โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดไทม์ไลน์คดี ‘น้องเมย’ นร.เตรียมทหารเสียชีวิต ครอบครัวสู้ไม่ถอย

เดลินิวส์

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 15.11 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 06.07 น. • เดลินิวส์
การเสียชีวิตของ “น้องเมย” นักเรียนเตรียมทหาร หลังถูกรุ่นพี่สั่งธำรงวินัย กลายเป็นปริศนาที่ครอบครัวไม่เคยยอมรับคำตอบง่ายๆ เดลินิวส์ออนไลน์พาย้อนเปิดไทม์ไลน์จากวันเกิดเหตุ ไปจนถึงคำพิพากษาให้กระทรวงกลาโหมชดใช้ ดั่งบทพิสูจน์ว่าความยุติธรรม แม้จะช้าก็ยังมีอยู่จริง

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 68 "เดลินิวส์ออนไลน์" จะพาทุกคนย้อนรอยคดีสะเทือนใจ “น้องเมย” นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ผู้เสียชีวิตอย่างปริศนาเมื่อปี 2560 หลังถูกรุ่นพี่ลงโทษธำรงวินัย นำไปสู่ข้อสงสัยจากครอบครัวเรื่องสาเหตุการตายและกระบวนการสอบสวนที่คลุมเครือ กลายเป็นหนึ่งในคดีอื้อฉาวที่สังคมไม่เคยลืม วันนี้เรารวบรวมเหตุการณ์ทั้งหมดมาเรียบเรียงเป็น “ไทม์ไลน์” เพื่อให้เห็นภาพความเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นจนถึงผลคำพิพากษาในศาลกันค่ะ

หากย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2560"นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์" หรือ “น้องเมย” ได้เข้าศึกษาเป็นนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 (นตท.ปี 1) โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นปีการศึกษา 2560 จนกระทั่ง วันที่ 17 ตุลาคม 2560 น้องเมยเสียชีวิตในโรงเรียนเตรียมทหาร หลังมีอาการไม่สบายในช่วงเช้า และถูกลงโทษทางวินัยหรือที่เรียกในวงการทหารว่า “ธำรงวินัย” โดยรุ่นพี่ชั้นปีที่ 2

อีกทั้ง หลังจากถูกลงโทษ น้องเมยหมดสติ ถูกนำตัวส่งห้องพยาบาลของโรงเรียน แม้มีความพยายามปฐมพยาบาลและกู้ชีพ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ โรงเรียนแจ้งครอบครัวว่าสาเหตุการเสียชีวิตคือ “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” อย่างไรก็ตาม ครอบครัวตัญกาญจน์ โดยเฉพาะนายพิเชษฐ และนางสุกัลยา พ่อแม่ของน้องเมย พบความผิดปกติของร่างกายลูกชาย เช่น มีรอยฟกช้ำหลายจุด และจึงตัดสินใจนำร่างไปชันสูตรซ้ำที่ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม

นอกจากนี้ ผลการชันสูตรครั้งใหม่ทำให้ครอบครัวตกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะพบว่าอวัยวะภายในหลายส่วนหายไป ได้แก่ สมอง หัวใจ และกระเพาะอาหาร รวมถึงพบบาดแผลภายนอกหลายจุดที่ไม่สามารถอธิบายได้โดยธรรมชาติ กรณีนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ในช่วงปลายปี 2560 และกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาแถลง โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขณะนั้นออกมายอมรับว่า"น้องเมย" ถูกลงโทษทางวินัยจริง โดยมีทั้งรุ่นพี่และครูฝึกเกี่ยวข้อง

ต่อมา ในเดือนธันวาคม 2560 ครอบครัวได้ยื่นเรื่องให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับเป็นคดีพิเศษ และเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของตำรวจ อีกทั้ง เดือนมีนาคม ปี 2562 พนักงานสอบสวน สน.พญาไท สรุปสำนวนคดีและส่งให้อัยการพิจารณา โดยมีการสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้อง 3 ราย คือ นักเรียนเตรียมทหารพิพจน์ (สงวนนามสกุล), นักเรียนเตรียมทหารภูมิพัฒน์ (สงวนนามสกุล) ในข้อหา ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และว่าที่ร้อยตรี ปิยพงศ์ (สงวนนามสกุล) ครูฝึกในข้อหา กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

โดยคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของ ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12) จังหวัดปราจีนบุรี ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษ สำหรับนักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ที่ถูกฟ้องในคดีทำร้ายร่างกาย นอกจากนี้ คดีอื่นๆ ที่ครอบครัวน้องเมยฟ้องร้องนั้น พนักงานสอบสวนและอัยการบางส่วนได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง (ช่วงปี 2561-2562) อีกทั้ง ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในบางคดี ส่วนในคดีแพ่งที่ครอบครัวน้องเมยฟ้องร้องกระทรวงกลาโหม และกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและความรับผิด ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้กระทรวงกลาโหมชดใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่ครอบครัวตัญกาญจน์

ต่อมา วันที่ 22 ก.ค. 68 ศาลทหารสูงสุด มีคำพิพากษาชั้นฎีกา ว่า ให้ยืนตามศาลชั้นอุทธรณ์ จำเลยมีความผิดทำร้ายร่างกาย ทำโทษโดยฝ่าฝืนคำสั่งกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทันทีนั้น ศาลเห็นว่า ด้วยอายุจำเลย ไม่เคยได้รับโทษ การจะลงโทษจำเลยไป ก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัว รับราชการ รับใช้ชาติต่อไป จะเป็นประโยชน์มากกว่า โทษจำคุกรุ่นพี่ 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี

อย่างไรก็ตาม กรณีตัวอย่างที่สังคมไม่ควรลืม แม้จะผ่านมาแล้วหลายปี คดีน้องเมยยังคงเป็นเครื่องเตือนใจสังคมไทย พร้อมย้ำถึงสิทธิของครอบครัวผู้เสียหายในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส การเสียชีวิตของน้องเมยไม่เพียงเป็นโศกนาฏกรรมของครอบครัวหนึ่งเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นจุดตั้งคำถามที่สำคัญถึงความปลอดภัยอีกด้วย

ขอบคุณรูปภาพ :Sukanya Tanyakan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...