"สีหศักดิ์" เตือนกัมพูชา หยุดกล่าวหาไทยใน UNSC
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ตนได้เดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญของนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุมพิเศษของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งจีนดำรงตำแหน่งประธานในเดือนนี้
ในโอกาสดังกล่าว ได้หารือกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เพื่อสานต่อแนวทางที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้พูดคุยกันไว้ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการปรับปรุงบรรยากาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา สร้างความไว้วางใจระหว่างกัน และวางรากฐานสำหรับการแก้ไขปัญหาที่ค้างคาอยู่ ทั้งประเด็นเขตแดนทางบก เขตแดนทางทะเล รวมถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดน
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ประเทศไทยยึดมั่นในแนวทางดังกล่าวมาโดยตลอด และเห็นว่าการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนจำเป็นต้องอาศัยบรรยากาศแห่งความเชื่อมั่นและความจริงใจระหว่างสองฝ่าย โดยทั้งสองประเทศเคยเห็นพ้องร่วมกันที่จะเปิดหน้าใหม่ของความสัมพันธ์ และเดินหน้าตามแนวทางที่ได้ตกลงกันไว้ที่เมืองเซบู
อย่างไรก็ตาม นายสีหศักดิ์ยอมรับว่า รู้สึกไม่สบายใจกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของฝ่ายกัมพูชา หลังจากนายแก้ว เชีย เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ กล่าวพาดพิงประเทศไทยระหว่างการประชุม UNSC ในวาระ “การคุ้มครองพลเรือนจากภัยสู้รบ” เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา
เขาระบุว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องทวิภาคีที่ไม่จำเป็นต้องถูกหยิบยกขึ้นสู่เวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเคยตกลงร่วมกันแล้วว่าจะจัดการข้อขัดแย้งผ่านกลไกการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาโดยตรง ไม่ใช่การนำไปสู่เวทีพหุภาคี
“ฝ่ายกัมพูชายังคงกล่าวหาว่าไทยรุกล้ำดินแดน และหยิบยกประเด็นผลกระทบจากความขัดแย้งขึ้นมาพูด ทั้งที่ขัดกับเจตนารมณ์ของแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ซึ่งมุ่งสร้างบรรยากาศเพื่อนำไปสู่การหยุดยิงและการคลี่คลายสถานการณ์ การกลับไปใช้วิธีโจมตีหรือกล่าวหาไทยไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด” นายสีหศักดิ์กล่าว
นายสีหศักดิ์ย้ำว่า ไทยยังคงต้องการพูดคุยกับกัมพูชาด้วยความจริงใจ และยึดมั่นในสิ่งที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมกันไว้ โดยเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรมุ่งมองไปข้างหน้า มากกว่าการย้อนกลับไปสร้างบรรยากาศแห่งความขัดแย้ง
“ประเทศไทยหวังว่ากัมพูชาจะปรับแนวทางไปสู่การสร้างความร่วมมือและความไว้วางใจร่วมกัน เพราะปัญหาที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในวันเดียว จำเป็นต้องอาศัยเวลา การหารือหลายรอบ และความจริงใจจากทั้งสองฝ่าย หากต้องการเห็นความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” นายสีหศักดิ์กล่าว
สำหรับประเด็นเขตแดนทางทะเล นายสีหศักดิ์ระบุว่า ไทยไม่ได้ต้องการกลับไปสู่รูปแบบการเจรจาทวิภาคีเดิม แต่ต้องการใช้กรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เป็นพื้นฐานในการหารือ เนื่องจากประเทศไทยได้ยกเลิก MOU 44 แล้ว จึงเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรเริ่มต้นจากการพูดคุยภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวก่อน
หากไม่สามารถหาข้อยุติผ่านกระบวนการหารือภายใต้ UNCLOS ได้ จึงค่อยพิจารณากลไกอื่น ไม่ว่าจะเป็นการประนีประนอมโดยสมัครใจหรือกระบวนการตามกฎหมายระหว่างประเทศรูปแบบอื่น โดยไม่ควรสรุปล่วงหน้าว่าการเจรจาระหว่างสองประเทศจะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้
เมื่อถูกถามว่า หากกัมพูชายังคงดำเนินท่าทีเช่นเดิม ไทยจะมีมาตรการตอบโต้หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายกัมพูชา เพราะหากยังคงมีการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว สิ่งที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้ที่เมืองเซบูย่อมไม่สามารถเดินหน้าต่อได้
“ท้ายที่สุด ทั้งสองฝ่ายจะเป็นผู้เสียประโยชน์ กัมพูชาเสียโอกาส ไทยก็เสียโอกาสในการทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับฝ่ายกัมพูชาว่าจะเลือกเดินหน้าไปในทิศทางใด” นายสีหศักดิ์กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง