่ลูกค้าก็ถือเป็นโปรโมชั่นเช่นกัน เช่น การให้ความรู้ การให้คำปรึกษา การสร้างคอนเทนต์ หรือการเพิ่มบริการหลังการขาย โดยที่ยังขายราคาเดิม
“มันมีกระบวนท่าเยอะ อยู่ที่คนคิด เราขายราคาเดิมแต่เพิ่มเซอร์วิสได้ไหม เพิ่มความรู้ได้ไหม เพิ่มคอนเทนต์ได้ไหม สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้ไหม ถ้าเราสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้ เราจะขายเท่าไหร่ก็ได้”
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ iHAVECPU แตกต่างจากร้านคอมพิวเตอร์ร้านอื่น ๆ คือการเป็นแบรนด์ที่อยู่ในสายตาผู้บริโภคตลอดเวลา ไม่ว่าจะผ่านคลิปสั้น คลิปยาว ไลฟ์สด หรือการสตรีมเกม
หากฟังวิธีคิดของเปา จะพบว่าเขาไม่ได้มองคอนเทนต์เป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาด แต่เขามองว่าคอนเทนต์คือส่วนหนึ่งของการขายสินค้าและเป็นการให้ความรู้แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าที่เหมาะกับการใช้งานและงบประมาณของตัวเอง
ปัญหาของผู้บริโภคจำนวนมากคือไม่รู้ว่าควรซื้ออะไร หลายคนไม่แน่ใจว่าสเปกแบบไหนเหมาะกับตัวเอง หรือบางคนไม่รู้ว่าปัญหาที่ตัวเองเจอเกิดจากอะไร ซึ่งหน้าที่ของคอนเทนต์ของ iHAVECPU คือการตอบคำถามเหล่านั้น
เปาเล่าว่า เนื้อหาของเขามักเริ่มจากการเดาว่าลูกค้ากำลังมีปัญหาตรงไหน กำลังอยากรู้เรื่องอะไร ผู้บริโภคมี pain point อะไร เขาจะพยายามตอบ pain point นั้นให้ได้
ความสำเร็จไม่มีทางลัด ต้องลงมือทำและอดทนรอ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อมองเห็นความสำเร็จของ iHAVECPU ก็มีผู้ประกอบการหลายคนพยายามนำวิธีการของเปาไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการไลฟ์สด การทำคลิป หรือการสร้างคอนเทนต์ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับยังไม่ใช่ความสำเร็จเหมือน iHAVECPU
ในเรื่องนี้ เปาไม่ได้หวงวิธีการ ทั้งยังบอกว่าคนที่ทำแล้วยังไม่สำเร็จ อย่าเพิ่งรีบคาดหวังหรือรู้สึกท้อ เพราะความสำเร็จต้องใช้เวลา ไม่มีทางลัด ดังนั้น นอกจากลงมือทำแล้วต้องรู้จักอดทนรอคอยด้วย
เปาบอกอีกว่า ตัวเขาเองก็ไม่ได้ทำสำเร็จตั้งแต่แรก หลายคนเห็นเขาในวันนี้ เห็นยอดวิว เห็นยอดขาย และเห็นภาพความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้เห็นช่วงเวลาที่เขาเริ่มต้นเมื่อหลายปีก่อน
นอกจากนั้น เปาอธิบายว่า การไลฟ์สดหนึ่งครั้งอาจดูเหมือนเรื่องง่าย แต่เบื้องหลังมีรายละเอียดจำนวนมาก ตั้งแต่วิธีคิด วิธีพูด จังหวะการเล่าเรื่อง การตอบคำถาม ไปจนถึงความเข้าใจในปัญหาของลูกค้า รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่สร้างผลลัพธ์ขึ้นมา ซึ่งแต่ละคนอาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน สำเร็จไม่เท่ากัน
เบื้องหลังแบรนด์ที่ลูกค้าไว้ใจ คือ วินัยที่ทำซ้ำ ๆ
หากถามว่าอะไรทำให้ iHAVECPU สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา คำตอบอาจอยู่ที่นิสัยของเปาที่เป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจ
เปาคิดว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์พิเศษอะไร แต่สิ่งที่มี คือ วินัยและความสม่ำเสมอ ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษแบบพรสวรรค์ แต่เกิดขึ้นจากความตั้งใจจริง ซึ่งหลายคนก็รู้ว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จ อยากรวย ต้องขยัน ต้องลงมือทำทุกวันจนเกิดเป็นวินัย แต่หลายคนก็ไม่ทำ นั่นเพราะไม่สามารถเอาชนะสัญชาตญานความรักสบายของมนุษย์ได้
เปาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนรักความสบาย ไม่มีใครตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกแอ็กทีฟอยากทำงานทันที เพราะธรรมชาติสมองของคนเราถูกออกแบบมาให้รักความสบายและต่อต้านความลำบาก แต่ความสบายมักจะไม่ให้อะไรที่เป็นประโยชน์ ความสบายไม่ทำเงิน ดังนั้น คนเราต้องเอาชนะสมองที่รักความสบายให้ได้
เปามองว่า เหตุผลที่หลายคนติดอยู่กับความสุขและความสบายในระยะสั้น อาจเป็นเพราะยังไม่มีเป้าหมายที่ใหญ่พอจะดึงตัวเองออกจากความสบาย เมื่อไม่มีเป้าหมาย ชีวิตก็มักไหลไปหาสิ่งที่ให้ ‘รางวัล’ หรือให้ความสุขอย่างรวดเร็วทันที อย่างการนอนไถฟีดโซเชียลมีเดีย หรือทำกิจกรรมที่สร้างความสุขชั่วคราว ซึ่งเมื่อทำบ่อย ๆ ก็จะเกิดเป็นการเสพติดความสบาย
ส่วนตัวเขาเองเสพติดการทำงานไปแล้ว เพราะรางวัลที่ได้รับ คือ ทั้งความสุขและเงินทองที่จับต้องได้
“reward ของผมมัน simple มาก คือ ความสุขกับเงิน ผมก็เลยชอบทำงาน”
ทำเฉพาะสิ่งที่ส่งผลดีต่อชีวิตและธุรกิจ
หลักคิดสำคัญในการทำงานและการใช้ชีวิตของเปา คือ โฟกัสเฉพาะสิ่งที่จะส่งผลให้ชีวิตดีขึ้นเท่านั้น และยังแนะด้วยว่า “คนเราต้องโฟกัสสิ่งที่สำคัญกับชีวิต โฟกัสสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น อย่าไปโฟกัสสิ่งที่ไม่ได้ส่งผลให้ชีวิตดีขึ้น ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่โฟกัสและสิ่งที่ทำอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ และนำไปใช้ได้ในภายภาคหน้า”
เปาเลือกทำเฉพาะสิ่งที่เล็งเห็นผลได้ว่าจะดี และเขาแนะว่า ต้องพยายามปรับให้กิจกรรมที่ทำในแต่ละวันส่งผลบวกต่อธุรกิจหรือชีวิต ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรือบางอย่างอาจจะไม่ได้ส่งผลทันทีในปัจจุบัน แต่ต้องเล็งเห็นได้ว่าจะส่งผลอย่างไรในอนาคต
ตัวอย่างในชีวิตจริงของเขาคือ เขาใช้เวลาวันละสองชั่วโมงไลฟ์สตรีมเกม ซึ่งเขาถือว่าเป็นเวลาพักผ่อน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมธุรกิจด้วย เพราะการที่เขาสตรีมเกมช่วยส่งเสริมยอดขายให้ iHAVECPU ด้วย
“ถ้าทำอะไรแล้วไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไง แสดงว่ามั่ว อย่าทำ” ผู้ก่อตั้ง iHAVECPU บอก
“คุณต้องรู้ว่าถ้าทำแบบนี้อนาคตจะเป็นยังไง ผมเป็นคนที่รู้ว่า ถ้าเราทำแบบนี้ อนาคตจะเป็นยังไง ผมก็เลยเลือกทำเฉพาะสิ่งที่ผมรู้ว่าทำแล้วจะเป็นยังไง ถ้าอันไหนที่ทำแล้วอนาคตไม่ดีผ มจะไม่ทำ เช่น ถ้าผมรู้ว่ากินอาหารนี้แล้วจะท้องเสีย ผมก็ไม่กิน ง่าย ๆ เรารู้ว่าทำแบบนี้แล้วผลลัพธ์จะเป็นยังไง เราก็ทำตรงนั้น”
และเปาบอกอีกว่า เมื่อเลือกที่จะทำอะไรแล้วต้องทำให้ดีที่สุด อย่าให้ตัวเองต้องรู้สึกเสียดาย
โฟกัสสิ่งสำคัญ ทำทีละอย่างให้ดี
เมื่อธุรกิจของ iHAVECPU เติบโตเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็มีคนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า iHAVECPU กำลังพึ่งพาเปามากเกินไปหรือไม่ ถ้าวันหนึ่งไม่มีเปาแล้วบริษัทนี้จะเป็นอย่างไร
แต่แทนที่จะมองว่านี่คือจุดอ่อน เปากลับเลือกมองในทางบวกว่า นี่เป็นผลลัพธ์ของการสร้างธุรกิจในช่วงแรก หากวันนั้นเขาไม่เอาตัวเองลงไปอยู่หน้าฉาก ไม่ยอมไลฟ์สด ไม่ยอมทำคอนเทนต์ ไม่ยอมตอบลูกค้าด้วยตัวเอง ธุรกิจคงไม่มีโอกาสสร้างการจดจำได้เร็วขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น สิ่งที่เขาพยายามทำ คือ การเลือกทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองจำเป็นต้องทำ
ปัจจุบันเปามองบทบาทของตัวเองแตกต่างจากเมื่อหลายปีก่อน เขาไม่ได้ทำทุกขั้นตอนของการทำงานเหมือนในอดีต แต่เขาจะเลือกทำเฉพาะงานที่คนอื่นในบริษัททำแทนไม่ได้ ส่วนงานที่คนอื่นทำได้ เขาจะปล่อยให้พนักงานทำ ทุกวันนี้เขายังคงถ่ายคลิป ไลฟ์สด และเป็นหน้าตาของแบรนด์เหมือนเดิม แต่เบื้องหลังมีทีมงานคอยทำงานในแต่ละขั้นตอน
เปาบอกชัดเจนว่า ทั้งในเรื่องงานและชีวิตนอกเวลางาน เขาเป็นคนที่ “โฟกัสทีละอย่าง” และเชื่อใน single-task
เปาไม่เชื่อเรื่อง multi-task เพราะมองว่าสมองมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำหลายอย่างพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า multi-task แท้จริงแล้วเป็นเพียงการสลับเปลี่ยนโฟกัสไปมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งสุดท้ายแล้วทำให้ทุกอย่างออกมาไม่เต็มประสิทธิภาพสักอย่าง
ต้องรู้ว่าจังหวะไหนควรเร่ง จังหวะไหนควรผ่อน
ด้วยความตระหนักกว่าตัวเองเป็นคีย์แมนที่ iHAVECPU ต้องพึ่งพา เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เปารักตัวเองและดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่เอาอะไรที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย และพักผ่อนมากขึ้น นอนเร็วขึ้น
“ผมอยากเป็นคนที่รวยและมีความสุขด้วย ก็เลยหาวิธีที่จะให้เรามีความสุขด้วย ทำงานได้ด้วย”
เปายอมรับว่า ในอดีตตัวเองเป็นคนที่สู้ตลอดเวลา ทำงานตลอดเวลา ใช้พลังงานเยอะ ทำงานไม่ฉลาด เน้นปริมาณ แต่เมื่ออายุมากขึ้น เขาเริ่มตระหนักว่าการวิ่งเต็มสปีดตลอดทั้งวันไม่ใช่คำตอบ เขาเรียนรู้ว่าจังหวะไหนที่ควรเร่งเครื่อง และจังหวะไหนที่ควรถอยออกมาเพื่อฟื้นฟูพลังงาน แล้วเมื่อสภาพร่างกายและจิตใจดี ก็จะทำงานได้ดี
ปัจจุบัน เปาให้ความสำคัญกับการแบ่งเวลาและการโฟกัสช่วงเวลาตรงหน้า เขาบอกว่า เวลาเล่นกับลูกเขาก็จะเล่นจริง ๆ โดยไม่เก็บเอาเรื่องงานมาคิด เพราะเชื่อว่าแต่ละช่วงเวลามีหน้าที่ของมัน เวลาทำงานก็ทำงานให้เต็มที่ เวลาพักก็พักให้เต็มที่ เวลาที่อยู่กับครอบครัวก็ต้องอยู่ตรงนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ร่างกายอยู่บ้านแต่สมองยังติดอยู่กับงาน
ในวันที่ธุรกิจอ่อนแอ ผู้บริหารต้องเข้มแข็ง
สำหรับคนทำธุรกิจหรืออยากกทำธุรกิจ เปามีคำแนะนำว่า หากใครประสบกับการทำสิ่งบางอย่างแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ควรลองปรับความคิดว่าไม่มีอะไรได้ดั่งใจเราเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าคาดหวังมากก็จะผิดหวังมาก และเมื่อมีเรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้นก็อย่าปล่อยให้ตัวเองรู้สึกท้อ เพราะความท้อไม่ได้ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีขึ้น
เขายกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เขาเคยถูกขโมยการ์ดจอไป 300 ใบ มูลค่ารวม 8 ล้านบาท แทนที่จะโฟกัสกับความเสียหาย เปากลับเริ่มจากการทบทวนตัวเองก่อนว่าตัวเองผิดพลาดตรงไหน จากนั้นจึงเดินหน้าจัดการทั้งในทางกฎหมายและการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจ จนสามารถหาเงิน 8 ล้านบาทกลับคืนมาได้ภายในเวลาประมาณหนึ่งเดือน
เปาบอกว่า เรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นไปแล้ว สิ่งที่ควรทำคือแก้ไขให้ดีขึ้น ต้องรีบทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และปรับตัวให้เร็วที่สุด เขาจึงให้ความสำคัญกับ self-awareness และการดูแลสภาพร่างกายและจิตใจควบคู่กัน เพราะเมื่อร่างกายและจิตใจสมบูรณ์แล้วจะส่งผลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกเรื่องหนึ่งที่เปาแนะนำ คือ การขับเคลื่อนธุรกิจอาจมีแรงขับเคลื่อนจากความตื่นเต้นในช่วงแรก ๆ แต่สิ่งที่จะทำให้อยู่ได้ในระยะยาว คือ การที่ผู้บริหารต้องเข้มแข็ง ต้องยืนระยะในวันที่ธุรกิจอ่อนแอ และเมื่อเลือกที่จะทำสิ่งที่ใดแล้วต้องทำอย่างเต็มที่และพยายาให้ถึงที่สุด
“คุณต้องเข้มแข็งกับมัน คุณต้องยืนยันว่าคุณรักในสิ่งที่คุณทำแม้ในวันที่สิ่งที่คุณรักมันไม่รักคุณ หรือมันไม่น่ารักกับคุณ คุณก็ต้องรักมัน ในเมื่อคุณเลือกที่จะทำมันแล้ว … ถ้าคุณเลือกที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณอยากประสบความสำเร็จ คุณก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ต้องพลิกจากความคิดเป็นการลงมือทำให้ได้”
“ต้องซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง เลือกแล้วทำให้เต็มที่ การทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันไม่ประสบความสำเร็จหรอก” นี่คือคำแนะนำจากผู้ประกอบการที่ใช้เวลาหลายปีพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสำเร็จเกิดขึ้นจากการลงมือทำอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง