แร่หายาก : สมรภูมิยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐ-จีน
คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้
แร่หายาก หรือ Rare Earth คือชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐกับจีน หลังจีนประกาศควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด แร่เหล่านี้คือหัวใจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน ไปจนถึงระบบอาวุธขั้นสูง การที่จีนกุมคอขวดนี้ไว้ ทำให้สหรัฐรับผลกระทบโดยตรง หลังคำสั่งควบคุมส่งออกของจีน Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐออกมากล่าวหาจีนว่าใช้แร่ธาตุเป็นอาวุธกดดันก่อนการพบกันของ Trump และ Xi พร้อมโจมตีการใช้นโยบายของจีนนี้ว่าเป็นท่าทีที่ “ไม่น่าไว้วางใจ” แต่บทวิเคราะห์จากทางฝั่งสหรัฐเองกลับยอมรับว่า ไพ่ของจีนใบนี้แท้จริงแล้วเป็นสหรัฐเองที่ส่งมอบให้จีน ด้วยการปล่อยให้จีนค่อย ๆ ผูกขาดอุตสาหกรรมนี้มาตั้งแต่ยุค 1990
โดยในอดีตที่ผ่านมาจีนไม่เคยปิดบังเป้าหมายของตัวเองไว้ ตั้งแต่เมื่อปี 1992 Deng Xiaoping ผู้นำจีนในตอนนั้นได้ประกาศพัฒนาอุตสาหกรรมแร่หายากในประเทศ และระบุว่าสำหรับจีน “แร่หายากก็คือ ‘น้ำมัน’ ของยุคใหม่” และในช่วงหลังจากนั้นไม่นานสหรัฐเองก็เป็นฝ่ายส่งมอบอุตสาหกรรมนี้ให้จีนเอง โดยคณะกรรมการการลงทุนจากต่างประเทศของสหรัฐ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี Clinton ได้เคยอนุมัติให้ General Motors ขายบริษัท Magnequench ซึ่งเป็นบริษัทในรัฐอินเดียนาที่ทำธุรกิจผลิตแม่เหล็กและแร่หายาก ซึ่งใช้ในฮาร์ดไดรฟ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบนำวิถีของเครื่องบินขับไล่ ให้กับกลุ่มทุนจีนที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลปักกิ่ง
ความจริงที่ว่าแม่เหล็กเหล่านี้มีสถานะเป็น “สินค้าสองทาง” ซึ่งหมายความว่าสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และการทหาร คือเหตุผลเดียวที่ทำให้ดีลนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ตอนนั้น แต่แล้วสุดท้ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐก็อนุมัติข้อตกลงดังกล่าว โดยอาศัยคำสัญญาจากฝ่ายจีน ว่าโรงงานจะยังคงตั้งอยู่ที่รัฐอินเดียนาต่อไป ทว่าคำสัญญานั้นไม่เคยเป็นจริง เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น โรงงานทั้งหมดในรัฐอินเดียนาก็ถูกปิดตัวลง เครื่องจักรและสายการผลิตทั้งหมดได้ถูกย้ายไปยังประเทศจีน
โดยที่จริงแล้วในอดีตสหรัฐเองก็เคยมีฐานการผลิตแร่หายากสำคัญที่เหมือง Mountain Pass ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ด้วยกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ต้นทุนที่สูง และขาดนโยบายสนับสนุนจากรัฐ ทำให้เหมืองต้องปิดตัวลงในปี 2002 แม้จะกลับมาเปิดอีกครั้งในปี 2012 แต่สหรัฐก็ไม่มีความสามารถถลุงและแปรรูปเองอีกต่อไป ต้องส่งวัตถุดิบไปจีนทั้งหมด
ส่วนทางฝั่งจีนเองได้ใช้กลยุทธ์ผสมผสานที่ตนเชี่ยวชาญ ทั้งการควบคุมจากภาครัฐ การกดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการสกัดให้ต่ำ การปล่อยสินเชื่อราคาถูก และการจำกัดการส่งออก เพื่อดึงอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญของโลกส่วนใหญ่มาอยู่ภายใต้อิทธิพลของตน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนใช้แร่หายากเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเมื่อปี 2010 จีนเคยหยุดส่งออกให้ญี่ปุ่นระหว่างเกิดข้อพิพาททางการทูต แม้ต่อมาจะถูก WTO สั่งให้ยุติมาตรการ แต่ในทางปฏิบัติ อุตสาหกรรมแร่หายากก็ได้ย้ายศูนย์กลางไปอยู่ในจีนเรียบร้อยแล้ว
หากเรามองผ่านไปยังเหตุการณ์ในอดีตที่จริง ถือว่าเรื่องน่าประหลาดใจที่สหรัฐใช้เวลานานกว่าจะเริ่ม “ตื่นรู้” ว่า Rare Earth คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของศตวรรษที่ 21
คำถามคือ ณ ปัจจุบันหลังจากที่สหรัฐรับรู้ถึงความจำเป็นของการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่หายากแล้ว เกมการใช้แร่หายากมาเป็นเครื่องมือต่อรองของทั้งสองชาติมหาอำนาจนี้จะจบลงอย่างไร ? คำตอบสั้น ๆ คือ “ไม่น่าจะจบลงง่าย ๆ” เพราะการส่งออกแร่หายากถือว่าไม่ใช่ข้อพิพาทเฉพาะหน้าธรรมดา แต่คือการแข่งขันเพื่อครองระบบนิเวศของเทคโนโลยีในอนาคต สหรัฐเองก็จะเดินหน้าสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ทั้งในประเทศและกับนอกประเทศกับชาติพันธมิตร ขณะที่จีนเองก็พยายามจะยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และควบรวมกิจการเพื่อทำให้ห่วงโซ่ของตัวเองเหนียวแน่นมากขึ้น
เราจึงจะเห็นสองแนวรบดำเนินควบคู่กันไป คือการตอบโต้ระยะสั้นด้วยมาตรการกีดกันการส่งออก และการขึ้นบัญชีดำของบริษัทต่าง ๆ โดยสหรัฐเองอาจจะจำต้องผ่อนปรนในการส่งออกชิปขั้นสูงของตัวเองไปให้จีน เพื่อแลกกับการได้นำเข้าแร่หายากในระยะสั้น ในขณะเดียวกันยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาวของทั้งสองชาติก็จะเกิดขึ้นควบคู่กันไปในการแข่งกันกัน เพื่อยึดฐานการผลิตแร่หายากของโลก
ในเชิงการลงทุน ราคาหุ้น Rare Earth ทั้งในสหรัฐ จีน และออสเตรเลีย พันธมิตรสำคัญของสหรัฐพุ่งขึ้นแรงตั้งแต่ต้นปี จากเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานทางเลือก ประกอบกับการควบคุมการผลิตของจีนซึ่งตอกย้ำชัดเจนว่าแร่เหล่านี้ไม่ใช่แค่ “สินค้าโภคภัณฑ์” แต่คือ “อำนาจต่อรองเชิงยุทธศาสตร์” ภาพระยะยาวจึงยังเอื้อให้กลุ่ม Rare Earth ได้รับประโยชน์มหาศาลจากการแย่งชิงอิทธิพลระหว่างสองมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาก็ “ดุดัน” ไม่แพ้ฉากต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์
นักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นกลุ่ม Rare Earth จึงสามารถคาดหวังผลตอบแทนได้สูง แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงได้สูงมาก ๆ เช่นกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แร่หายาก : สมรภูมิยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐ-จีน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net