โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

เด็กขอนแก่นเจอผีหัวหลุดเกาะต้นไม้ในโรงเรียน วิ่งหนีกระเจิง ชาวบ้านเชื่อเคยมีคนเห็นจริง

สยามรัฐ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เด็กขอนแก่นแตกตื่น หลังอ้างเห็นผีผู้หญิงผมยาวเกาะต้นไม้ในโรงเรียน ก่อนหัวหลุดตกลงมา จนวิ่งหนีร้องไห้ระงม ด้านชาวบ้านเผยพื้นที่มีประวัติเรื่องลี้ลับ หลายคนเคยเห็นแต่ไม่กล้าเล่า เชื่อเป็นเรื่องจริง

จากกรณีโลกโซเชียลแชร์คลิปเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกในพื้นที่อำเภอบ้านไผ่ หลังมีกลุ่มเด็กนักเรียนวิ่งหนีแตกตื่นออกมาจากสนามเด็กเล่นภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง โดยบอกว่าเห็นผีผู้หญิงผมยาวอยู่บริเวณต้นไม้ในสนามเด็กเล่น ท่ามกลางความตกใจของเด็กๆ และผู้ใหญ่ในหมู่บ้านที่ต้องเข้าปลอบขวัญทันทีหลังเกิดเหตุ พร้อมกับผูกแขนเรียกขวัญ ปลอบไม่ให้เด็กสติหลุดและหยุดร้องไห้เนื่องจากกลัว ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าในเรื่องนี้เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 23 พ.ค.69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่พื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น โดยได้พบกับเด็กทั้ง 5 คนที่อยู่ในคลิป เรียนอยู่ระดับชั้น ป. 5 และป. 6 ได้พาผู้สื่อข่าวไปดูต้นไม้ที่บอกว่าเจอผีผู้หญิงอยู่ด้านบน ก่อนที่จะหัวหลุดลงมา ซึ่งอยู่ห่างจากเครื่องเล่นที่เด็กๆนั่งเล่นอยู่ ประมาณ 30 เมตร เป็นต้นไม้สูงใหญ่ โดยน้องเซิน ป.6 เห็นคนแรก เห็นผีเกาะอยู่บนต้นไม้ จึงหันไปบอกน้องสตางค์เพื่อน ป.6 ที่อยู่ใกล้ๆ น้องสตางค์จึงหันไปดูก็เห็นเช่นเดียวกันจึงเรียกน้องๆ ป.5 ทึ่เล่นด้วยกันมาดู ซึ่งก่อนที่จะเห็นนั้น พากันนั่งเล่นอยู่ตรงเครื่องเล่น สักพักได้ยินเสียงกิ่งไม้หล่น ทันทีที่น้อง ป. 5 ทั้งสามคน หันมาก็เห็นเช่นเดียวกัน ปรากฏว่ามีหัวผู้หญิงผมยาวตกลงมาจากต้นไม้ ลักษณะที่เห็นนั้นเป็นผีผู้หญิงตัวดำๆ ผมยาว ซึ่งน้องสตางค์ถึงกับสติแตกพร้อมกับร้องไห้ ทุกคนจึงเรียกให้ตั้งสติแล้วพากันวิ่งออกมา ซึ่งหัวที่หล่นลงมานั้นกลิ้งมาทางที่ตนเองวิ่งไป จนวิ่งชนกันเกิดการทับกันขึ้น พอออกจากโรงเรียนมาได้จึงเล่าให้ผู้ใหญ่ฟังตามคลิป

ด้าน นางเบญจวรรณ อายุ 55 ปี บ้านอยู่หน้าโรงเรียน และ นางปัทมวรรณ อายุ 60 ปี ชาวบ้านทั้งสองที่อยู่ในเหตุการณ์และพูดคุยกับเด็ก เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ได้ยินเด็กร้องเสียงดังอยู่ในโรงเรียน ในใจก็คิดว่าทำไมวันนี้เด็กเสียงดังจัง สักครู่ใหญ่ๆก็มองไปเห็น เด็กๆพากันวิ่งออกมา พร้อมกับตะโกนว่าผีหลอก วิ่งหน้าตาตื่น ตนเองจึงเรียกถามว่าทำไมถึงบอกว่าผีหลอกมันเป็นแบบไหน เด็กเด็กจึงพากันเล่าให้ฟังด้วยหน้าตาแตกตื่น เด็กคนนึงทั้งเล่าทั้งร้องไห้ อีกคนก็สติแตกพูดแต่ว่าเป็นเรื่องจริงครับผมสาบาน พร้อมกับยกนิ้วขึ้นมา3นิ้ว

"จึงพยายามค่อยๆถาม เด็กๆจึงเล่าให้ฟังว่าเห็นเป็นผีหลอก หัวตกลงมาจากต้นไม้ ลักษณะผมยาวปิดหน้า พอหันไปอีกครั้งเห็นนั่งกอดต้นไม้อยู่ ซึ่งตนเองคิดว่าถ้าเห็นคนเดียวก็ไม่น่าจะจริงแต่เห็นเด็ก 5 คนวิ่งออกมาพร้อมกับร้องไห้ แต่ก็เป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลบางคนก็เชื่อบางคนก็ไม่เชื่อคิดว่าเด็กโกหก แต่ส่วนตัวเชื่อเพราะเห็นเด็กๆ ทั้งพูดทั้งร้องไห้และพูดเหมือนกันหมด"

นางปัทมวรรณ กล่าวต่อว่า จังหวะนั้นเพื่อนบ้านติดกันเป็นหมอพราหมณ์ ซึ่งลูกสาวยังไม่ได้พูดสักคำ ว่าเป็นลักษณะแบบไหน ซึ่งลูกสาวบอกกับหมอพราหมณ์ว่าเด็กน้อยเห็นผี หมอพราหมณ์ก็ทักขึ้นมาทันทีว่าผู้หญิงผมยาวใช่ไหม ก็ได้พูดคุยกันกระทั่งวันต่อมาก็มีชาวบ้านคนอื่นเห็นเช่นเดียวกัน แต่ไม่กล้าพูดเพราะกลัว ซึ่งอยู่ที่ความเชื่อส่วนบุคคลแต่ส่วนตัวนั้นเชื่อ 100% จนได้ผูกแขนเรียกขวัญให้เด็ก อย่างไรก็ตามหลังจากเด็กๆกลับไป ก็พากันนั่งพูดคุยกัน ถึงเรื่องที่เด็กๆเล่าให้ฟังซึ่งทุกคนทั้งขนลุกและเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง และจากการพูดคุยกันชาวบ้านหลายคนบอกว่าบริเวณที่เด็กๆเห็นนั้นเคยมีประวัติเรื่องผีมาก่อน แต่ไม่คิดว่าจะมาปรากฏตัวให้เด็กเห็น เพราะที่ผ่านมาในโรงเรียนแห่งนี้ จะมีเจ้าที่เจ้าทาง เมื่อก่อนก็มีเหตุการณ์เด็กถูกซ่อนหาไม่เจอ ผู้ปกครองต่างพากันมาตามหาเด็กในโรงเรียนเพราะยังไม่เห็นกลับบ้าน ซึ่งเด็กที่โดนผีซ่อนเล่าให้ฟังว่าเห็นผู้ปกครองและญาติๆมาตามหา

"เรื่องราวดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องเล่าต่อกันมาก่อนหน้านี้เมื่อ 4-5 ปี และมีลักษณะเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ดังเท่ายุคโซเชียลเหมือนตอนนี้ ส่วนตัวก็เชื่อ เพราะมีประวัติในเรื่องผีมาก่อน กระทั่งมีเหตุการณ์ของเด็กๆ ที่วิ่งตื่นตกใจทั้งร้องไห้มาเล่าให้ฟัง ซึ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็อยากจะทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณผีตนดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการทำบุญบ้านทุกปีแต่ปีนี้ยังไม่ได้ทำ มีเฉพาะทำบุญทั่วไป ทำกับข้าวเลี้ยงผี แต่ทำบุญโรงเรียนอย่างเป็นทางการยังไม่ได้ทำในปีนี้"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...