โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำได้จริงไหม? วิเคราะห์ลิเวอร์พูล ยุค อิราโอล่า จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ?

SIAMSPORT

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
จาก

ผลงานของ อิราโอล่า ที่ทำเอาไว้กับ บอร์นมัธ ทำให้ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจเลือกเขาเข้ามาแทนที่ อาร์เน่อ สล็อต โดยเชื่อว่า เฮดโค้ชชาวสแปนิช จะสามารถถ่ายทอดสไตล์การเล่นแบบเดียวกับที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยสร้างไว้ที่แอนฟิลด์

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ ลิเวอร์พูล เลือก อิราโอล่า เข้ามาคุมทีมเพราะความสามารถด้านแท็กติกอันโดดเด่น นอกจากนี้เขายังปิดฉากการคุมทัพ "เดอะ เชอร์รี่ส์" 3 ปี ด้วยสถิติไร้พ่าย 18 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก พร้อมพาทีมจบอันดับ 6 และคว้าสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 127 ปีของสโมสร

ก่อนหน้านั้น อิราโอล่า พา ราโย บาเยกาโน่ เลื่อนชั้นจากเซกุนด้า ดิวิชั่น สู่ลา ลีกา และช่วยให้ทีมยืนหยัดอยู่บนลีกสูงสุดได้อย่างมั่นคง ด้วยการจบอันดับ 12 และ 11 ตามลำดับ ก่อนอำลาทีมมารับงานกับ บอร์นมัธ ในปี 2023

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของ ลิเวอร์พูล มากที่สุด ไม่ใช่แค่ผลงาน แต่เป็นรูปแบบการเล่นของทั้ง บอร์นมัธ และราโย บาเยกาโน่ ภายใต้การคุมทีมของเขา ซึ่งเน้นการเล่นเกมรุกอย่างตรงไปตรงมา การเพรสซิ่งสูงอย่างดุดัน และความเชื่อมั่นอย่างไม่สั่นคลอนในการเล่นแบบกล้าได้กล้าเสียทั้งยามมีบอลและไม่มีบอล

หากจะอธิบายด้วยคำที่แฟนลิเวอร์พูลคุ้นเคยเป็นอย่างดี นั่นก็คือ อิราโอล่า ได้รับการแต่งตั้งเพราะเขาใช้สไตล์ "เฮฟวี่เมทัล ฟุตบอล" อันเข้มข้น ดุดัน และเร้าใจ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่เคยทำให้ คล็อปป์ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับ "หงส์แดง"

- อิราโอล่า คุมทีมเล่นอย่างไร?

อิราโอล่า เป็นกุนซือที่ศรัทธาอย่างแรงกล้าในพลังของ "เกเก้นเพรสซิ่ง" และแนวคิดในการสร้างความปั่นป่วนให้คู่แข่ง เน้นการเพรสซิ่งแย่งบอลกลับคืนมาให้เร็วหลังเสียบอล ตามด้วยการกดดันคู่แข่งใกล้กรอบเขตโทษของพวกเขาเอง

กุนซือชาวสแปนิชได้รับอิทธิพลทางแท็กติกจาก มาร์เซโล่ บิเอลซ่า อดีตนายใหญ่ลีดส์ ยูไนเต็ด รวมถึง คล็อปป์ เจ้าของฉายา "บิดาแห่งเฮฟวี่ เมทัล ฟุตบอล" โดยเขาสั่งให้ลูกทีมไล่เพรสซิ่งสูงอย่างดุดันในจังหวะป้องกัน และบุกขึ้นหน้าอย่างตรงไปตรงมาเมื่อครองบอล

ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีบอลหรือไม่มีบอล เป้าหมายของทีมอิราโอล่าเหมือนกันเสมอ นั่นคือการทำให้คู่แข่งเสียรูปทรงการเล่น เกิดความสับสนและรนราน ก่อนฉวยโอกาสจากความวุ่นวายนั้นด้วยการพาบอลเข้าสู่พื้นที่สุดท้ายอย่างรวดเร็ว

- ตัวเลขสถิติสะท้อนแนวทางดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

ในฤดูกาล 2022/23 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของ อิราโอล่า ในสเปน ราโย บาเยกาโน่ เป็นทีมที่สร้างการแย่งบอลคืนในพื้นที่สูงได้มากเป็นอันดับสองของยุโรป ด้วยจำนวน 73 ครั้ง โดยมีเพียง บาเยิร์น มิวนิค เท่านั้นที่ทำได้มากกว่า

แนวโน้มดังกล่าวยังคงต่อเนื่องตลอดสามฤดูกาลที่เขาคุมบอร์นมัธในพรีเมียร์ลีก โดย "เดอะ เชอร์รี่ส์" เป็นทีมที่สร้างโอกาสยิงประตูได้มากที่สุดจากการแย่งบอลคืนในพื้นที่สุดท้ายของสนาม ด้วยจำนวนถึง 147 ครั้ง

นอกจากนี้ บอร์นมัธ ในยุคอิราโอล่า ยังมีค่าความเข้มข้นของการเพรสซิ่งสูง หรือ "พีพีดีเอ" (Passes Per Defensive Action) เพียง 10.6 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการเพรสซิ่ง โดยยิ่งตัวเลขต่ำยิ่งแสดงว่าทีมสามารถจำกัดการต่อบอลของคู่แข่งได้ดี และมีเพียงไม่กี่ทีมเท่านั้นที่ทำผลงานได้เหนือกว่า

ส่วนในเกมรุก ตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา บอร์นมัธ เป็นทีมที่พาบอลขึ้นหน้าได้เร็วที่สุดในลีก โดยเคลื่อนเกมรุกไปข้างหน้าเฉลี่ย 1.95 เมตรต่อวินาที ขณะที่ค่าเฉลี่ยการผ่านบอลต่อหนึ่งจังหวะการครองบอลอยู่ที่เพียง 2.98 ครั้ง ซึ่งน้อยเป็นอันดับสองของพรีเมียร์ลีก เป็นรองเพียง เอฟเวอร์ตัน เท่านั้น

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทีมของอิราโอล่าเน้นการเล่นที่รวดเร็ว ดุดัน และมุ่งโจมตีคู่แข่งให้เสียสมดุลอยู่ตลอดเวลา มากกว่าการครองบอลเพื่อสร้างเกมอย่างอดทนหรือเน้นการต่อบอลหลายจังหวะ

- เข้มข้นแต่ไม่ไร้ระเบียบ

แม้จะเป็นฟุตบอลที่ใช้พลังงานสูงและเล่นด้วยความเข้มข้นตลอดเวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นฟุตบอลที่ไร้ระเบียบหรือเต็มไปด้วยความวุ่นวาย

ทั้งในจังหวะเพรสซิ่งและการบุกขึ้นหน้าอย่างรวดเร็ว ทีมของอันโดนี่ อิราโอล่า มีโครงสร้างการเล่นที่ชัดเจนและเป็นระบบอย่างมาก เพราะหากขาดวินัยและรายละเอียดทางแท็กติกที่เข้มงวด รูปแบบการเล่นที่ดุดันเช่นนี้ย่อมพังทลายได้ง่าย

หัวใจสำคัญอยู่ที่การเพรสซิ่งเป็นทีม การรักษาระยะห่างระหว่างผู้เล่นให้กระชับ แม้จะดันแนวขึ้นสูง รวมถึงการกำหนดตำแหน่งยืนและบทบาทของนักเตะแต่ละคนอย่างละเอียด เพื่อให้ทุกคนมั่นใจในหน้าที่ของตนเอง และสามารถตัดสินใจสร้างสรรค์เกมได้อย่างอิสระภายในกรอบของระบบ

- อิราโอล่า คือการหวนคืนสู่ "เฮฟวี่เมทัล ฟุตบอล" ของ คล็อปป์ จริงหรือไม่?

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ คล็อปป์ จะชื่นชอบแนวทางของอิราโอล่า เพราะรูปแบบการเล่นของทั้งคู่มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก

ปรัชญาฟุตบอลของอิราโอล่าสะท้อนแนวคิด "เฮฟวี่เมทัล ฟุตบอล" ที่ คล็อปป์ นำมาจากบุนเดสลีกาและสร้างความสำเร็จให้กับลิเวอร์พูล โดยเน้นความเข้มข้น การเพรสซิ่งสูง และการเปลี่ยนเกมรุกอย่างรวดเร็ว

สิ่งนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ลิเวอร์พูล กำลังหวนกลับไปสู่แนวทางดังกล่าวอีกครั้ง หลังจากตลอดสองฤดูกาลภายใต้การคุมทีมของ อาร์เน่อ สล็อต ทัพ "หงส์แดง" มีสไตล์การเล่นที่สุขุมแต่นุ่มนิ่ม เน้นการครองบอลมากขึ้น และลดความเร่งเร้าในเกมลงเมื่อเทียบกับยุคคล็อปป์

ตารางสถิติที่เกี่ยวข้องกับการเพรสซิ่งและการเล่นฟุตบอลแบบตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจน โดยหากพิจารณาตัวเลขในแต่ละหมวด จะพบว่าค่าต่าง ๆ ลดลงจากยุคคล็อปป์มาสู่ยุคสล็อต ก่อนจะกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในทีมของอิราโอล่า

นั่นเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า ลิเวอร์พูลภายใต้กุนซือชาวสเปนรายนี้ อาจกำลังเดินหน้ากลับไปสู่ฟุตบอลสไตล์ดุดัน เร้าใจ และกดดันคู่แข่งอย่างหนักหน่วง ซึ่งเคยกลายเป็นเอกลักษณ์ของสโมสรในช่วงยุครุ่งเรืองของ "บอส"

สถิติ คล็อปป์
สล็อต อิราโอล่า
แย่งบอลกลับมาครองได้สำเร็จ 57.7 40.4 48.8 แย่งบอลกลับมาครองได้สำเร็จในพื้นที่สุดท้าย 5.6 4.2 5.2 สถิติการโจมตีคู่แข่งจากแดนบน 9.6 7.8 8.6 แท็กเกิ้ล 16.6 14.9 17.9 การทำประตูจากจังหวะโต้กลับเร็ว 0.6 1.5 1.1 ความเข้มข้นของการเพรสซิ่งสูง 10.2 10.9 10.6

- ฟุตบอลของอิราโอล่า "เฮฟวี่เมทัล" ยิ่งกว่าของคล็อปป์หรือไม่?

หากพิจารณาเฉพาะเรื่องการครองบอลแล้ว ฟุตบอลของ อิราโอล่า แทบไม่เหมือนกับ เจอร์เกน คล็อปป์ เลย

ในช่วงแรกที่ คล็อปป์ เข้ามาคุม ลิเวอร์พูล เขาใช้ฟุตบอลสไตล์เพรสซิ่งหนักและเร่งจังหวะเกมแบบ "เกเก้นเพรสซิ่ง" อย่างเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่หลายคนอาจลืมไปคือ คล็อปป์ปรับตัวอย่างรวดเร็วให้เข้ากับความท้าทายของพรีเมียร์ลีก

เมื่อเวลาผ่านไป เขาพัฒนาทีมให้มีความเป็นระบบมากขึ้น เน้นการครองบอลและการยืนตำแหน่งที่แม่นยำกว่าเดิม โดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ไม่น้อยไปกว่าปรัชญาที่เขานำมาจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

การผสมผสานดังกล่าวคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ลิเวอร์พูลก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในยุคทองของคล็อปป์ โดยทีมเก็บได้มากกว่า 90 คะแนนในพรีเมียร์ลีกถึง 3 ฤดูกาล ได้แก่ซีซั่น 2018/19, 2019/20 และ 2021/22

อิราโอล่า อาจจำเป็นต้องปรับตัวในลักษณะเดียวกัน เพราะการเล่นเกมโต้กลับ การโจมตีโดยตรงสู่ประตูด้วยการผ่านบอลเพียงไม่กี่จังหวะ และการอัดแน่นไปด้วยผู้เล่นแนวรุกที่มีความมั่นใจในการเลี้ยงกินตัว ซึ่งล้วนเป็นเอกลักษณ์ของทีมเขา อาจใช้ได้ผลดีที่สุดเมื่อคุมทีมที่ถูกมองว่าเป็นรองคู่แข่ง

ตอนอยู่กับ บอร์นมัธ ทีมของอิราโอล่ามักมีพื้นที่ให้เล่นเกมสวนกลับ เพราะคู่แข่งเป็นฝ่ายครองบอลและเปิดพื้นที่ด้านหลังแนวรับให้โจมตี แต่สถานการณ์จะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเขาเข้ามาคุมสโมสรระดับซูเปอร์คลับอย่างลิเวอร์พูล

ในฐานะทีมลุ้นแชมป์ ลิเวอร์พูลมักเป็นฝ่ายครองเกมและบุกเข้าใส่คู่แข่ง ขณะที่หลายทีมเลือกถอยลงไปตั้งรับลึกและปิดพื้นที่บริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ทำให้โอกาสในการเล่นเกมโต้กลับหรือพาบอลทะลุพื้นที่ว่างลดลงอย่างมาก

นั่นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับ อิราโอล่า เมื่อคุม "เดอะ เร้ดส์" เพราะเขาต้องเจอกับสถานการณ์ที่คู่แข่งเน้นตั้งรับลึก และรอสวนกลับ ซึ่งเป็นสิ่งที่กุนซือชาวสแปนิชอาจจะไม่เคยเจอกับสถานการณ์แบบนี้ เพราะเขาไม่เคยคุมทีมใหญ่มาก่อน

- นักเตะลิเวอร์พูลคนไหนเหมาะกับฟุตบอลสไตล์อิราโอล่ามากที่สุด

อิราโอล่า ได้รับมรดกเป็นขุมกำลังที่พร้อมอย่างยิ่งสำหรับการนำแนวคิดทางแท็กติกของเขามาใช้ โดยเฉพาะในระบบ 4-2-3-1 ซึ่งมักเต็มไปด้วยผู้เล่นเชิงสร้างสรรค์ในหลายตำแหน่ง

ในแนวรับ เจเรมี่ ฟริมปง และ มิลอส เคอร์เคซ (ซึ่งแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวภายใต้การคุมทีมของอิราโอล่าที่บอร์นมัธ) คือฟูลแบ็กเกมรุกในอุดมคติสำหรับฟุตบอลที่เน้นความเร็วสูงและความเสี่ยงสูงของกุนซือจากแดนกระทิงดุ

ทั้งคู่มีคุณสมบัติในการเติมเกมรุกอย่างต่อเนื่อง วิ่งขึ้นลงตลอดทั้งเกม และสามารถสร้างความได้เปรียบในพื้นที่ริมเส้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบการเล่นในแบบของอิราโอล่า

ส่วนตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก เฌเรมี่ ฌัคเก้ต์ แข้งใหม่ของทีม ถูกมองว่าจะเข้ามาเติมเต็มบทบาทเคียงข้าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ได้อย่างลงตัว โดยช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความดุดันให้แนวรับของลิเวอร์พูล

อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจที่สุดอาจอยู่ที่การใช้งาน ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ แม้โดยทั่วไปจะถูกมองว่าเป็นเพลย์เมกเกอร์หรือมิดฟิลด์ตัวรุก แต่ภายใต้แนวคิดของอิราโอล่า ดาวเตะทีมชาติเยอรมนีอาจถูกถอยลงมายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางมากขึ้น

ในบทบาทดังกล่าว เวียร์ตซ์ สามารถลงมารับบอลจากแดนลึก ก่อนใช้วิสัยทัศน์และคุณภาพการจ่ายบอลสร้างสรรค์เกมรุกจากด้านหลัง คล้ายกับบทบาทที่ อเล็กซ์ สก็อตต์ ทำให้บอร์นมัธ ในตำแหน่งหมายเลข 8 ตลอดฤดูกาล 2025/26

หาก อิราโอล่า เลือกใช้แนวทางนี้ ลิเวอร์พูล อาจมีมิดฟิลด์ที่สามารถเชื่อมเกมจากแดนกลางสู่แนวรุกได้อย่างลื่นไหล พร้อมสร้างโอกาสด้วยการจ่ายบอลทะลุแนวรับจากพื้นที่ที่ลึกกว่าที่แฟนบอลคุ้นเคย

นั่นอาจทำให้ เวียร์ตซ์ กลายเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่สุดของลิเวอร์พูลยุคใหม่ภายใต้การคุมทีมของ อิราโอล่า

โดมินิค โซโบซไลโดดเด่นอย่างมากในเรื่องการเพรสซิ่ง จึงเหมาะอย่างยิ่งกับระบบการเล่นของอิราโอล่า ขณะที่ อูโก้ เอกิติเก้ อาจกลายเป็นไพ่ลับสำคัญเมื่อหายจากอาการบาดเจ็บและกลับมาลงสนาม โดยอาจถูกปรับบทบาทไปเล่นในตำแหน่งหมายเลข 10 เพื่อแก้โจทย์การใช้งานระหว่าง เอกิติเก้ กับ อเล็กซานเดอร์ อีซัค ให้สามารถลงเล่นร่วมกันได้อย่างลงตัว

หาก เอกิติเก้ เล่นอยู่ด้านหลัง อีซัค ได้ผลดี ลิเวอร์พูลก็จะก้าวหน้าไปมากในการสร้างความสัมพันธ์ในเกมรุกแบบใหม่ ที่คล้ายกับการประสานงานอันโด่งดังระหว่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ในอดีต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...