โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

RUNECRAFT : รหัสลับนักสลักรูน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 11.34 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2566 เวลา 11.34 น. • tongfar
การตามหาความตื่นเต้นใหม่ๆ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ แม้ว่าจะเป็นในโลกจำลองที่ถูกสร้าง… ว่าแต่ใครที่สร้างเจ้าโลกนี้ขึ้นมานะ มนุษย์หรือว่าพระเจ้ากันแน่!? <ฉลองจบเรื่อง เปิดฟรี 1 ภาคครับ!>

ข้อมูลเบื้องต้น

SS1flows [Completed]

ในโลกของ Steam of Time ผู้เล่นจะรับบทบาทเสมือนเป็นบุคคลจากต่างโลก ที่ก้าวเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่กระแสธารแห่งกาลเวลานี้จะไหลไปในทิศทางใด ใครเล่าจะสามารถให้คำตอบได้…

SS2 flaws [Completed]

ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ผ่านกาลเวลามาอย่างไร้ตำหนิ ซึ่งตำหนิเหล่านั้นเองคือเสน่ห์ที่สรรค์สร้างความแตกต่าง แต่งเติมสีสันให้กับชีวิต

SS3 fake [Completed]

ความแตกต่างของจินตนาการกับความเป็นจริงคือ ความเป็นไปได้ที่ก้าวข้ามกรอบความคิด… กล่าวคือความเป็นจริงอาจเชื่อได้ยากกว่าจินตนาการ ที่แท้สิ่งใดจริงหรือลวงช่างยากจะตัดสิน

SS4 foul [On going]

กติกาเป็นพื้นฐานสากลที่ตั้งขึ้นมาให้ผู้คนปฏิบัติตาม… แต่ไม่มีกติกาใดในโลกที่จะบังคับคนทั้งโลกได้

(ลดราคา 15% ถึงวันที่ 15 ม.ค. 2566) (ลดราคา 15% ถึงวันที่ 15 ม.ค. 2566) (ลดราคา 15% ถึงวันที่ 15 ม.ค. 2566)
P.S. https://www.facebook.com/itongfar

SS1 FLOWS, Chapter 1 ความประทับใจแรกเริ่ม

SS1 FLOWS, Chapter 1

ความประทับใจแรกเริ่ม

ภายใต้แสงไฟนีออนที่เคลือบทับห้องประชุมขนาดใหญ่ มีนักศึกษานั่งประจำจนไม่เหลือที่ว่าง วิทยากรพิเศษบนเวทีกำลังพูดถึงประสบการณ์ในการทำงาน มีการถามตอบคำถามกันอย่างออกรสออกชาติ เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ ๆ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพูดของวิทยากรผู้นั้นได้เป็นอย่างดี…

มั้ง…

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”

ฟังเสียงหัวเราะของเพื่อนแล้ว เขากลับสงสารวิทยากรผู้มีฐานะเป็นรุ่นพี่คนหนึ่งขึ้นมาตงิด ๆ

ทำไมน่ะหรือ?

“เฮ้ย ๆ พวกแกเห็นข่าวนี้หรือยัง ทีม CYGs ประกาศวางมือจากเกม BLUEMOON ว่ะ”

นั่นคือบทสนทนาจากเพื่อนที่นั่งด้านข้าง มือซ้ายเลื่อนดูข่าวในโทรศัพท์มือถืออย่างคล่องแคล่ว ส่วนมือขวากำลังเล่นเกมมือถืออยู่

“ทีมRLD ก็วางมือจากScarlette เมื่อวานเอง” ชายหนุ่มผมย้อมสีทองนั่งใช้มือหนุนคอ ไหลตามสภาพเก้าอี้ที่เอียงลงจนสุด ใกล้เคียงกับคำว่านอนเต็มที

“เฮ้ย Highways ก็ไปด้วยเหรอนั่น!” นายคนเดิมร้องเสียงหลง ก่อนที่ห้องประชุมเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอีกรอบ และนายคนนี้ก็เออออหัวเราะตามเช่นเดิม “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ”

พวกเขาจองที่ด้านหลังสุดเอาไว้ได้ ด้วยชัยภูมิชั้นยอดนี้ทำให้สามารถมองเห็นสถานการณ์โดยรวมได้อย่างถนัดถนี่ เหลือบดูไปเรื่อยหูกลับได้ยินเสียงกรนดังแผ่ว ๆ มาจากมุมไหนสักแห่ง เสียงกลุ่มผู้หญิงคุยกันครื้นเครงเกี่ยวกับเรื่องแฟนหนุ่มที่พบกันผ่านทางแอพหาคู่ หรือคอนเสิร์ตที่กำลังจะจัดช่วงสิ้นเดือน ไม่ก็ชวนคุยเรื่องบุฟเฟ่ต์สุดคุ้มใกล้มหาวิทยาลัย ทำให้คนรอบ ๆ กลืนน้ำลายไปตาม ๆ กัน

พวกพนักงานมหาวิทยาลัยที่คอยดูสภาพอยู่ข้างหลังถึงกับส่ายหน้ากุมขมับ พนักงานเหล่านี้ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับนักศึกษาอยู่แล้วจึงไม่มีใครเกรงกลัวแต่แรก ยิ่งเรื่องที่จะนำความไปรายงานพวกอาจารย์ด้านหน้า ให้ทำลายบรรยากาศดี ๆ ตอนนี้ก็ไม่กล้า จึงต้องปล่อยเลยตามเลย

เละเทะอย่างที่เป็น…

“แสดงว่าทีม esports พวกนั้นเตรียมตัวลุยเกม Stream of Time เป็นความจริงสิ” นายคนเดิมยังคงอ่านข่าวให้พวกฟังอย่างต่อเนื่อง

“ก็ต้องจริงอยู่แล้ว SoT มันเกมระดับปรากฏการณ์ นักเล่นเกมคนไหนไม่อยากลองบ้าง” พ่อปลาไหลโบกมือหย็อย ๆ แล้วเริ่มหยิบหมวก VR ชนิดพกพามาเสียบกับโทรศัพท์ แล้วเริ่มเล่นเกมกับเขาบ้าง

“นี่แก… ถึงขั้นเตรียมแว่น VR มาเลยเหรอ? เตรียมพร้อมมากไปไหมวะ?” นายคนที่นั่งไถลโทรศัพท์อ่านข่าวเริ่มโอดครวญเมื่อเห็นสภาพเพื่อน

พวกที่อยู่สองถึงสามที่นั่งถัดไปหันมามองแล้วยักไหล่ “แกก็รู้จักไอ้นันดี ไม่บ้าจริงจะกล้าไปสมัครร่วมทีมอันดับหนึ่งของโลกอย่าง CYGs หรือไง?”

“แต่ตกรอบแรก”

“ยุ่งน่า!”

ใครสักคนเสริมขึ้นมา อีกฝ่ายประท้วงทันควัน บังเอิญเสียงหัวเราะครืนก็ดังขึ้นพอดิบพอดี

“ตอนนี้พวกแกเล่นเกมอะไรกัน?”

“Scamdia”

“หมายถึง Scadia หรือเปล่า?”

“เออ จะมีเกมไหนอีก ไอ้เกมกาชาสุดเกลือนั่น”

“ท่าจะโดนไปเยอะแล้วสิ เปิดมานานแล้วนี่”

“พอดู เปิดมาสิบกว่าวันเอง”

“ยุคนี้มันต้อง XAXA สิวะ เพิ่งเปิดเลยเนี่ย”

บทสนทนายังคงดำเนินต่อไปตามประสาพวกบ้าเกม แต่จะแปลกตรงไหนเมื่อพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันจากเกมออนไลน์ เล่นเข้าขากันจนตั้งทีมแข่งหลายรายการในช่วงมัธยม แล้วก็ตกรอบโดยอัตโนมัติทันทีที่เข้ารอบ 32 ทีม 64 ทีม

ทำไมน่ะหรือ…?

ก็เพราะสมาชิกทีมมีแค่หกคนตรงนี้ และสี่ในหกเรียนอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เด็ก ที่กลับมาเรียนมหาวิทยาลัยในไทยก็ด้วยเหตุผลว่า อยากมีสังคมในประเทศไทยเอาไว้สำหรับวางรากฐานธุรกิจในอนาคต

แน่นอนว่าเป็นข้ออ้างของเจ้าพวกนั้นทั้งสิ้น… ที่จริงพวกเขานัดกันเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันเพียงเพื่อที่จะได้เล่นเกมด้วยกัน และจะได้ไปแข่งในรายการที่สนใจได้ง่ายขึ้นก็เท่านั้น

ไม่นึกว่าหลังจากเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันได้ เขากลับเป็นคนที่ต้องเหินห่างออกมาทีละน้อย แต่บอกให้หาสมาชิกทีมทดแทนก็ไม่ยอมหา เครือข่ายทางธุรกิจอะไรก็ไม่ได้สร้างเพิ่มสักนิด ลงท้ายจึงเป็นแค่กลุ่มเด็กติดเกมในสายตาของคนอื่นไป

“พูดถึงStream of Time…” นันที่เอาหมวก VR ครอบศีรษะอยู่ เปิดประเด็นขึ้นทั้งที่กำลังกดกาชาสุดเกลือที่บ่นอยู่เมื่อสักครู่อย่างเมามัน

เกมในสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็ออกมาแนวนี้ทั้งนั้น ระบบเดิม ๆ ทำภาพให้สวยแตกต่างจากเกมอื่นนิดหน่อย เน้นโปรโมชั่นให้อัดเม็ดเงินเข้าไป มีกาชาให้สุ่มหาตัวละครหรือหาของเพื่อสร้างทีมให้เก่งขึ้นฉับพลัน ความสนุกอยู่ตรงการทำให้ความเก่งกาจพุ่งทะยานขึ้นไปอย่างรวดเร็ว พอถึงจุดหนึ่งการเติบโตนั้นก็เริ่มช้า ความน่าเบื่อก็ถาโถมจบที่เลิกเล่นอย่างรวดเร็ว

กล่าวคือยิ่งเติมเงินเยอะ ยิ่งตันไวและเลิกไว กลายเป็นโมเดลทางธุรกิจเกมออนไลน์มานับสิบปี

นันหันมาทางเขาที่มือไม่ได้จับโทรศัพท์เพื่อเล่นเกมอย่างใครเขา “แกจะมาเล่นด้วยกันใช่ไหม? ลินน์” คำพูดนั้นทำให้พรรคพวกทุกคนหยุดมือแล้วหันมาเป็นทางเดียวกัน

เกม SoT หรือ Stream of Time เป็นเกมที่ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ทั้งห้าของโลกร่วมมือกันสร้าง โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท IT ระดับโลกอีกนับไม่ถ้วน กลายเป็นหัวข้อข่าวใหญ่ไปทั่วทั้งโลกตั้งแต่ห้าปีก่อน

เพียง trailer แรกที่นำเสนอระบบการเชื่อมโยง VR เหมือนว่าผู้เล่นได้เข้าไปอยู่ในโลกนั้นจริง ก็สร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลกแล้ว หลังจากนั้นจึงมีรายละเอียดของเกมเปิดเผยตามมาทีละน้อย ๆ เวลานี้อย่าว่าแต่เหล่านักเล่นเกมเลยที่ให้ความสนใจ คนทั่วไปที่ไม่เล่นเกมยังติดตามข่าวคราวความเป็นไปอย่างใกล้ชิดด้วยซ้ำ

เขาถอนหายใจ “ขอดูก่อนแล้วกัน” คนที่รอฟังอยู่ถึงกับสบถ เพราะรู้ดีว่าประโยคแบบนี้ถือเป็นการปฏิเสธกลาย ๆ

พอดีเป็นจังหวะที่การบรรยายจบลง ผู้คนเริ่มลุกจากที่นั่ง เขาก็รอเวลานี้อยู่แล้วจึงโบกมือไหว ๆ เดินจากไปพร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า “ถ้าเริ่มช้าหน่อยพวกแกก็ช่วยแบกหน่อยแล้วกัน”

ถึงเขาจะพูดเล่นไปเรื่อย แต่พวกนั้นยังรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ

นอกจากนั้นยังได้ยินเสียงคุยกันแว่ว ๆ จากด้านหลัง “อย่าไปกดดันมันมากเลยน่า ก็รู้อยู่ว่าพ่อเจ้านั่นป่วยหนักจากการกรำงานหนักต้องเข้าโรงพยาบาล คุณแม่ก็มีโรคประจำตัว ไหนจะน้องสาวที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย ลินน์มันต้องทำงานพิเศษเพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้านน่ะ”

เห็นเพื่อนเข้าใจความจำเป็นของเขา ก็แอบพยักหน้ารับความหวังดีนั้นไว้เงียบ ๆ แต่เมื่อแอบเงี่ยหูฟังบทสนทนาหลังจากนั้นก็แทบหน้าคะมำ

“น้องสาวเจ้านั่นน่ารักสุด ๆ ขอบอก มันถึงคัดค้านไม่ให้น้องสาวทำงานพิเศษ แล้วให้ช่วยงานคุณแม่ที่บ้าน”

“จริงดิ แบบนี้ต้องหาเวลาไปเยี่ยมบ้าน เอาของฝากติดไม้ติดมือไปสักหน่อยแล้ว”

“เออ ๆ ไปนั่งเล่นเกมบ้านมันเลยดีกว่า!”

“เป็นความคิดที่ดี ไป ๆ”

ขอถอนคำพูด พวกเพื่อนเวร…

เขาสบถในใจก่อนจะรีบก้าวออกประตูไปอย่างรวดเร็ว

ลินน์เดินหลบเลี่ยงเหล่านักศึกษาที่เพิ่งกรูออกมาจากห้องประชุมพร้อม ๆ กัน พ้นประตูออกมาได้ก็เร่งฝีเท้าตรงรี่ไปทางรถไฟฟ้าที่เห็นอยู่ลิบ ๆ

ระหว่างเดินสวนทางเหล่านักศึกษาหลายกลุ่ม แต่ละคนมีโทรศัพท์มือถือประจำกายคนละเครื่องหรือสอง จึงไม่แปลกหากบทสนทนาเกี่ยวกับ Stream of Time จะแว่วเข้าหูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นข้อมูลเดิม ๆ อ่านวนกันนับสิบรอบ หรือคลิปเดิม ๆ ที่ดูวนกันเกินกว่าร้อยรอบ

ทว่าข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้บ่งบอกถึงรายละเอียดที่สำคัญของเกมแม้แต่น้อย ส่วนระบบ VR ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ก็ยังไม่ชัดเจน ยังไม่มีการนำมาใช้งานในวงการอื่น

ในฐานะของนักเล่นเกมคนหนึ่ง เขาเองก็สนใจในเกมดังกล่าวไม่แพ้ใคร แต่ด้วยสถานการณ์ของครอบครัวในปัจจุบัน เขาจึงไม่กล้าเทใจลงให้เกม SoT ค่อนข้างพยายามหลบเลี่ยงออกมาด้วยซ้ำ เพราะเกรงว่าหากหลวมตัวลงไปแล้วจะไม่สามารถถอนตัวได้…

สองปีก่อน… คุณพ่อล้มจากการทำงานหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล โดนสั่งห้ามทำงานหนักเพราะจะทำให้โรคหัวใจกำเริบ และการทำร้านอาหารนั้นเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในงานที่หนัก เพราะจะต้องตื่นมาตรวจสอบสต็อกสินค้า ตระเตรียมวัตถุดิบ ทำความสะอาดร้าน หมั่นเช็คเครื่องใช้ไฟฟ้าสำคัญอยู่เสมอ

พอลูกค้าเริ่มเข้าร้านก็ยังมีงานสารพัดรออยู่อีกมาก เริ่มตั้งแต่การต้อนรับ การรับออเดอร์ การทำอาหาร การเสิร์ฟ การจัดการเรื่องการเงิน การเก็บโต๊ะ และการส่งแขก

ยิ่งเป็นร้านขายดีที่ลูกค้ามาไม่ขาดสาย เรียกได้เวลาพักแทบไม่มี จนกระทั่งลูกค้าคนสุดท้ายเดินออกจากร้าน ก็ยังต้องทำความสะอาด เก็บกวาดกันอีกยกใหญ่จนถึงค่ำมืดดึกดื่น

นอกจากนั้นยังมีปัญหาการจ้างพนักงานในร้านที่จำเป็นต้องบริหารให้เหมาะสม เนื่องจากร้านของเขาเป็นเพียงร้านเล็ก ๆ คุณพ่อมีผู้ช่วยที่เชื่อใจได้เพียงไม่กี่คน พอล้มป่วยคุณพ่อรู้ดีว่าตนไม่สามารถเลี้ยงดูคนกลุ่มนั้นได้อีก จึงฝากฝังไว้กับร้านอื่นที่ตนรู้จัก

หากจะจ้างพนักงานใหม่ก็ต้องฝึกฝนพวกเขา แทนที่จะช่วยงานก็กลายเป็นการเพิ่มงานในช่วงแรก พอพนักงานพวกนั้นเริ่มเป็นงานก็เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น แอบไปสมัครงานที่อื่น จากไปดื้อ ๆ ก็บ่อย จึงเรียกได้ว่าเป็นงานที่ต้องทำแบบไม่จบไม่สิ้น

และแน่นอนว่าคุณแม่ไม่สามารถรับภาระอันหนักอึ้งเหล่านั้นเพียงลำพัง เขากับน้องสาวก็ยังเรียนอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจหยุดงานร้านไว้ก่อน แล้วหันมาทำอาหารกล่องแบบระบุจำนวนต่อวันแทน ถึงอย่างนั้นรายได้ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี

เขาส่ายหน้า ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน สายตามองออกนอกหน้าต่างรถไฟฟ้า ผ่านสวนสาธารณะมาก็เห็นตึกโทรม ๆ หน้าต่างฝุ่นจับหนาเตอะ บ่งบอกว่าใกล้ถึงสถานีที่หมาย

เจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นที่เขาทำงานอยู่ด้วยนี้เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของพ่อ จึงเสนอตัวเข้ามาช่วยตั้งแต่คุณพ่อล้มลงในคราวนั้น จากงานล้างจานพัฒนาเป็นเด็กเสิร์ฟ ก่อนจะเริ่มช่วยงานหลังร้าน ตระเตรียมวัตถุดิบ อาศัยครูพักลักจำ เรียนรู้วิธีการทำอาหาร การจัดการร้านมาก็เยอะ ที่สำคัญรายได้ก็แอบให้ในระดับเดียวกันกับพนักงานประจำ แม้ว่าเขายังเป็นนักศึกษาทำงานพาร์ทไทม์เท่านั้น

“เฮ้อ…” ลินน์ถอนหายใจยาว ทิ้งตัวลงนั่งที่บันไดปูนด้านหลังร้านเพื่อพักหายใจ ปลดผ้าขาวที่ผูกไว้ที่ศีรษะลงลงบนตัก เป็นเวลาสามทุ่มแล้ว…

เขาเงยหน้าขึ้นมอง แม้ท้องฟ้าจะมืด แต่ตัวเมืองโดยรอบยังสว่างไสวอย่างกับยังเป็นเวลากลางวัน ชีวิตในเมืองใหญ่ก็เป็นเช่นนี้

“เหนื่อยหน่อยนะวันนี้” คุณลุงร่างท้วมในชุดเชฟสีขาว เดินตามออกมาพร้อมหัวเราะร่า ใบหน้าแดงก่ำ ในมือมีขวดเหล้าที่กระดกไปแล้วเกือบครึ่งขวด

“ดูสุขภาพตัวเองหน่อยเถอะเชฟ อายุเยอะแล้วนา” ลินน์สวนกลับหน้ายุ่ง สำหรับเขาแล้ว ช่วงที่ผ่านมาลุงดอนก็ดูแลเขาราวกับเป็นพ่ออีกคนหนึ่ง และเขาก็ไม่อยากเห็นคนเป็นพ่อต้องล้มลงอีกครา…

“ยุ่งน่า” ลุงดอนตอบ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ “ที่บ้านเป็นไงบ้างล่ะ?” ลุงแกถามซื่อ ๆ เป็นการถามครั้งที่ 730 ตลอดเวลา 2 ปีที่มาที่นี่

พูดง่าย ๆ คือถามทุกวัน

“เรื่อย ๆ หมอบอกให้พ่อออกกำลังกายเบา ๆ อย่างต่อเนื่อง อาการก็ดีขึ้น… แล้วเห็นคุยกันว่า อาจจะขายร้านเพราะทำต่อไม่ไหว” ลินน์ตอบกลับ หดหู่ไม่น้อยที่ร้านเล็ก ๆ ซึ่งตนวิ่งเล่นมาตั้งแต่เด็กอาจต้องส่งต่อให้ผู้อื่นดูแล แต่ก็ยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล เพราะปล่อยไว้ก็เป็นเพียงภาระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลอุปกรณ์เครื่องใช้ การทำความสะอาด การตรวจสอบคุณภาพร้านอาหารให้ได้มาตรฐาน มูลค่าก็มีแต่จะตกลงทุกวัน ๆ

“ก็ดีแล้วนี่ จบไปแกก็คงไม่คิดสืบทอดร้านต่อหรอกใช่ไหม?” ลุงดอนถามต่อเหมือนอ่านใจออก

“คงทำนองนั้น” เขาก็ไม่คิดโกหก ที่มาทำอยู่ร้านนี่ก็เพราะความจำเป็นเท่านั้น

“เออ แล้วหลังจากนี้อีก 6 เดือนแกจะทำไงต่อ?” ลุงดอนเกาหน้าแกรก ๆ เหล่ด้วยความเป็นห่วง “หมายถึงข้าจะย้ายไปอยู่อเมริกาแล้วนา จะให้หาร้านให้ไหม?”

ลินน์ฟังแล้วก็ยิ้มกริ่ม “ลุงห่วงตัวเองเถอะ ปิดร้านกลับไปนอนได้แล้วมั้ง”

“บ๊ะ ไอ้เด็กปากเสียนี่” ลุงดอนสบถเอื้อมมือไปคว้าขวดเหล้าที่วางไว้ แต่กลับไม่ทัน โดนลินน์แย่งขวดเหล้าเจ้ากรรมไปต่อหน้าต่อตา ก่อนจะรี่เข้าร้านไปอย่างรวดเร็ว “เฮ้ย ไอ้เด็กบ้า เอาชีวิตข้าคืนมาโว้ย!” ลุงแกตั้งสติได้ก็โวยลั่น ลุกขึ้นเปิดประตู วิ่งตามเข้าร้านไปติด ๆ

นี่เป็นชีวิตประจำวันแสนธรรมดาของเขาตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา และจะดำเนินต่อไปเช่นนี้อีกหกเดือน

วันเวลาไหลเวียนไปโดยไม่รอใคร ระหว่างที่เขากำลังยุ่งอยู่กับการเรียนและทำงานเสริมอยู่นั้น Stream of Time ก็เปิดเซิร์ฟเวอร์อย่างเป็นทางการ กลายเป็นหัวข้อการสนทนาอย่างกว้างขวาง ชนิดที่ไปทางไหนก็มีแต่คนแชร์ประสบการณ์ออนไลน์ครั้งแรกในดินแดน‘TERRAVIA’

เวลา 6 เดือนไม่ทำให้กระแสของ SoT นอกจากตกลง หากโหมกระแสแรงขึ้นทุกขณะ จากเริ่มต้นที่มีประชากรของประเทศไทยเล่นเพียง 10% ปัจจุบันมีผู้เล่นมากถึง 23% ของประชากรทั้งหมด

ขณะนี้… ลินน์และครอบครัว ยืนโบกมือไหว ๆ ให้ลุงดอนผู้ที่คอยสนับสนุนพวกเขามาตลอดสองปีครึ่ง

คุณลุงร่างท้วมหันกลับมาโบกมือตอบหลังจากเดินเข้าไปในเกตสนามบินด้วยหน้าตาแดงก่ำ น้ำตาไหลพราก พร้อมตะโกนเสียงดังอย่างกับตอนอยู่ในห้องครัว ทว่าเนื้อความกลับเต็มไปด้วยความห่วงใย “รักษาตัวด้วย ไอ้ลินน์!”

ทั้งที่ตนเองต้องเดินทางไปอาศัยอยู่ต่างประเทศที่มีสภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมที่แตกต่าง ด้วยอายุปูนนี้ น่าเป็นห่วงกว่าแท้ ๆ

พวกเขารอจนกระทั่งดอนเดินหายลับตาไปกับฝูงชนที่เนืองแน่น หยุดยืนกันเงียบ ๆ จนกระทั่งพ่อตบบ่าเขาเบา ๆ มองด้วยสีหน้ากังวล

สมัยก่อน คุณพ่อเป็นเชฟขึ้นชื่อ มีประสบการณ์ทำงานในโรงแรมระดับห้าดาวมาแล้ว และตัดสินใจลาออกมาเปิดร้านของตนเองเพราะอยากอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว พ่อที่คุ้นตาเขาคือชายผู้เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น แต่หลังจากล้มลงคราวนั้นบุคคลที่เปี่ยมไปด้วยพลังบวกคนนั้นก็เปลี่ยนไป…

“กลับกันเถอะ ลินน์” คุณพ่อพูดเสียงค่อย เขาชำเลืองคุณแม่กับน้องสาวเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับคำ

ขณะขับรถญี่ปุ่นคันเก่ากลับบ้าน บรรยากาศในรถออกเหงา ๆ ทุกคนนิ่งเงียบไม่พูดจา ราวกับถูกกลืนกินไปกับฟ้ามืดด้านนอก ลินน์รู้ดีว่าที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะตนเอง เขาสัมผัสได้ถึงสายตาของทุกคนที่จ้องมาอย่างตึงเครียด ชวนให้เกร็งไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้

เขาเร่งแอร์รถให้แรงขึ้น หวังจะผ่อนคลายบรรยากาศอันหนักอึ้งลงได้บ้าง… แต่แน่นอนว่าแอร์ไม่สามารถช่วยอะไรได้ในภาวะเช่นนี้

“ไหง… ทำหน้าหดหู่กันขนาดนั้นล่ะครับ?” ในที่สุดเขาก็อดไม่ได้ ถามออกไปตรง ๆ

ได้ผล เมื่อบรรยากาศโดยรวมดูเบาบางลงบ้าง

“ทุกคนเขาเป็นห่วงพี่น่ะสิ” น้องสาวพูดความในใจดื้อ ๆ

“ห่วงพี่นี่นะ ทำไม?” เขายักไหล่ สายตาเหลือบมองน้องสาวทางกระจกหลัง

น้องสาวของเขายังอยู่มัธยมปลาย แต่ทั้งหน้าตา รูปร่าง การแต่งตัวเรียกได้ว่าอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยเต็มตัว นับเป็นสาวน่ารักที่ใครเห็นก็ต้องหลง ไม่เว้นแม้แต่พวกบ้าเกมอย่างเพื่อนของเขา… จะมีก็แต่เสียงแหวตอนไม่พอใจเท่านั้นที่แสบแก้วหู ชวนให้หงุดหงิดได้ไม่ยากนัก

“ลินน์ แม่รู้ว่าเราทำงานหนักเพื่อช่วยเรื่องรายจ่ายในครอบครัวมาตลอด…” คุณแม่เว้นคำพูดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “แต่… ลูกก็ยังเรียนไม่จบ ทำงานได้แค่พาร์ทไทม์ หากไปทำงานร้านอื่นอาจโดนกดราคาค่าแรงลง พวกเราก็ไม่ได้ลำบากจนต้องผลักดันลูกให้ทำงานหามรุ่งหามค่ำขนาดนั้น…”

“อ๋อ ถ้าเป็นเรื่องนั้นผมกะว่าจะหยุดทำงานพิเศษหลังจากลุงดอนไปอเมริกาอยู่แล้ว อีกอย่างผมก็ใกล้จะขึ้นปีสาม หลังจากนี้อาจต้องออกไปฝึกงานตามสำนักทนายบ้าง ทำงานร้านอาหารไม่ไหวหรอก” ลินน์ชำเลืองทางคุณแม่ที่นั่งข้างน้องสาวบ้าง คุณแม่มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย

คุณพ่อหัวเราะแห้ง ๆ “ดีแล้วที่แกคิดอย่างนั้น พ่อวานเพื่อนให้ช่วยขายร้านแล้วไม่ต้องให้แกมานั่งอดหลับอดนอนทำงานหนักหรอก”

เป็นลินน์ที่หน้ายุ่งขึ้นมาฉับพลัน “นี่พ่อประกาศขายไปแล้วเหรอ? รอมาขนาดนี้ยกเลิกก่อนดีกว่าไหม? ร้านเราทำเลนับว่าดี ได้ยินว่ามีบริษัทใหญ่มาเปิดใกล้ ๆ สักพักราคาคงขึ้นอีกแน่ ๆ”

“แต่ว่า ถ้าทำอย่างนั้น…” คุณแม่พูดอ้อมแอ้ม เหมือนไม่กล้าพูดต่อ

ลินน์ต้องถอนหายใจอีกรอบ หยิบโทรศัพท์ของตนปลดล็อคด้วยนิ้วมือ แล้วโยนกลับไปให้น้องสาว “เปิดแอพ TradTrade ดูสิ แล้วลองดูเงินในบัญชี”

น้องสาวขมวดคิ้ว ก่อนจะลองทำตาม สักพักก็เหงื่อตก มือสั่นระริก “พี่ลินน์!” เธอตะโกนลั่นรถ “นี่พี่ไปทำอะไรมา? ขายไตเหรอ? สารภาพมานะ!”

“นี่แกจะบ้าหรือไง ยัยลันน์ เห็นพี่เป็นคนยังไงวะ!” ลินน์รู้สึกเจ็บจี๊ดที่หู โวยกลับบ้าง

คุณแม่แปลกใจเลยชะเง้อมอง ก่อนจะเอามือปิดปากอุทาน “ตายจริง!”

“เดี๋ยวนั่นดูอะไรกัน?” คนเป็นพ่อเริ่มอยู่ไม่สุข แล้วก็ตาค้างไปอีกคนเมื่อน้องสาวยื่นโทรศัพท์มาให้ “นี่มัน… แกหาเงินพวกนี้มาได้ไง? อย่าบอกนะว่าไปแฮคบัญชีธนาคาร!?”

ลินน์ถึงกับตบหน้าผากที่ปวดจี๊ด ๆ ของตน ฟันขบกรอด อยากรู้นักว่าในสายตาคนอื่นเขาเป็นคนอย่างไรกันแน่ ขนาดครอบครัวยังมองติดลบขนาดนี้

“ตั้งแต่พ่อล้มในคราวนั้น ผมตัดสินใจขายไอดีเกมทั้งหมดของตัวเอง แล้วก็เอาไปซื้อหุ้นบริษัท FLOW ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนสร้างเกม Stream of Time น่ะสิ”

“อะไรนะ…?” คนเป็นพ่อเหมือนยังตามสถานการณ์ไม่ค่อยทันนัก

“ช่วงแรกเริ่ม เกม Stream of Time ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แม้แต่ผู้ถือหุ้นเองยังมีข้อมูลจำกัด ราคาหุ้นของบริษัทจึงค่อนข้างต่ำ ทุนเริ่มต้นผมแค่สองแสนเอง ถ้าให้เอาเงินที่ขายไอดีเกมเก่า ๆ พวกนั้นมาใช้ แป๊บเดียวก็หมดแล้วใช่ไหมล่ะ?” ลินน์อธิบาย

“แกไปทำงานพิเศษเพราะไม่อยากใช้เงินส่วนนั้น… เหรอ?” คุณพ่อเพิ่งจะร้องอ๋อ

“ใช่สิ ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องเหนือบ่ากว่าแรงนัก ยิ่งได้ทำงานร้านลุงดอน เงินเหลือก็โยนลงหุ้น FLOW ไปเรื่อย ๆ จนมาถึงตอนนี้ มีเงินเก็บร่วมยี่สิบล้าน เกินคาดไปมาก… แต่ผมก็ยังไม่คิดจะขายอยู่ดี รู้ไหมว่าเมื่อเดือนก่อนบริษัทจ่ายเงินปันผลครั้งแรกตั้งแต่ตั้งบริษัท ให้ผู้ถือหุ้นตั้ง 4% แน่ะ เหล่านักลงทุนทั่วโลกเห็น% ปันผลเท่านี้คงรีบเข้ามาตะครุบกันอีก ราคาจะดีดไปขนาดไหนนะ? ฮะ ๆ ๆ” ลินน์อธิบายไปหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี

“แล้วที่ลูกกลับบ้านมาก็ทำหน้าอ่อนล้าตลอดเวลานั่นล่ะ…?” คุณแม่เปิดปากถามบ้าง

“ผมทำหน้าอย่างนั้นเหรอ…?” ลินน์เลิกคิ้วมองผ่านกระจกหลังด้วยความแปลกใจ “แต่ก็อาจจะใช่ ผมกลั้นใจไม่เล่นเกมมาตั้งนานแล้ว เพื่อนก็ชวนอยู่ได้ทุกวัน”

“ช่วงที่ Stream of Time เปิด มีข่าวผู้เล่นทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เห็นพี่ไม่สนใจ นึกว่าจะเลิกเล่นเกม…” คราวนี้เป็นคุณน้องถามขึ้นบ้าง

“ไม่มีทาง พี่แค่หาทางจะเล่นเกมโดยไม่ต้องใส่ใจเรื่องอื่นเท่านั้น” ลินน์ยืนยันหนักแน่น ก่อนจะหันไปทางคุณพ่อที่นั่งข้าง ๆ “พ่อไม่ต้องห่วงเรื่องอดหลับอดนอนหรอก เพราะมันเป็นนิสัยผมที่ต้องเล่นเกมยันดึก ๆ ดื่น ๆ ก่อนนอนน่ะ” ว่าแล้วก็หัวเราะร่วนอย่างสบายใจอีกครา จนคนอื่นปวดหัวตึ้บ ๆ แทนกันหมด แต่บรรยากาศโดยรถก็นับว่าผ่อนคลายลงมาก

ลินน์เห็นน้องสาวเริ่มยิ้มออก แม้ปากจะพูดบ่นไปเรื่อย… รอยตีนกาบนใบหน้าของพ่อแม่ก็คลายลงเล็กน้อย แม้ยังถอนหายใจกันอีกคนละชุดสองชุด

เขาแบบมือขอโทรศัพท์คืนจากน้อง แล้วกดคำสั่งเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องเสียงของรถ พลันเพลงบรรเลงของเกมสมัยเก่าก็แว่วเข้าหู

นี่เป็นเพลงแบบที่เขาชอบที่สุด… เพราะมันทำให้สามารถดื่มด่ำไปกับเกมได้ แม้จะไม่ได้อยู่ในเกม…

รถคันเก่าพุ่งทะยานไปบนทางหลวงอย่างเงียบงันในลักษณะนี้ เนื่องจากสภาวะการจราจรคล่องตัว พวกเขากลับถึงคอนโดที่พักกันเกือบสองทุ่ม นับว่าเร็วกว่าที่คิด

สิ่งแรกที่ลินน์ทำหลังจากเข้าห้องของตนเองคือหยุดยืนมองสภาพห้องที่ยังเรียบร้อยทุกซอกทุกมุม… เพราะที่ผ่านมา กลับมาถึงก็เหนื่อยจนต้องรีบอาบน้ำเข้านอนทันที เช้ามาก็ต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อพาน้องสาวไปซื้อวัตถุดิบทำข้าวกล่องที่ขาดเหลือ สายหน่อยก็เข้ามหาวิทยาลัย…

ชีวิตประจำวันที่เข้มงวดทำให้ร่างกายอ่อนล้าเหลือประมาณ… แต่ก็นับว่าได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าที่ต้องการตอนแรกมากนัก

เขาย่อตัวลงข้างที่นอน ก่อนจะลากกล่องอุปกรณ์ VR รุ่นพิเศษสำหรับเล่น Stream of Time ที่บริษัท FLOW ส่งให้ผู้ถือหุ้นทุกคนเมื่อหกเดือนก่อน

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า ขณะที่มือของเขาบรรจงแกะพลาสติกหุ้มออกอย่างระมัดระวัง สิ่งที่อยู่ภายในนั้นคือหมวก VR สีดำคาดแดง มีตราบริษัทติดที่กรอบฝั่งซ้ายและคู่มือการใช้งาน

สำหรับคู่มือการใช้งานนั้นเป็นสิ่งที่เขาเมินโดยสิ้นเชิง เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาก็ได้อ่านข้อมูลของอุปกรณ์มาโดยตลอดอยู่แล้ว

เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาเชื่อมต่อหมวกเข้าด้วยกันด้วยสาย USB ก่อนจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แล้วเริ่ม install แอพลิเคชั่นสำหรับเชื่อมโยงข้อมูล เห็นตัวเลขเริ่มวิ่งเริ่มจาก 1% ก็ดีดนิ้ว เพราะนั่นคือเครื่องหมายว่าเครื่องกำลังทำงาน จึงวางมันไว้บนโต๊ะ แล้วหันไปเปิดเครื่องปรับอากาศ

“ปล่อยให้รอมา 6 เดือน ให้รอต่ออีกครึ่งชั่วโมงคงไม่ต่างกันมั้ง” เขาพูดกับตัวเองก่อนจะหยิบผ้าขนหนูขึ้นพาดบ่า เดินเข้าห้องอาบน้ำไป

เนื่องจาก Stream of Time เป็นการร่วมมือกันของบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ทั้งห้าของโลก ย่อมไม่มีใครอยากเสียเปรียบใคร กฎข้อแรกในการร่วมมือกันพัฒนาคือ SoT ต้องเป็นเกมที่สามารถเล่นแบบ Cross Platform ได้ หรือก็คืือจะเล่นด้วยเครื่องเล่นชนิดใดก็ได้ ซึ่งรวมถึงโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แต่ความสามารถในการเล่นก็จะลดหย่อนกันไปตามศักยภาพของเครื่องนั้น ๆ แต่หากใครต้องการสัมผัสกับประสบการณ์ภายในโลกของ Stream of Time อย่างเต็มรูปแบบจริง ก็ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษจากทางบริษัทเท่านั้น

อุปกรณ์ที่ว่าคือ มีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า VRss ซึ่งเจ้า VRss นี้ก็มีด้วยกันสองโหมดด้วยกัน หนึ่งคือระบบ VR พื้นฐาน ผู้เล่นยังคงตื่นอยู่ เครื่องเล่นจะ scan การเคลื่อนไหวของผู้เล่นในโลกความจริงแล้วนำไปแสดงในโลกของ SoT เป็นโหมดที่เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการเล่นเกมไป ออกกำลังกายไป… เพราะมันเหนื่อยมาก…!

นี่เป็นคำแนะนำของผู้ที่เล่นมาก่อนได้รีวิวไว้ในเว็บไซต์ต่าง ๆ

จะว่าไปก็เป็นโหมดที่น่าสนใจ เขาก็เคยเล่นเกม VR มาหลายเกม ส่วนใหญ่นั้น ระบบการเคลื่อนไหวก็ยังติด ๆ ขัด ๆ ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก สุดท้ายก็ต้องกลับไปเล่นระบบเดิม ๆ กันอยู่ดี แต่มันไม่เหมาะกับเขาที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ และเตรียมจะเข้านอนแน่ ๆ

สำหรับโหมดที่สอง นับเป็นนวัตกรรมใหม่โดยแท้จริง เพราะเป็นการเชื่อมโยงประสาทรับรู้ของมนุษย์ให้เข้าไปโลดแล่นในเกมได้ ประหนึ่งได้รับชีวิตใหม่ในดินแดน TERRAVIA เขาเองก็ได้อ่านประสบการณ์ความประทับใจของคนอื่นมามาก แต่ก็ต้องกลั้นใจเอาไว้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

เวลานี้แม้จะอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แต่หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นทุกขณะที่ได้สัมผัสกับอุปกรณ์ VRss ด้วยมือสั่น ๆ ของตน

สำหรับโหมดนี้มีผู้รีวิวเอาไว้ว่าเครื่อง VRss จะทำการฉายภาพเพื่อดึงความสนใจของเราไว้ในระหว่างเชื่อมโยงจิตใต้สำนึก ในครั้งแรกนั้นอาจใช้เวลาค่อนข้างนาน ก่อนจะสะกดจิตผู้เล่นให้เข้าสู่ภาวะ Lucid Dream ที่ผู้เล่นรู้สึกตัวในความฝัน แต่กระจ่างชัดยิ่งกว่า

ลินน์กลืนน้ำลายหยิบเจ้าหมวกนั่นสวมเข้าศีรษะของตนแล้วทิ้งตัวลงนอน จากนั้นโลกทั้งโลกก็มืดสนิทลง มีจุดแสงสีแดง ส้ม ม่วง กะพริบในระยะสายตาสลับกันไป จากนั้นก็ค่อย ๆ รวดเร็วขึ้นจนสายตาเริ่มตามไม่ทัน เขาเริ่มรู้สึกเหมือนร่างกายหน่วง ๆ แล้วค่อย ๆ ดำดิ่งสู่ความมืดอย่างช้า ๆ

สักพักจึงมีเสียงดนตรีเบา ๆ เปิดคลอชวนให้เงี่ยหูฟัง จากความมืดบอด ประสาทสัมผัสของเขาก็ค่อย ๆ กระจ่างชัดขึ้นทีละอย่างสองอย่าง ในที่สุดก็รู้สึกว่าเท้าสัมผัสลงสู่พื้น

พลันจุดที่สัมผัสนั้นก็สว่างวาบขึ้น กลืนกินความมืดทั้งหมดเอาไว้ สายลมหอบใหญ่พัดโชยพากลิ่นหอมของที่ไม่สามารถระบุลอยมาเตะจมูก ด้านหน้าของเขามีวงกลมเล็ก ๆ หมุนอยู่คล้ายหน้าโหลดของคอมพิวเตอร์ ด้านหลังเขียนว่า

‘เชื่อมต่อสำเร็จ 89%’

และกำลังวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเต็ม 100%

‘ยืนยันผู้เล่น รหัสประจำตัว 111424522zy’

‘สภาวะความพร้อมของร่างกาย 97%’

‘สภาวะความพร้อมของจิตใจ 99%’

Code: ALL GREEN

หลังจากนั้นตัวหนังสือทั้งหมดก็หายไป เขาพบว่าตนเองยืนอยู่บนทางเดินสีขาว เบื้องหน้ามีหญิงสาวผมสีทองยาวประบ่า สวมชุดสีขาวสะอาดยืนยิ้มให้

“ยินดีต้อนรับ แขกผู้มีเกียรติที่ร่วมทุนกับ FLOW เรามีของสมนาคุณเล็กน้อย ตอบแทนแด่ท่านผู้ไว้ใจเราอย่างถึงที่สุด” เธอกล่าวเป็นภาษาไทย แต่น้ำเสียงเหมือนหุ่นยนต์ เขารับรู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวตรงหน้าของเขาคือ NPC หรือก็คือตัวละครในเกมนั่นเอง

ลินน์ยิ้มรับ “อะไรกัน? มีของแจกสำหรับผู้ถือหุ้นด้วยหรือนี่ เยี่ยมไปเลย” เขาตื่นเต้นจริง ๆ ไม่นึกว่าจะได้รับสิทธิพิเศษตั้งแต่เข้าเกมครั้งแรกเช่นนี้

“ใช่ค่ะ คุณลินน์ ในดินแดนของ TERRAVIA นี้ ผู้เล่นสามารถมีสิทธิในที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างได้ ขึ้นกับความสำเร็จของเหล่าผู้เล่นเอง แต่สำหรับเหล่าผู้ถือหุ้นของ FLOW เราให้สิทธิในการจองที่ดินในเกาะเริ่มต้นได้อย่างอิสระ นอกจากนั้นสำหรับผู้ถือหุ้นเกินกว่าหนึ่งปีขึ้นไป เราจักขอมอบบัตร‘Home Sweet’ ให้อีกด้วย” เธอยังคงอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“บัตรHome Sweet คืออะไร?” ลินน์ถามต่อด้วยความใคร่รู้

NPC สาวปิดปากหัวเราะอย่างน่ารัก “คือบัตรที่คุณลินน์สามารถนำไปยื่นให้ช่างไม้ทุกที่ในโลก เพื่อเรียกให้ไปก่อสร้างบ้านพื้นฐานบนที่ดินของคุณได้” ลินแทบจะกระโดดเมื่อฟังจบ

ที่ดิน…? บ้าน…?

แค่ฟังก็รู้แล้วว่าแพง… ตีเป็นเงินในเกมต้องแพงแน่ ๆ!!

“แล้วผมจะรับสิทธินั้นได้อย่างไร?” เขาถามต่อ

“เรื่องนี้ง่ายมากค่ะ เราได้ส่งมอบของสัมมนาคุณเหล่านั้นไว้ในช่องเก็บของแล้ว” NPC สาวพูดเสียงใส ก่อนจะแปลกใจที่ลินน์ใช้นิ้ววาดรูปสี่เหลี่ยมกลางอากาศ เป็นสัญลักษณ์ของการเปิดช่องเก็บของอย่างคล่องแคล่วก็แปลกใจ “เหมือนงานแนะนำข้อมูลพื้นฐานของฉันจะไม่จำเป็นเท่าไหร่สินะคะ”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ” ลินน์หัวเราะแหะ ๆ เมื่อเห็นบัตรรับสิทธิพิเศษทั้งสองชนิดอยู่ในกล่องเก็บของเรียบร้อยก็ปิดไปก่อน หันมาขยับร่างกาย เดินไปเดินมา หันซ้ายหันขวา

NPC สาวเห็นเข้าก็พึงพอใจ “สมแล้วค่ะที่สามารถเชื่อมต่อระบบได้ 100% เต็ม มีคนไม่มากหรอกนะคะที่สามารถทำได้จากการปรับจูนครั้งแรก” NPC สาวพูดพลางเริ่มเดิน

“เอ๋ ปรกติไม่ 100% ก็เข้ามาเล่นได้เหรอ?” ลินน์เห็นเช่นนั้นก็เดินตามไปบ้าง

“ค่าเฉลี่ยพื้นฐานคือ 95% ค่ะ แต่เพียง 90% ก็สามารถเข้าสู่โลกของ SoT ได้แล้ว หากคุณผู้เล่นต้องการการเชื่อมต่อที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็สามารถไปพบทีมงานที่สาขาใดก็ได้ แต่เรื่องดังว่าไม่จำเป็นสำหรับคุณลินน์ค่ะ” หญิงสาวตอบทุกคำถามอย่างละเอียดยิบ

ลินน์พยักหน้าหงึก ๆ แสดงการรับรู้ หลังจากนั้นเขาเพียงเดินตามไปเงียบ ๆ สักพัก NPC สาวก็เริ่มออกตัววิ่งให้เขาวิ่งตาม มีสิ่งกีดขวางให้หลบเลี่ยงเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหากับเขาแม้แต่น้อย เข้าใจว่ามันคงเป็นระบบฝึกหัดของเกม ตลอดชีวิตการเล่นเกม เขาพบสถานการณ์แบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน

เพียงครู่เดียว พวกเขาก็วิ่งมาถึงปลายทางของถนนเส้นเล็ก สิ่งที่รออยู่คือวงเวทสีเงินที่วาดลงบนพื้นหินสีเทา มันส่องแสงจาง ๆ ขึ้นจากพื้น

“จากนี้คือเส้นทางที่จะนำพาคุณลินน์ไปสู่ METRA เมืองที่เชื่อมโยงระหว่างความฝันและความจริงเอาไว้…” NPC สาวพูดแล้วยิ้มหวานให้ “ขอให้เดินทางโดยปลอดภัยนะคะ”

ลินน์หยุดกลืนน้ำลายอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกได้ว่าหัวใจของตนเองกำลังเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ หันไปสบตาสาว NPC ที่ยืนอยู่ด้านข้าง… เธอยังยิ้มรับรอส่งเขาด้วยสีหน้าเป็นมิตร

“ขอบคุณนะ แล้วพบกันใหม่” ลินน์พูดด้วยน้ำเสียงประหม่าก่อนจะเดินเข้าวงเวทไป

หญิงสาวปิดปากหัวเราะคิกคัก ก่อนจะโบกมือไหว ๆ “คุณไม่อยากเจอมิลลี่บ่อยนักหรอกค่ะ เพราะจะเจออีกครั้งคือคุณโดนแบนเท่านั้น”

“ห๊ะ…!” ลินน์หุบยิ้มลงเป็นครั้งแรก อ้าปากจะพูดต่อแต่ก็ไม่ทัน มือที่เอื้อมไปข้างหน้าขณะเท้าไม่ติดพื้นทำให้เสียสมดุลย์และล้มลงหน้าทิ่มกับพื้นดิน

ตัวเลข 1 สีแดงเด้งขึ้นบนศีรษะ หลอด HP กะพริบเตือนเป็นเชิงบอกให้ระมัดระวัง… เขาไม่นึกว่าแค่หกล้ม HP ก็ลดได้ด้วย!

ตริ๊ง!

เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมเครื่องหมายตกใจตรงหน้า จากนั้นจึงมีตัวหนังสือปรากฏ

‘ยินดีต้อนรับสู่ METRA ดินแดนของผู้เริ่มต้น’

‘คุณลินน์ ได้รับสิทธิพิเศษในการจับจองพื้นที่ของ METRA’

‘ได้รับภารกิจ: ที่ดินผืนแรก ผู้เล่นสามารถติดต่อผู้ใหญ่บ้านของเมือง METRA เพื่อขอรับที่ดินสำหรับผู้บุกเบิก’

‘ได้รับ achievement ที่ดินผืนแรก’

แค่หน้าสัมผัสพื้นทีเดียว แจ้งเตือนก็โผล่พรวดขึ้นมาขนาดนี้…

ลินน์ยันตัวลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ เงยหน้าขึ้นจากพื้นดิน… ไล่ขึ้นมายังต้นหญ้าใกล้เคียง… ก้อนหิน… พุ่มไม้… และป้ายด้านหน้าเมือง METRA เหงื่อเม็ดเป้งก็ผุดขึ้นที่ไรผม

นี่น่ะหรือสมนาคุณพิเศษของผู้ถือหุ้น…?

เพราะเขามองไม่เห็นที่ว่างในเมืองสักนิด สิ่งเดียวที่เห็นคือบ้านหลังน้อยอย่างกับกด copy แล้วก็paste วางเรียงกันจนละลานตา

เขาคิดออกเพียงคำเดียวที่สามารถบรรยายภาพตรงหน้าได้อย่างกระจ่างชัด…

“สลัมชัด ๆ”

นี่น่ะหรือคือความประทับใจแรกเริ่มที่ลือกัน…

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

*กาชา เป็นคำย่อจากคำว่า Gashapon ของญี่ปุ่น หมายถึงการสุ่มหาของ หรือ ตัวละครต่าง ๆ

*เกลือ/เค็ม หรือก็คือ 'งก' เปิดกาชาเกลือ หมายถึง สุ่มไปไม่ได้ผลที่น่าพึงพอใจอย่างรุนแรง

*Scam มีความหมายว่าหลอกลวง สำหรับคนเล่นเกมในปัจจุบันจำนวนหนึ่ง เป็นคำที่ชอบเอามาแผลงเรียกชื่อเกมที่งกหนัก ๆ โอกาสสุ่มได้ตัวละครหรือของต่ำเตี้ยติดดินจนผู้เล่นต้องเติมเงินเข้าไปสู้หากต้องการ… แต่… ใช่ว่าเติมไปแล้วจะได้ของที่ต้องการอยู่ดี บางคนต้องรูดการ์ดกันเป็นหมื่นเป็นแสนเพื่อให้ได้มา

*VR ย่อมาจาก Virtual Reality หรือโลกเสมือนนั่นเอง ปัจจุบันก็มีเกมที่พยายามพัฒนาระบบนี้อยู่บ้าง แต่ก็ยังห่างไกลกับจินตนาการที่คาดหวังกัน

***คำเตือน ในเรื่องนี้ลินน์ซื้อหุ้นจนได้กำไรมหาศาลก็จริงอยู่ แต่ว่าในความเป็นจริงไม่ได้มีบริษัทในอุดมคติอย่างในเรื่องครับ ส่วนรายละเอียดหรือแง่คิดต่าง ๆ จะอธิบายต่อในบทถัด ๆ ไปน่อ เราไม่ได้เชิญชวนให้เล่นหุ้นนะ เอ้อ! (แต่โดยส่วนตัวมองว่าคนยุคใหม่ ศึกษาเอาไว้บ้างก็เป็นเรื่องที่ดีนะ!)

SS1 FLOWS, Chapter 2 เมืองแห่งจุดเริ่มต้น

Chapter 2

เมืองแห่งจุดเริ่มต้น

ลมทะเลหอบใหญ่พัดกลิ่นเกลือโชยเตะจมูก เส้นผมสีดำไหวพลิ้ว กระทั่งร่างของเขายังถูกผลักดันจนซวนเซ เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งดังครืน ดึงความสนใจของชายหนุ่มให้เงยหน้าขึ้นมองทัศนียภาพโดยรอบ

จริงอยู่ที่ด้านหน้าของเขาคือหมู่บ้านจัดสรรของผู้เล่น แต่ด้านซ้ายมือของเขาคือโขดหินใหญ่ มีคลื่นใหญ่ซัดสาดละอองกระเซ็นระยิบระยับ ถัดออกไปคือหาดทรายสีขาว สะพานปลาที่มีเรือหาปลาจอดเทียบท่าอยู่หลายลำ และเด่นสะดุดตาด้วยเรือสำเภาลำใหญ่ มีกลุ่มคนที่น่าจะเป็นผู้เล่นรวมตัวกันอยู่บริเวณนั้นนับสิบ

จากความรู้พื้นฐานที่เขาอ่านผ่านตา ที่ตั้งของเมืองเมตรา METRA นั้นเป็นหมู่เกาะกลางมหาสมุทรโอเลียน (AOLEAN) ซึ่งแต่ละเกาะคือจุดเริ่มต้นของผู้คนในแต่ละภูมิภาค เพื่อมิให้เกิดความแออัดจนเกินไป เช่นเมืองเมตราที่เขายืนอยู่นี้ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของผู้เล่นในอาเซียน มีชื่อเรียกรู้จักกันโดยทั่วกันว่า SEA Start เป็นต้น

เสียงผู้เล่นใหม่ที่เพิ่งผ่านระบบฝึกหัดของเกมดังเข้าหู บ่งบอกว่าเขาไม่ใช่ผู้เล่นใหม่เพียงคนเดียวในละแวก บางคนก็มีจุดมุ่งหมายชัดเจน เดินตรงดิ่งเข้าเมืองไปทันที บางคนก็โบกไม้โบกมือ ตะโกนเรียกเพื่อน ๆ ที่มายืนรอรับ บรรยากาศดูคึกคักกว่าที่คิดเอาไว้มาก

ลินน์ยกมือเกาศีรษะแกรก ๆ พลางผ่อนลมหายใจ เห็นเหล่าผู้เล่นใหม่ที่กำลังตื่นเต้นกับบรรยากาศของเกม ก็เริ่มรู้สึกว่าตนคิดจุกจิกเกินไปมาก

เผลอไปให้ความหวังกับของแจกฟรีเมื่อหกเดือนก่อน เมื่อคิดกันตามหลักเหตุผล ส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของเขาเอง ที่ไม่ศึกษาสิทธิของผู้ถือหุ้นให้ดีแต่แรก

เขาตัดสินใจเริ่มออกตัวเดินช้า ๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับระบบให้มากยิ่งขึ้น และพอเข้าใกล้เมือง ที่ด้านหน้าของเขาก็ปรากฏหน้าต่างโปร่งใสโดยมีตัวหนังสือค่อย ๆ เลื่อนขึ้นจนอยู่ในระดับสายตา เขียนว่า

ภารกิจ: ยืนยันตน

แรกเริ่มสู่ดินแดน TERRAVIA สิ่งแรกที่นักผจญภัยสมควรทำคือ รู้จักตนเองและแสดงตัวตนให้โลกได้รู้จัก แต่เนื่องจากดินแดน TERRAVIA เป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ สำหรับผู้ต้องการหาความท้าทายใหม่ คุณมีทางเลือกที่จะไม่ทำการยืนยันตน ส่วนหนทางนั้นจงไขว่คว้าเอาเอง

*นี่เป็นโอกาสสุดท้ายในการยืนยันชื่อตัวละครของท่าน โปรดคิดให้ดี คิดผิดคงได้รีเซ็ตไอดี

ด้วยปรารถนาดี จากทีมงาน SoT

ถึงจะมีคำเตือนพ่วงท้าย แต่สิ่งแรกที่เตะตาลินน์ก็คือ คำท้าทายจากทีมงานให้ผู้เล่นคิดแหกกฎเพื่อแสวงหาผลประโยชน์นอกเหนือจากภารกิจนี้

เกม SoT นั้นสร้างขึ้นด้วยแนวคิดที่ว่า เกมดำเนินไปตามทางเลือกของเหล่าผู้เล่น ซึ่งหมายความว่าผู้เล่นมีอิสระในการเล่นเกม และภารกิจไม่ใช่ตัวกำหนดการเล่น แต่เป็นเสมือนไกด์ไลน์สำหรับผู้เล่น เพื่อให้สามารถมองเห็นเส้นทางข้างหน้าคร่าว ๆ

เขาอาจจะเพิ่งเริ่มเกมนี้ก็จริง แต่ระยะเวลาหกเดือนที่ผ่านมาก็อ่านข้อมูลเกมมาบ้าง ผู้เล่นทุกคนจะต้องพบกับภารกิจยืนยันตัวนี้อย่างไม่มีข้อยกเว้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีคนจำนวนหนึ่งคิดว่าการปฏิเสธยืนยันตัว จะทำให้มีโอกาสพบภารกิจลับหรืออาชีพลับอะไรทำนองนั้น

ทว่าสิ่งที่คนเหล่านั้นต้องเผชิญ คือการกลายเป็นพวกนอกกฎหมายให้เหล่าทหารยามไล่จับ ส่วนใหญ่มักไม่รอดเงื้อมมือ จบลงที่ยืนยันตนจากในคุกเพื่อปรับทัศนคติ ส่วนที่รอดไปก็มีหมายจับติดตัว นานวันค่าหัวก็ยิ่งเพิ่ม โอกาสได้รับภารกิจลับก็ริบหรี่ลง เพราะเหล่า NPC ส่วนใหญ่จะปฏิเสธที่จะเสวนาด้วย การหาข้าวของเครื่องใช้ยังชีพกลายเป็นเรื่องยาก แทนที่จะได้ฝึกทำความเคยชินกับระบบในดินแดนฝึกหัด

ประการสุดท้าย ที่นี่เป็นเพียงเกาะหนึ่งกลางมหาสมุทรเท่านั้น หากไม่ขึ้นเรือสำเภาที่เทียบท่าก็ไม่อาจเข้าสู่ทวีปหลักได้ ทำให้ตัดเรื่องภารกิจต่อเนื่องที่ทวีปหลักไปได้เลย

ดังนั้นใครก็ตามที่ลองดีมักจบไม่สวยนัก โดนขังในคุกอยู่เป็นอาทิตย์ ค่าความเป็นมิตรกับ NPC ก็ลดลง ในเว็บบอร์ดของแต่ละประเทศต่างก็ลงความเห็นว่าเป็น ‘Trap’ ต่อให้มีความลับซ่อนอยู่จริง แต่ก็มีความเสี่ยงมากจนเกินไป ไม่ควรไปยุ่งด้วยโดยเด็ดขาด

ลินน์ตวัดมือปัดข้อความทิ้งไป ก่อนจะเดินดุ่ม ๆ เข้าหา NPC ด้านหน้าเมืองเมตราทันที แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการติดคุกตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเล่นเกมนี้ อีกอย่าง…

“เจ้าคนจากโลกฝั่งตรงกันข้าม มาเร็ว ๆ มัวอืดอาดอยู่ได้ เสียเวลาคนอื่นเขา” เขากำลังคิดเพลิน ๆ จึงเดินช้าไปหน่อย แต่ก็ต้องสะดุ้งโหยงกับเสียงตะโกนสั่งอย่างหงุดหงิดของยามในเกราะเหล็ก ณ จุดยืนยันตน

“หา…?” เขาเหลียวซ้ายแลขวาดูก็พบว่าคนอื่นนอกจากเขา เดินตัวเกร็งเข้าแถวตามคำสั่งของยามกันหมด แต่ที่พิลึกคือ NPC ตรวจคนเข้าเมืองที่นี่ขึ้นเสียงตวาดใส่ อย่างกับเห็นผู้เล่นเป็นพวกต่างด้าวพยายามหลบหนีเข้าดินแดนอย่างไรอย่างนั้น!

“ยังจะมอง อย่าทำตัวมีปัญหาให้มากนัก!” นายยามยังตะโกนโหวกเหวก ใช้หอกโบ้ยชี้ดูน่าหวาดเสียวจนผู้เล่นอื่นต้องกระโดดหลบ

เขาชำเลืองพวกผู้เล่นเก่าที่รอเพื่อน ๆ อยู่หัวเราะขำขันกันยกใหญ่ก็พูดไม่ออก หมายความว่าทุกคนต้องเจอพนักงานต้อนรับไม่มี service mind แบบนี้เหรอ? คนสร้างเกมนี้ประสาทแล้ว!

คิดได้แต่ในใจ เขากระแอมเบา ๆ โบกมือตอบกลับ “เอาไงเอากัน ยังไงชาตินี้ก็คงได้เจอหน้ากันครั้งเดียวนี่ล่ะ”

“ว่าไงนะ!?” ลุงยามร้องลั่น

“ใครพูดอะไร? มีใครได้ยินอะไรด้วยเหรอ?” ลินน์ยักไหล่ เหลือบมองรอบ ๆ มีแต่เหล่าผู้เล่นที่เริ่มหัวเราะ ลุงยามเส้นเลือดขึ้นหน้าเดินตรงเข้าหา แต่จะทำอะไรได้

เขาเดินหลบข้างให้ ก่อนจะเดินตรงเข้าสู่ขั้นตอนยืนยันตนทันที เวลานั้นคิวที่ยืนเรียงกันก็หายเรียบแล้ว จึงมีเพียงเขาที่ยืนอยู่ด้านหน้าลูกแก้วตรวจสอบ และทหารอีกนับสิบที่ยืนรุมล้อมด้วยหน้าตาถมึงทึง ทว่าการยืนยันตัวก็เป็นไปได้ด้วยดีเพราะเขาไม่คิดจะเปลี่ยนชื่อลงทะเบียนแต่แรกแล้ว

ภาษาไทยคือ‘ลินน์’ ซึ่งเป็นชื่อจริงของเขาเอง และชื่อภาษาอังกฤษที่ใช้มาทุกเกมก็คือ‘Lynn’ ส่วนหน้าตาตัวละครนั้นเขายืนยันตามข้อมูลบัตรประชาชน แล้วให้ทางเกมปรับแต่งกลับมาให้ สำหรับเทคโนโลยีปัจจุบัน บอกได้คำเดียวว่าดูสมจริง… ไม่อยากยอมรับว่าดูดีกว่าตัวจริงอยู่บ้าง… นิดหน่อย

“ขอบคุณครับ” ลินน์โบกมือให้ลุงยามและผองเพื่อน ก่อนจะเดินตรงแน่วเข้าเมืองสลัมของผู้ถือหุ้นไป พร้อมดีดนิ้วเรียกเมนูเกมขึ้นตรงหน้า

ใช่… ถ้าไม่ยืนยันตน ก็จะไม่สามารถเรียกเมนูหลักของเกมได้… มีคำถามว่าถ้าหลบหนีการยืนยันตัวไป สิทธิต่าง ๆ ที่ผู้เล่นควรได้รับก็ไม่ได้รับ

ถามจริงว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร การไล่ตามภารกิจลับในสภาพนั้นไม่ต่างจากงมเข็มในมหาสมุทรนักหรอก!

มือขวาของเขาเลื่อนดูคำสั่งที่สามารถใช้ได้ ภาพรวมก็เป็นหน้าต่างสถานะของเกมทั่วไป บ่งบอกอาชีพ Adventure ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของผู้เล่นทุกคน บ่งบอกค่าสถานะตัวละคร ปัจจุบันค่าพลังชีวิต 50 ค่าเวทมนตร์ 10 และค่าความอ่อนล้า 10 ส่วนค่าสถานะอื่นอาทิเช่นพลังโจมตี พลังป้องกัน อื่น ๆ คือ 5

เลื่อนลงมาสักพักก็พบช่องให้ใส่สกิลติดตัวที่ยังว่างเปล่า ช่องสกิลเรียกใช้ก็ยังไม่มีอะไรสักอย่างตามประสาผู้เล่นใหม่

สิ่งที่สะกิดใจก็พอมีบ้าง เพราะค่าความสัมพันธ์กับพวกยามประจำเมืองนับสิบกลายเป็น -10 ไปแล้ว

“เริ่มเข้าใจความรู้สึกของพวกที่อยากลองหลบหนีบ้างแล้ว มากวนกันก่อนแท้ ๆ” เขาขมวดคิ้วเกาหน้าแกรก ๆ แล้วเลื่อนหาเมนูที่ต้องการ นั่นคือ ‘คำสั่งติดต่อสื่อสาร’

เมื่อพบคำสั่งที่ต้องการ เขาก็เรียกใช้ทันที รายชื่อในตารางยังคงว่างเปล่า พร้อมรูปแว่นส่องทางไกลตรงกลาง เมื่อเขาสัมผัสเจ้ากล้องส่องนั่น คีย์บอร์ดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

เขาพิมพ์ชื่อ ‘YouMoronGoDie-Whahaha’ ลงไป… ไม่ทันไรระบบก็แสดงรายชื่อที่ค้นพบให้ แต่จะมีคนบ้าที่ไหนใช้ชื่อแบบนี้อีก

เมื่อกดรูปเครื่องหมายบวก ซึ่งเป็นการเพิ่มเพื่อนเสร็จ ชื่อเพี้ยน ๆ นั้นก็หายไปจากลิสต์ค้นหา แล้วไปปรากฏในรายชื่อเพื่อนแทน แสดงว่าหมอนั่นรับเพื่อนเขาแล้ว ไวจริง ๆ

และไม่ทันไร เครื่องหมายตกใจก็เด้งขึ้นตรงหน้า พร้อมตัวหนังสือเขียนว่า

‘ผู้เล่น YouMoronGoDieWhahaha ต้องการใช้ระบบสื่อสารทางไกล ยืนยันการใช้งานหรือไม่?’

เขาเลื่อนนิ้วเลือก YES ทันใดนั้นหน้าต่างรูปสี่เหลี่ยมก็ปรากฏขึ้น แสดงภาพของชายชาวเอเชีย ผมดำตัดสั้น ผิวขาวสะอาด ยื่นหนาเขามาจนเขาต้องกระโดดถอยหลังด้วยความตกใจ แต่หน้าต่างเจ้ากรรมก็เลื่อนตามจนเสียหลัก ล้มหัวฟาดพื้นปูนของเมืองเต็ม ๆ

“โอ๊ย!” ถึงไม่ได้เจ็บจริงแต่ปากมันก็ตอบสนองไปเอง และคราวนี้เลือดลดไปตั้ง 2! “ทำอะไรของแกเนี่ย? ไอ้มัวร์!”

ความจริงเจ้านั่นเป็นคนไทยแท้ ๆ ชื่อจริงว่า เมธา ชื่อเล่น เมธ แต่ชอบใช้ชื่อในเกมยาวยืด คนในทีมเลยย่อชื่อให้เป็นมัวร์ หรือบางทีก็เรียก มั่ว ตามแต่ข้อมูลที่มันให้มา และเหมือนเจ้าตัวจะชื่นชอบในระดับหนึ่ง…

“ลินน์ นั่นแกตัวจริงใช่เปล่า แล้วนั่น…SEA start ไม่ใช่เหรอ? มาเล่นแล้วจริงดิ!?” นายมัวร์โหวกเหวกโวยวาย ดูจากฉากหลังแล้ว เจ้านั่นกำลังกระโดดโลดเต้นในห้องนอนตัวเองทั้งชุดเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น เขาลุกขึ้นนั่งแล้วใช้มือทาบหน้าผาก มองไปรอบ ๆ ยังดีไม่มีผู้เล่นอื่น

อยากบอกไปจริง ๆ ว่าช่วยอายหน่อยเถอะ ขอร้อง!

“เออ แล้วนี่ไม่ได้ติดต่อมาเพราะต้องการเซอร์ไพรซ์ว่ามาเล่นเกมแล้วใช่เปล่า?” นายมัวร์เริ่มตั้งข้อสังเกต เดินกลับมานั่งที่เก้าอี้คอมพิวเตอร์หนังสีดำของตน

แสดงว่าเจ้านั่นใช้กล้องของคอมพิวเตอร์ ไม่ได้เข้าเกมผ่านระบบ VRss ขณะนั้นลินน์ก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินต่อ หลบเข้าตรอกเลี่ยงผู้คนเพื่อหามุมคุยที่สะดวกกว่ากลางถนนใหญ่

“มีเรื่องจะถามหน่อยน่ะ” เขาเกริ่น “ฉันเพิ่งเข้าเกมมาเมื่อครู่นี้เอง อยากถามว่ามีเรื่องอะไรที่ต้องรู้เป็นพิเศษบ้างไหม?”

มัวร์ลูบคางยิ้มกริ่ม ถามกลับมา “แกศึกษาระบบของSoT มาในระดับไหนแล้ว ลินน์?”

เขาส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่รู้อะไรมาก อ่านผ่าน ๆ”

อีกฝ่ายพยักหน้าหงึก ๆ “คนละเอียดอย่างแกบอกว่าอ่านผ่าน ๆ หมายถึงรู้ในสิ่งที่คนทั่วไปควรรู้หมดแล้วสินะ…” คำพูดนั้นเหมือนพูดกับตัวเอง ก่อนจะผิวปากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สักพักสีหน้าขี้เล่นก็กลับมาจริงจังให้สมเป็นฐานข้อมูลของทีมขึ้นมาบ้าง

“เอาล่ะ แกรู้ใช่ไหมว่าเกมนี้ไม่มีเลเวล?” เพื่อให้แน่ใจนายมัวร์ถามย้ำคำ ซึ่งลินน์ก็พยักหน้ารับ นี่คือความแปลกประหลาดของเกมที่ชื่อว่า SoT เพราะเจ้าเกมนี้ผู้เล่นจะไม่มีเลเวลตัวละคร ทำให้ผู้เล่นงงกันพักใหญ่ จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังเรียกว่าคลำทางกันอยู่…

“งั้นฉันจะบอกแกว่า ใช้ชีวิตของอาชีพ Adventure (นักผจญภัย) ของแกให้คุ้มซะ หาภารกิจปลดล็อคสกิลที่น่าสนใจมาให้หมด เดี๋ยวจะร่างข้อมูลแล้วส่งไปให้ทางเมล์” คำพูดของมัวร์ ทำให้ลินน์เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดคิด เพราะเมื่อเกมนี้ไม่มีเลเวลตัวละคร สิ่งที่ทำให้เก่งขึ้นก็คือสายอาชีพต่าง ๆ ที่ทำให้ค่าสถานะตัวละครเพิ่มขึ้น และสกิลของสายอาชีพนั้น ๆ

ไกด์ทั่วไปมักจะเขียนเกี่ยวกับว่าผู้เล่นใหม่ควรเลือกสายอาชีพอะไร ไม่ใช่เป็นนักผจญภัยอ่อนด๋อยแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

“ฟังนะ ระบบสายอาชีพเกมนี้น่ะโคตรซับซ้อนเลย ฉันจะขอสรุปคร่าว ๆ ให้แกก่อน” มัวร์เว้นวรรคนิดหนึ่ง “เมื่อแกไม่สามารถเพิ่มเลเวลตัวละครได้ สิ่งที่จะทำให้แกเก่งขึ้นได้ก็จะมี สกิลการเล่นเกม อุปกรณ์ของสวมใส่ต่าง ๆ สายอาชีพที่มีตั้งแต่อาชีพทั่วไป อาชีพหายาก อาชีพหาโคตรยาก อาชีพลึกลับ และอาชีพยูนีค หรือก็คือทั้งเกมมีเพียงคนเดียวที่จะได้สายอาชีพนั้น”

“ใช่ ได้ยินว่ามีคนได้รับอาชีพยูนีคไปคนแล้วนี่ โด่งดังอยู่พักนึงแต่ปัจจุบันหายสาบสูญไป…” ลินน์นึกถึงข่าวที่อ่านผ่านตามา… นั่นเป็นเรื่องเมื่อเดือนก่อน

มัวร์ยิ้มอย่างพึงพอใจ ราวกับคาดหวังว่าลินน์ต้องมีความรู้ระดับนี้อยู่จริง ๆ “ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าอาชีพยูนีคน่ะยอดเยี่ยมจริง ๆ แต่ว่า สายอาชีพสามัญก็สำคัญไม่แพ้กัน แกลองเปิดช่องสถานะตัวละครขึ้นมาดู ตอนนี้คงใส่สกิลติดตัวได้แค่สามถูกไหม?”

ลินน์พยักหน้า อีกฝ่ายก็เล่าต่อ “แต่พอแกเล่นไปเรื่อย ๆ จะมีภารกิจให้ทำเพื่อเพิ่มช่องสกิลที่ว่า ตอนนี้ฉันมี 11”

“เฮ้ย” ลินน์สะดุ้งโหยง เพราะนั่นจะเปลี่ยนแนวทางการเล่นเกมนี้ไปอีกรูปแบบหนึ่งเลย “หมายความใช้สกิลข้ามสายอาชีพได้?”

นั่นเป็นการคาดเดา… และเป็นการเดาที่แม่นยำจนเพื่อนต้องผิวปาก

“ถูกเผง เกมนี้แกสามารถเปลี่ยนอาชีพได้เรื่อย ๆ ซึ่งแต่ละสายอาชีพก็จะมีสกิลที่แตกต่างกัน สกิลบางสกิลเป็นสกิลเฉพาะสายอาชีพนั้น ๆ และบางสกิลก็สามารถเลือกใช้ได้แม้ว่าจะเป็นสายอาชีพที่ผิดแผกออกไป เช่นแกเล่นสายอาชีพโจร มีสกิลย่องเบาสามารถเดินได้อย่างไร้เสียง มีสกิลล้วงกระเป๋า หรือทำภารกิจเลื่อนคลาสขึ้นไปจนเป็นขุนโจร หรืออะไรเทือกนั้น ต่อมาแกกลับใจยกเลิกอาชีพโจร หันไปเป็นทหารที่อยู่ขั้วตรงกันข้าม… แกก็จะเป็นทหารที่มีสกิลโหด ๆ ของสายโจรอยู่ในมือแต่แรก”

“…” ลินน์ฟังแล้วก็เหงื่อตก มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นในใจ และเขาก็ถามออกไปซื่อ ๆ “เปลี่ยนอาชีพนี่ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลยหรือไงกัน?”

“มีสิ NPC ที่เกี่ยวข้องจะไม่พอใจ บ้างก็คิดว่าแกทรยศ ตัวอย่างเดิม แกไปเป็นสายทหารแล้วเกิดไม่พอใจ อยากกลับมาเป็นโจรอีก คราวนี้ล่ะเรื่องใหญ่ เพราะภารกิจที่ได้รับจะยากขึ้นหลายเท่า NPC บางคนก็มองแกเป็นศัตรู อย่าหวังจะเดินได้สะดวก” มัวร์อธิบายความโหดของเกมSoT อย่างออกรส

“แกจะบอกให้ฉันฝึกสกิลของนักผจญภัยให้เรียบร้อยก่อนจะเลื่อนไปสายอื่น เพราะจะได้ไม่ต้องย้อนกลับมาว่างั้น” ลินน์สรุปสั้น ๆ เขาพอเข้าใจระบบคร่าว ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว

“ใช่ ปัจจุบันเหล่าผู้เล่นมืออาชีพก็กำลังย้อนกลับมาไล่เก็บสกิลดี ๆ ในสายอาชีพอื่น ก่อนจะกลับสายอาชีพที่ต้องการจริง ๆ อาทิเช่นอาชีพหายาก อาชีพลึกลับอะไรพวกนั้น หากใช้วิธีการนี้ล่ะก็ตัวละครจะเก่งกว่าเล่นสายอาชีพเดียวโดด ๆ มาก”

“หมายความว่าผู้เล่นที่ได้รับอาชีพยูนีคนั่นก็กำลังทำอย่างแกว่า…?” ลินน์ย้อนกลับมาประเด็นสำคัญอีกครั้ง

คราวนี้มัวร์เหลียวซ้ายแลขวาเพื่อดูว่ารอบ ๆ ตัวลินน์ไม่มีคนอื่นจริง ๆ ก่อนจะพูดออกมา “ถูกซื้อไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทีมไหนได้ไป”

“หา…?” ลินน์ตั้งตัวไม่ทัน โชคดีเพื่อนอธิบายต่อทันที ไม่จำเป็นต้องคาดคั้น

“สายอาชีพยูนีคคือทั้งเกมมีได้คนเดียวถูกไหม? นั่นมีค่ามหาศาลเลยนะ ใครได้ไปสามารถทำคอนเทนต์เจ๋ง ๆ ได้เยอะเทียว สปอนเซอร์คงรีบวิ่งหา กลายเป็นคนดังในพริบตา… หรือไม่ก็เลือกขายต่อให้พวกโปรเพลเยอร์ที่รุมเข้ามาเสนอราคา กำเงินสด อยู่ดีกินดีไปทั้งชีวิตดีกว่า

ส่วนวิธีการ ก็ง่าย ๆ ขอข้อมูลการเปลี่ยนอาชีพมาโดยละเอียด พอเก็บสกิลสายอาชีพอื่นจนพอใจค่อยบอกให้เจ้านั่นสละสิทธิจากสายอาชีพยูนีค ที่เหลือก็แค่ทำภารกิจเปลี่ยนอาชีพ กลายเป็นสุดยอดผู้เล่นอย่างเต็มภาคภูมิ”

ลินน์ถึงกับเหงื่อตก กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหมือนวงการเกม SoT นี่จะลึกกว่าที่เขาคิดไว้มากโข

“อีกอย่าง เหมือนว่าในเกมนี้จะมีสายอาชีพลับหลายอย่างที่เปลี่ยนได้จากนักผจญภัยเท่านั้นด้วยนะ ระหว่างไล่ปลดสกิลใช้งาน ถ้ามีดวงแกอาจเจอสายอาชีพพวกนั้นได้ ถึงมันจะทำให้การเล่นยากสักหน่อย แต่ก็นับเป็นข้อดีของผู้เล่นใหม่ที่ยังไม่มีโซ่ตรวนกับ NPC สายอาชีพอื่นล่ะนะ” มัวร์พูดจบก็เอนกายพิงพนัก หยิบแก้วน้ำที่โต๊ะขึ้นจิบ ดูก็รู้ว่าพูดมากจนเริ่มเหนื่อย

นายมั่วของเรา…

“ขอบใจมาก พอจะเห็นภาพรวมขึ้นมาบ้าง เดี๋ยวจะลองไล่ทำภารกิจแถวนี้ดูก่อนแล้วกัน” ลินน์พยักหน้าหงึก ๆ เปลี่ยนหัวข้อสนทนาบ้าง “จริงสิแล้วแกกับคนอื่นเป็นไงบ้างล่ะ?”

มัวร์หัวเราะร่วน “ฉัน… กำลังประมูลของใช้อยู่ เล่นในคอมสะดวกกว่า ไอ้นันกำลังบ้ากับกาชาของมัน ฝึกสกิลตัวเองคงไม่พอ ซื้อบ้านอยู่เมือง Grundil แล้วเปิดกาชาไล่จ้าง NPC มาลองฝึกหาศักยภาพลับอยู่ เรียกว่ามี NPCจนตั้งกองทัพได้แล้ว ส่วนที่เหลือ ถ้าบอกว่าตอนนี้มีกิจกรรมประลองชิงรางวัลอยู่ คงไม่ต้องอธิบายเพิ่ม”

ลินน์หัวเราะแห้ง ๆ เขาพอมองภาพออก นันเป็นผู้เล่นสายเปย์ที่พร้อมจ่ายถ้ามีสิ่งที่ต้องการตรงหน้า ซึ่งเกมนี้ก็นับเป็นลูกผสม นอกจาก NPCตามภารกิจต่าง ๆ แล้วยังมีการสุ่มจ้าง NPCLimited Edition ของกิจกรรมต่าง ๆ ได้อีก น่าจะถูกใจเจ้านันไม่เบา

และ… ในทีมของเขาหกคน มีอยู่สามคนที่คลั่งการ PvP เป็นชีวิตจิตใจ เล่นเกมไหนก็ PvP ยับ PvP จนกว่าจะสลบคาจอ

แต่เกมนี้ดันเล่นตอนหลับได้ สวรรค์ของพวกมันแท้ ๆ

“เอาล่ะ ไม่กวนแล้ว แกประมูลต่อไปเถอะ มีอะไรน่าสนใจส่งมาให้บ้างดิ” ลินน์พูดทีจริงทีเล่น อีกฝ่ายก็หัวเราะร่วนรับปากเป็นมั่นเหมาะ

“จริงสิ ในไกด์ของผู้เล่นใหม่มักแนะนำให้แกไปจ้างทหารรับจ้างมาช่วยทำภารกิจ หรือล่าบอส แต่ฉันอยากจะบอกว่า NPC พวกนั้นก็ต้องกิน ต้องใช้ ต้องจ่าย ของก็ต้องหาให้อีก เอาตัวให้รอดก่อนดีกว่า”

“Copy that.”

ลินน์ขานรับหนักแน่น เลียนแบบพวกทหารรับจ้าง ทั้งคู่หัวเราะร่า ปิดบทสนทนาอย่างครึกครื้นเช่นนั้น เขารู้สึกว่าทำถูกแล้ว ที่ติดต่อนายฐานข้อมูลเป็นคนแรกหลังจากเข้าเกม

ถึงเขาจะอ่านข้อมูลมาบ้าง แต่อย่างไร การเรียนรู้จากผู้เล่นที่เล่นเกมนี้อย่างจริงจังมาตลอด ย่อมได้มุมมองความคิดที่แตกต่างเสมอ

เวลานี้สมองของเขาเริ่มวางแผนการเล่นเกมขึ้นมา และเส้นทางข้างหน้าก็เริ่มกระจ่างชัดขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาล่ะ เริ่มต้นด้วยการหาผู้ใหญ่บ้านก่อน บางทีอาจมีภารกิจอะไรแนะนำได้บ้าง” ลินน์ยืดเส้นยืดสาย แล้วเดินออกจากตรอกซอย เมื่อเข้าสู่เส้นทางหลักก็เริ่มออกตัววิ่งเหยาะ ๆ เพื่อดูระบบความเหนื่อยของเกม พร้อมสอดส่องทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

เมืองเมตราที่แท้จริงเป็นเมืองท่าเล็ก ๆ มีบ้านอยู่แค่หลักสิบหลัง มิได้ใหญ่โตอะไรนัก ที่ดูรกก็แค่รอบนอกที่เป็นบ้านของเหล่าผู้เล่นเท่านั้น เมื่อหลุดพ้นจากสลัมมาได้ถนนเส้นหลักก็พาเขาเข้าสู่วงเวียนใจกลาง ซึ่งมีร้านรวงตั้งอยู่หลากหลายชนิด ตั้งแต่โรงแรม ร้านขายอาหาร ยารักษา จนถึงอาวุธและเครื่องสวมใส่ หลังจากนั้นจึงเป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของ NPC สะพานปลา ท่าเรือ

ด้วยประสบการณ์ในการเล่นเกมประเภท Role Playing หรือที่เรียกกันว่า เกมภาษา มาเยอะ มองเพียงปราดเดียวเขาก็พอจะเข้าใจสภาพโดยทั่วไปและแผนผังของเมือง

ขณะนี้สายตาของเขาหยุดลงที่ลุงร่างท้วมในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีขาว และสวมเสื้อกั๊กสีน้ำตาลทับอีกชั้น หน้าตาใจดี คิ้วขาวดก สวมหมวกตกปลาสีน้ำตาลเข้ม เดินคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับเหล่า NPC อยู่บริเวณวงเวียน สันนิษฐานได้ว่าเป็นผู้ใหญ่บ้าน

เขาเดินตรงดิ่งเขาหา พร้อมบัตรจองกรรมสิทธิ์ที่ดินในมือ

“สวัสดีครับ” ลินน์โค้งให้ตามมรรยาท ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ทว่า…

“ชิ” ลุงแกสบถอย่างไม่ปิดบังความขุ่นเคือง ป้าร้านอาหารที่อยู่ด้วย อยู่ ๆ ก็เดินหลบหน้า หนีไปเสียฉิบ “คนจากฟากนู้นอีกแล้ว แถมยังมีหนังสือสิทธิ มาอะไรป่านนี้?”

ลินน์หน้าซีด ไม่คิดว่าลุงใจดีเมื่อสักครู่จะเปลี่ยนท่าทีได้รวดเร็วปานโกหก และเขาไม่ได้รับการต้อนรับอย่างเป็นมิตร… ไม่ได้คิดไปเองแน่ ๆ

หรือว่าพวกทหารยามจะมารายงานเรื่องที่หน้าประตูแล้ว!?

“เอ่อคือ ผมอยากถามว่าบัตรนี้ยังใช้ได้ไหม?” ลินน์ถามอย่างหวาด ๆ ลุงผู้ใหญ่บ้านเหลือกตาซ้ายมอง ดูแล้วหลอน ๆ ชอบกลจนเขาเผลอกลั้นหายใจ

“ได้ แต่อย่างที่เห็น” ลุงผู้ใหญ่พูดแล้วทำชี้นิ้วโป้งไปในฝั่งที่ตรงกันข้ามกับท่าเรือ… ลินน์เห็นภาพนี้แต่แรกแล้ว แต่ก็ยังมองตามอยู่ดี

บ้านเรียงกันเป็นพรืด ไปจนถึงเชิงเขาลิบ ๆ โน่น ไกลกว่าเส้นทางที่เขาเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อสักครู่อย่างเทียบไม่ติด…

“แสดงว่าผมสามารถจองได้หลังจากบ้านหลังสุดท้ายเป็นต้นไป…” ลินน์หัวเราะแหะ ๆ ในใจแอบหวังว่าอีกฝ่ายจะช่วยแนะนำให้บ้าง แต่รู้สึกว่าจะไม่…

“ต่อจากบ้านก็มีที่ดินติดจอง เอ็งไปเดินหาที่ว่างเอาเอง แล้วค่อยกลับมาหาข้า” ลุงผู้ใหญ่โบกมือไล่ซึ่ง ๆ จนลินน์หน้าเสีย

“เดี๋ยวก่อนครับ ผมขอถามหน่อยว่าที่ดินนี่ช่วยอะไรได้บ้าง?” ลินน์กลั้นใจถามต่อ

ผู้ใหญ่บ้านเงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ “ไปถามพวกฝั่งนู้นเอาเองสิ ถามอะไรข้า”

เขาเริ่มรู้สึกว่าบทสนทนาคงไม่ไปไหนแน่จึงเปลี่ยนประเด็น “แล้วผมขอไปใช้สิทธิที่เมืองเมตราอื่นได้ไหม?” เขาเริ่มรู้สึกว่าที่นี่ไม่เป็นมิตรจนเกินไป ให้รับสิทธิที่นี่ดูจะสิ้นคิดเกินไปสักหน่อย แต่ไม่รับสิทธิเลยก็เสียของ นอกจากนั้นยังมีเมืองเมตราของโซนอื่น ไม่ว่าจะเป็นของอเมริกา อเมริกาเหนือ ต้นกำเนิด หรือยุโรปอยู่อีก ซึ่งเขาอาจจะได้รับการต้อนรับดีกว่านี้ก็เป็นได้

ลุงผู้ใหญ่แสยะยิ้มเย็น และคำตอบที่ได้รับกลับมาไม่ใช่ ได้หรือไม่ หากเป็น… “ด้วยความยินดี” นั่นกระตุกต่อมฉุนของเขาอย่างจัง

“นี่ลุง ทำไมต้องขับไล่ไสส่งกันขนาดนั้น ไร้เหตุผลสิ้นดี” เขายิงคำถามกลับตรง ๆ นั่นสร้างความแปลกใจให้กับลุงผู้ใหญ่พอสมควร

ทว่าผิวขาว ๆ ของลุงแกเริ่มขึ้นสีเลือด หน้าผากมีเส้นเลือดขึ้น ดวงตาจ้องถมึงทึงไม่กะพริบ กราฟฟิคเกมนี้สมจริงจนเขาเริ่มรู้สึกกลัว

ขณะนั้นเองที่ลุงแกใช้มือสั่น ๆ ของตนชี้ออกไปใส่หน้าจนเขาต้องถอยหลังหนี ก่อนจะตวัดไปอีกทางหนึ่ง “คนจากฝั่งนู้นก็เหมือนกันหมด มาถึงถามแต่เรื่องผลประโยชน์ หวังขูดรีด โก่งราคา ทำลายข้าวของ ขี้เกียจ เกี่ยงงาน แถมยังทิ้งขยะไปทั่ว แกแหกตาดูเอา ยังไม่ทันขาดคำเห็นไหม!?”

ลินน์มองตามนิ้วชี้ของลุงไป… และสิ่งที่เขาเห็นคือพวกผู้เล่นใหม่ เดินค้นร้านค้าของพวก NPC โดยไม่ถามไถ่สักคำ พอโดนปฏิเสธขายของก็เริ่มโวยวาย ส่วนขยะที่ขายไม่ได้ หรือเก็บมาเกินก็เททิ้งมันตรงหน้าร้าน รกไปหมด…

“ชิท” ลินน์สบถกับตัวเอง ก่อนจะกลืนน้ำลาย หันกลับมาทางลุงผู้ใหญ่ “ผมพอเข้าใจอยู่ แต่ทำแบบนี้ไม่ถูก ผมยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย คนดี ๆ ก็มี เหมารวมไปไหม?”

“ก็เห็นเหมือนกันหมด จบธุระแล้วไปไหนก็ไป ไปเกาะอื่นเลยไป๊ ชิ่ว ๆ” ไม่ว่าเปล่า ลุงแกหยิบถุงผ้าที่สะพายข้างเอวออกมา แล้วกำผงทรายสีขาวสะอาดสาดใส่จนเขาต้องหลบ หรี่ตาดูมันคือเกลือ… เกลือ!?

มีสาดเกลือส่งด้วย นี่มันสาปส่งให้เกมนี้เขาพบแต่เกลือเหรอครับ!?

ทันใดนั้นก็มีหน้าต่างเด้งเตือนของเขาที่ยืนเซ่ออยู่ใจกลางเมือง ความว่า

*ภารกิจพิเศษสำหรับผู้เล่นใหม่ทุกท่าน ความสัมพันธ์ระหว่าง NPC และผู้เล่นใน METRA SEA อยู่ในขั้นวิกฤติ และ NPC จะไม่ให้ภารกิจใด ๆ ทั้งสิ้น จะมีใครสักคนไหมที่จะช่วยคลายความตึงเครียดนี้ได้

“…”

ลินน์ยืนมองไล่หลังลุงร่างท้วมเดินจากไปอย่างเงียบงัน เขาพูดไม่ออกจริง ๆ นี่เป็นประสบการณ์ในเกมออนไลน์ที่แปลกใหม่มาก… มากเกินไป

ใครบางคนโบกมือให้ไหว ๆ ตะโกนบอกด้วยความห่วงใยว่า “ไม่ต้องไปทำมันหรอก เควสบ้านั่น ไปทวีปหลักเลยดีกว่า”

ว่าไปก็มีเหตุผล และเป็นความจริงที่เล่นทีหลังก็มีข้อดีอยู่บ้าง แต่หลัก ๆ คือเริ่มต้นช้ากว่านะ แล้วมันใช่เรื่องไหมที่จะต้องมาเช็ดขี้ให้พวกที่เข้ามาเล่นก่อนเนี่ย!?

------------------------------------------

เอาล่ะ เริ่มเรื่องกันจริง ๆ สักทีดีกว่าเนอะ :D

SS1 FLOWS, Chapter 3 ก้าวแรกก็ยากเสมอนั่นแหละ

Chapter 3

ก้าวแรกก็ยากเสมอนั่นแหละ

ตริ๊ง…!

เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นขณะที่ห้วงความคิดเต็มไปด้วยความคับข้องใจ เลือดลมสูบฉีด หูเริ่มแดง อุณหภูมิที่ศีรษะก็สูงขึ้นเล็กน้อย หนึ่งในภาวะที่เหล่าเกมเมอร์เรียกกันว่า ‘หัวร้อนภาวะแรกเริ่ม’

ลินน์กะพริบตามองตัวหนังสือที่เด้งขึ้นขวางวิสัยทัศน์ นั่นคือเมล์ข้อความจากผู้เล่นชื่อ‘YouMoronGoDie-Whahaha’

เมื่ออารมณ์เย็นลงบ้าง เขาจึงพาตนเองออกจากตลาด ณ จัตุรัสเมืองเมตรา เดินเลียบเข้าสวนหย่อมเล็ก ๆ ด้านข้างของที่พักในย่านชุมชน หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้หินเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ สักพักเห็นว่าไม่เป็นจุดสนใจแล้วจึงใช้นิ้วมือสัมผัสปุ่ม YES เพื่อเปิดอ่านข้อความที่เพิ่งได้รับ ซึ่งเนื้อหาก็ไม่ต่างจากที่คาดนัก

‘โชคดีนี่หว่า ฉันยังเหลืออาวุธของนักผจญภัยอยู่พอดี แพงนะเว้ย ใช้เสร็จส่งคืนมาด้วย!’

เขาอ่านข้อความได้เพียงแค่นั้น ระบบแจ้งเตือนก็ส่งเสียงแหลมแทงหูอีกครั้ง

‘ผู้เล่น YouMoronGoDieส่งอุปกรณ์ +7Telrift sword ENH มาให้ท่าน ต้องการรับหรือไม่?’

ลินน์เลิกคิ้วมอง แล้วเลื่อนหน้าต่างทั้งสองให้อยู่คนละฝั่งเพื่อดูให้สะดวกยิ่งขึ้น ภายในจดหมายฉบับที่สองนี้ มีโมเดลดาบสามมิติหมุนอย่างช้า ๆ ให้เขาได้ยลโฉมอย่างชัดเจน มันเป็นดาบสั้นโค้งน้อย ๆ ใบดาบสีขาวสะอาด ด้ามจับเป็นหนังฟอกสีอ่อน กั่นทองเหลืองโค้งประหนึ่งเป็นโล่เล็ก ๆ บังมือของผู้ใช้เอาไว้ เขาไล่อ่านข้อมูลของเจ้าดาบนั่นอย่างละเอียดก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นทุกขณะ

+7Telrift sword ENH

ระดับความหายาก: **

พลังโจมตีพื้นฐาน 20

พลังโจมตีเพิ่มเติม +21

เสริมพลัง (ENH) อัญมณีเจิดจรัสB การโจมตีกายภาพ +12

น้ำหนัก 5

ความทนทาน 91/100

ไม่จำกัดอาชีพที่ใช้งานได้

เทลรีฟ เป็นดาบขึ้นชื่อของอาณาจักร เมอาเดีย มีพลังโจมตีสูง ใช้งานได้ง่าย ออกแบบโดยช่างฝีมือสองคนได้แก่ เทอา และ รีฟาอิล กระบวนการผลิตยังคงเป็นความลับ ถึงจะสามารถผลิตได้ แต่ช่างทั้งสองจะร่วมมือกันผลิตขึ้นมาเพียงเดือนละสิบเล่มเท่านั้น

“นี่มัน…” ลินน์ถึงกับพูดไม่ออก เพียงดูแค่พลังโจมตีเพียว ๆ ก็มากกว่า HP สูงสุดของเขาแล้ว นั่นหมายความว่าถ้าเขาโดนของพรรค์นี้ฟันสักทีคงได้ตายทั้งยืนในทันทีแหง ๆ

เนื่องจากเกม SoT ไม่มีระดับเลเวลตัวละคร อุปกรณ์ต่าง ๆ ในเกมจึงเปรียบเสมือนทางลัดที่จะทำให้เหล่าผู้เล่นเก่งขึ้นได้รวดเร็วที่สุด และเมื่อได้อุปกรณ์มา ในโลกของ SoT ก็ยังเปิดช่องให้สามารถเสริมพลังในรูปแบบต่าง ๆ ได้สารพัด เพื่อดึงประสิทธิภาพของอุปกรณ์ให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

ทว่าเรื่องอุปกรณ์กลับเป็นข้อจำกัดสำคัญของสายอาชีพต้นเริ่มอย่างนักผจญภัย เพราะว่าอุปกรณ์ที่เหล่านักผจญภัยสามารถใช้งานได้นั้นมีไม่มากนัก และส่วนใหญ่เป็นของด้อยประสิทธิภาพ พลังโจมตีค่อนข้างต่ำ พลังป้องกันก็ติดดิน ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ในฐานะนักผจญภัยเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าทวีปหลักที่ศัตรูจะยกระดับความเก่งกาจขึ้นชนิดที่ดินแดนฝึกหัดไม่สามารถเทียบได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวคนส่วนใหญ่จึงต้องรีบเปลี่ยนสายอาชีพให้เร้วที่สุด

กระทั่งหกเดือนผ่านไป ระบบเกมเปิดเผยมากยิ่งขึ้น อุปกรณ์ที่ไม่จำกัดสายอาชีพผุดขึ้นในตลาดเป็นดอกเห็ด กระแสย้อนกลับมาเป็นนักผจญภัยเพื่อเก็บทักษะสำคัญที่ตนปล่อยหลุดลอยไปในคราแรกก็บูมขึ้น และเพื่อบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว อุปกรณ์ไม่จำกัดอาชีพจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่มีความโดดเด่น ซึ่งเจ้า เทลรีฟ เล่มนี้คืออาวุธที่คนอย่างนายมัวร์เลือกมาใช้ มิหนำซ้ำยังกล้าเสริมพลังขึ้นมาจนถึงระดับนี้…

เขาสามารถบอกได้ทันทีว่า หมอนั่นมั่นใจว่าจะไม่ขาดทุน อย่างไรก็ขายดาบนี่ต่อได้ในราคาสูงกว่าที่ตนจ่ายไปแน่ ๆ ขอแค่กระแสการเล่นนักผจญภัยยังคงเป็นที่นิยม

“เจ้านั่นกล้าฝากของระดับนี้ให้คนเพิ่งหัดเล่นได้ไงนะ” ลินน์กดตอบรับ พูดบ่นปนยิ้ม ได้ของดีมาใช้ฟรีมีหรือจะไม่ใช้ เขารู้ดีแก่ใจว่านายมัวร์คาดหวังให้เขารีบตามไปในจุดที่ตนเองอยู่โดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้รวมกลุ่มกันอีกครั้ง

การเล่นเกมประเภท mmorpg ส่วนใหญ่นั้น หากมีอุปกรณ์ระดับสูงให้ใช้งานตั้งแต่แรก มักช่วยให้การเล่นเกมง่ายดายขึ้นมาก แม้ว่า SoT จะไม่มีการเก็บเลเวลตัวละคร แต่ก็มีการเก็บเลเวลสกิล ภารกิจส่วนมากก็เกี่ยวพันกับการต่อสู้แทบทั้งสิ้น การมีอาวุธที่ดีในครอบครองย่อมทำให้จบการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว จึงช่วยให้ผู้เล่นพัฒนาตัวละครได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“เอาล่ะ ดูสิส่งข้อมูลอะไรมาให้อีกบ้าง” ลินน์ไฟเริ่มติด พูดพลางเก็บดาบเข้าช่องเก็บของ ขยับจดหมายฉบับแรกมาอยู่ตรงหน้าให้อ่านสะดวกยิ่งขึ้น และใช้เวลาอีกครู่ใหญ่ไปกับการอ่านข้อมูลเหล่านั้นในคราวเดียว

สิ่งที่นายมัวร์ส่งมาให้เรียกว่าเป็นคัมภีร์ของสายอาชีพนักผจญภัยก็ว่าได้ เพราะเป็นการรวบรวมทักษะทั้งหมดของนักผจญภัย จำแนกหมวดหมู่โดยแบ่งตามพื้นที่ที่รับภารกิจ ความยากของภารกิจ ระดับความน่าสนใจของสกิลโดยอ้างอิงจากความคิดเห็นในอินเทอร์เน็ต ซ้ำระบุชัดถึงรายละเอียดของทักษะทั้งหมดเพื่อให้ตัดสินใจเอาเอง เรียกได้ว่าครบถ้วนจนไม่ต้องหาเพิ่มจากที่อื่นอีก สมแล้วที่เป็นผลงานของฐานข้อมูลประจำกลุ่ม

แรกเริ่มลินน์ใช้วิธีอ่านผ่าน ๆ เพื่อดูรายละเอียดคร่าว ๆ ของสกิลที่น่าสนใจเอาไว้ก่อน แล้วจึงมาลงรายละเอียดลึกของสกิลที่อยู่ในเมืองเมตรา พบว่ามีสกิลที่เตะตาอยู่ไม่น้อยอาทิเช่น…

Campfire **

เนื่องจากในเกม SoT เหล่าผู้เล่นยังใช้การเดินทางภาคพื้นดินเป็นหลัก จำเป็นต้องทำการพักแรมระหว่างทางจนเป็นเรื่องปรกติ ทักษะนี้จะทำให้ประสิทธิภาพในการฟื้นฟู HP MP SP สูงขึ้น ทั้งยังลดโอกาสพบศัตรูในเวลาพักผ่อนได้ในระดับหนึ่ง

Analysis E **

ต่อไปมีสายอาชีพที่ช่วยวิเคราะห์ไอเท็มต่าง ๆ ได้ดีกว่าก็จริงอยู่ แต่ถ้าพึ่งพาคนอื่นเสียหมด รับรองได้ว่ามีเท่าไหร่ก็ไม่พอ ควรเลื่อนขั้นให้สุด (C)

Basic HP recovery **

ช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตระหว่างต่อสู้ได้จำนวนหนึ่ง มีไว้ดีกว่าไม่มี ถ้าเล่นสายอาชีพประเภทนักเวทนี่คือสกิลชั้นยอด

Basic SP recovery *****

นักผจญภัยเป็นสายอาชีพที่โดดเด่นในเรื่องการเดินทางจึงมีค่า SP ค่อนข้างสูง และค่า SP สายอาชีพอื่นก็ใช้เยอะ

Basic MP recovery **

มีไว้ดีกว่าไม่มี

Quick Learner *****

เป็นตัวช่วยให้สามารถเรียนรู้สกิลสายทั่วไปได้รวดเร็วขึ้น ประหยัดเวลามหาศาล

Basic attribute modification ****

ค่าสถานะของตัวละคร ถึงอัพเลเวลตัวละครไม่ได้ แต่ใน SoT จะมีสกิลประเภทนี้ที่ช่วยเพิ่มค่าสถานะได้

Basic of SP *****

เป็นการเพิ่มค่าสถานะSP ในระดับที่ค่อนข้างสูง ใช้ได้อีกนาน

Adventurer ****

เพิ่มความเร็วในการเดินทาง สกิลของนักผจญภัยโดยแท้ ต้องมี!

นอกจากนั้นยังมีสกิลจิปาฐะอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะสกิลเพิ่มค่าสถานะต่าง ๆ สกิลอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต สารภาพตามตรงเห็นค่าสถานะตัวเองเป็น 5 เรียบแบบนี้ จะทักษะอะไรก็อยากได้มาเสริมพลังทั้งนั้น ก็เขาไม่ใช่พวกผู้เล่นระดับสูงที่ย้อนกลับมาเป็นนักผจญภัย โดยมีสกิลระดับสูงติดตัวอยู่แล้วนี่นะ

“เฮ้อ…” คิดแล้วก็ผ่อนลมหายใจ เงยหน้าจากข้อมูลอันยาวเหยียดในจดหมายเป็นครั้งแรกในรอบชั่วโมง ภาพตรงหน้ามัวลงชั่วขณะคล้ายสภาพของคนที่นั่งทำงานหนักโดยไม่พักสายตา เขากะพริบตาเบา ๆ สองสามครั้งเพื่อปรับโฟกัสสายตาให้นิ่ง

หมู่บ้านเล็ก ๆ ยังคงคึกคัก เหล่า NPC ในตลาดยังเดินกันขวักไขว่ ปะปนกับเหล่าผู้เล่นที่เดินจับกลุ่มกันพูดคุยเสียงดัง เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว เมฆน้อยลอยดุ่ย ๆ บนฟ้า ไม่มีทีท่าจะช่วยบังแดดให้ได้ แต่ด้วยร่มไม้และลมทะเลทำให้บรรยากาศโดยรวมอบอุ่น และเย็นสบายน่านอนหลับสักงีบ

ประสบการณ์ออนไลน์ในโลกของ SoT เพียงแค่ชั่วโมงกว่า ๆ นี้ทำให้เขาแทบลืมไปแล้วว่ามันเป็นแค่เกม ถึงจะบอกว่าการเชื่อมต่อของเขาจะอยู่ในระดับ 100% แต่เป็นไปได้ด้วยหรือที่เขาจะสามารถสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิโดยรอบ สายลมอ่อนที่พัดปะหน้า กลิ่นของทะเลที่โชยมาเตะจมูก ภายในโลกเสมือนแห่งนี้

บางทีอาจเป็นผลของการควบคุม Lucid Dream ได้อย่างสมบูรณ์กันแน่นะ… แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่คิดให้ตายก็คงไม่ได้คำตอบ

“ฮึบ!” ลินน์ลุกขึ้นบิดขี้เกียจเพื่อยืดเส้นยืดสาย ตามองกวาดหาเป้าหมายหลักของการเริ่มต้นภารกิจ ก่อนที่คิ้วจะขมวดมุ่นลงในทันใด

ในเมืองเมตรานี้ จะมีใครเล่าที่มอบภารกิจหลักให้กับเหล่าผู้เล่น… หากไม่ใช่ตาลุง ตาตี่ ขนตาดก พุงพลุ้ย พูดจาไม่เป็นมิตรอย่างผู้ใหญ่บ้าน!

“ไม่ลองก็ไม่รู้… อย่างน้อยภารกิจปลดทักษะสายอาชีพก็ควรปล่อยออกมาบ้างล่ะมั้ง ไม่อย่างนั้นผู้เล่นใหม่จะเล่นกันอย่างไร?” เขาตัดสินใจมองโลกในเชิงบวกมากกว่าจะมองติดลบไปเสียหมด เมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ เขาใช้ชีวิตมาแบบนั้นมากกว่าจะไปนั่นบ่นถึงปัญหา

เมื่อความจริงซ้อนทับกับโลกเสมือน แรงผลักดันจึงพาเท้าก้าวเดินเข้าหาผู้ใหญ่บ้านแห่งเมืองเมตราอีกครั้ง และพออยู่ในรัศมีสามเมตร ตาลุงหันขวับจ้องเขม็งตอบด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรเช่นเดิม “มีธุระอะไรอีก เจ้าคนนอก” ลุงแกว่า

“ผมได้ยินมาว่าลุงมีทักษะสายอาชีพนักผจญภัยอยู่หลายสกิล…” ลินน์กลืนน้ำลายก่อนจะพูดต่อ ไม่เข้าใจตัวเองเช่นกันว่าทำไมต้องรู้สึกประหม่าตอนคุยกับ NPC… เริ่มรู้สึกว่าการเล่นผ่านคอมอาจจะทางเลือกที่ดีกว่าในกรณีแบบเดียวกันนี้ “หากต้องการเรียนต้องทำอย่างไรบ้าง… ครับ?” เขายังพยายามพูดต่อจนจบ แล้วเผชิญหน้ากับลุงผู้ใหญ่โดยตรง

ลุงผู้ใหญ่บ้าน เหลือกตาซ้ายใต้ขนตาหนาขึ้นจ้องเขม็ง บทสนทนาขาดช่วงไปชั่วขณะ ผู้เล่นรอบ ๆ เห็นคนดื้ออาจหาญคุยกับผู้ใหญ่บ้านก็เริ่มกระซิบกระซาบ

ถึงจะเริ่มอายหน่อย ๆ ที่กลายเป็นขี้ปากให้คนอื่นนินทากันเล่นสนุกปาก แต่เขาก็ไม่คิดถอย เพราะนี่เป็นทางลัดที่สุดเพื่อให้ได้สกิลที่ต้องการมา มิเช่นนั้นคงต้องผ่านการทำงานหนักอีกมาก และหลังจากเงียบอยู่นานปากดิจิตอลของลุงแกก็ขยับ ตอบกลับขวางหูสั้น ๆ “ไม่สอน”

“ทำไมล่ะ?” ลินน์ผงะ ไม่คิดว่าตื้อแล้วคำตอบจะสั้นและห้วนขนาดนี้ เขารับไม่ได้จึงถามย้อน

“ก็แค่ไม่อยากสอน” ลุงแกกอดอกมอง เส้นเลือดปุดบนหน้าผาก ไม่ใช่ลดความแรงแต่ดูจะเดือดขึ้นเรื่อย ๆ แต่นั่นไม่ใช่แค่ฝั่งตาลุงเท่านั้น…

อาการหัวร้อนที่จางหายไปของลินน์ก็เริ่มคุกรุ่นขึ้นอีกรอบ แต่ก็ต้องแสร้งยิ้มไว้ก่อน “ลุงไม่คิดว่าใจร้ายเกินไปเหรอ ปล่อยนักผจญภัยอ่อนหัด ไร้ญาติสนิทมิตรสหายอย่างผมไปเผชิญโลกกว้างทั้งอย่างนี้น่ะ…”

“คนอื่นไม่เห็นตาย” คำตอบลุงเหมือนยกมือหนาฟาดหน้าจนเลือดกลบ รอยยิ้มที่ปั้นไว้แทบจะจะหุบลงในชั่วพริบตา

“โธ่ เงินสักแดงก็ไม่มี ไม่มีงานให้จะเอาอะไรกิน” ลินน์พยายามทำตัวน่าสงสารสุดชีวิต ไม่ต้องสงสัยผู้เล่นคนอื่นหัวเราะลั่นไม่ปิดบังกับภาพผู้เล่นนิรนาม ออดอ้อนลุงผู้ใหญ่บ้านจอมหัวรั้นแห่งเมตรา และนั่นเป็นเหตุผลหลักที่เขาหัวร้อนด้วยเช่นกัน… อยากตะโกนออกไปจริง ๆ

ไม่ช่วยก็อย่ามาป่วนได้ไหม!?

“แกนี่ดื้อจริง…” คำออดอ้อนเหมือนจะเริ่มได้ผลเมื่อสีหน้าลุงผู้ใหญ่เริ่มอ่อนลง มือขวาละจากกอดอก เลื่อนขึ้นลูบเครางาม

“ความเป็นความตายนี่” เห็นอย่างนั้นลินน์จึงกระทุ้งเพิ่มอีกหน่อยหนึ่ง เหมือนว่าแผน‘หน้าด้าน’ จะได้ผลไม่เลวนัก

“ก็ได้ แต่ข้าให้แกเรียนได้สกิลเดียว” ในที่สุดลุงแกก็ยื่นข้อเสนอให้ แต่นั่นกลับทำให้เขาหน้าเสีย

“สกิลเดียวอะไรกันล่ะ?” ลินน์ลองแหย่อีกหน่อย แต่คราวนี้ไม่เป็นผลแล้ว

ลุงผู้ใหญ่บ้านหันขวับ เดินกลับไปทำงานต่อโดยไม่คิดเสวนาต่อด้วย พูดทิ้งท้ายไว้เพียง “โลภมากจะไม่ได้อะไรติดมือไปทั้งนั้น”

ลินน์ถอนหายใจยาวหลังจากจบบทสนทนาอันน่าอึดอัดลงได้ ไม่นึกว่าคนอย่างเขาจะต้องมานั่งปั้นหน้าเล่นละครในโลกของเกม mmorpg แบบนี้

แม้ว่าในท้ายที่สุดเขาจะโดนปฏิเสธความช่วยเหลืออีกรอบ แต่อย่างน้อยก็ต้องถือว่ามีความคืบหน้า… เขาไม่เคยเชื่อว่าการรอคอยโอกาสจะทำให้ได้พบกับหนทางที่ปูด้วยกลีบกุหลาบ เพราะจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา สิ่งที่ช่วยให้เขาไปถึงเป้าหมายได้รวดเร็วที่สุดก็คือ การกำหนดเส้นทางและบากบั่นเดินต่อไปจนกว่าจะถึงเส้นชัยเท่านั้น

นึกดูแล้วพวกเล่นมาก่อนต้องเล่นแบบมืดแปดด้านช่วยกันคลำทางจนเจอ พวกเล่นทีหลังก็มีปัญหากับ NPC แบบนี้ สมดุลย์ดีมาก

หึ… ยอมรับก็ได้ว่าปลอบใจตัวเองไปวัน ๆ

เขาเดินหลบเข้ามุมเพื่อเปิดจดหมายขึ้นอ่านอีกครั้ง ก่อนจะเปิดแผนที่ขยายสัดส่วนให้เห็นชัด แล้วเริ่มกาจุดหมายสำคัญลงไปทีละจุดจนครบ

เมื่อการเตรียมการเรียบร้อยจึงเริ่มเดินไปสำรวจท่าทีของ NPC เริ่มภารกิจของแต่ละทักษะที่ต้องการ เป้าหมายแรกคือ NPC เจ้าของร้านขายอัญมณีเวทมนตร์ คุณอีวาน ผู้ครอบครองสกิล Analysis E

จากจัตุรัสกลางเมือง เพียงเดินแยกไปทางทิศตะวันตกร้านของอีวานจะตั้งอยู่ทางขวามือ แต่ยังไปไม่ถึง เขาก็ได้ยินเสียงร้องโวยวายของผู้คนดังเซ็งแซ่จึงต้องแอบดูอยู่ห่าง ๆ

เขาเห็นเอลฟ์หนุ่มคนหนึ่งกำลังปัดกวาดร้าน เขาเห็นเศษไหดินเผาแตกร่วงอยู่ รอบ ๆ มี NPC หลายคนเข้ามาคุยด้วยความเห็นใจ เพียงได้ยินประโยคว่า “ลูกค้าทำของเสียหายอีกแล้วเหรอ?” เขาก็ไม่กล้าเดินเข้าหาแล้ว เพราะจังหวะไม่ดีอย่างยิ่ง เกรงว่าจะเป็นการเติมเชื้อไฟเปล่า ๆ เกิดค่าความสนิทติดลบเพิ่มคงลำบากแย่

ส่วนของที่แตกหักนั่นเขาพอจะคาดเดาได้อยู่ เนื่องจากเกมนี้มีระบบบังคับหลายแพลตฟอร์ม… พวกที่เล่นจากมือถือหรือเครื่องเกมที่มีความละเอียดต่ำ การบังคับจึงไม่ละเอียดนัก และบางคนได้ของใหม่ก็ชอบลองสกิล ลองนู่นลองนี่ไปด้วยโดยเฉพาะพวกมือใหม่ หรือไม่ก็พวกที่เล่นเกม RPG มาบ่อย ๆ เข้าเกมมาชอบเดินค้นข้าวของเครื่องใช้ เปิดหีบทุบไหหาของฟรีในบ้าน NPC อันเป็นความเชื่อผิด ๆ ในโลก SoT ซึ่งนั่นคงเป็นหนึ่งในสาเหตุของเรื่องบ้า ๆ แบบนี้

แค่คิดก็รู้สึกปวดศีรษะตงิด ๆ

“ช่วยไม่ได้ ลองไปร้านขายหนังสือก่อนดีกว่าแฮะ…” เป้าหมายต่อไปของเขาคือหนึ่งในทักษะชั้นยอด quick learner แต่เดินต่อได้สักพักก็ต้องชะงักฝีเท้าอีก เพราะเห็นลิบ ๆ ว่าร้านเจ้ากรรมดันมีป้ายไม้เขียนไว้ ‘ปิดให้บริการ’

ร้านค้าในเกม mmorpg ที่เปรียบเสมือน 7/11 กลับปิดบริการตั้งแต่หัววัน นับเป็นตลกร้ายชัด ๆ เขาวิ่งโร่ไปที่หน้าร้าน มองผ่านกระจกเข้าไปก็เห็นชั้นหนังสือเรียงราย แต่ร้านดังกล่าวกลับปิดไฟไว้จริง ๆ บรรยากาศเงียบเหงาวังเวงสิ้นดี นั่นทำให้เขาหน้าเสีย แบบนี้มีคนมาด่ากันตรงหน้ายังจะดีกว่า ไม่ใช่ NPC หายสาบสูญ!

“พี่สาว ถามหน่อยสิ คุณเจ้าของร้านเขาไปไหนเหรอครับ?” เรื่องแบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ เขาตัดสินใจวิ่งไปหา NPC คนหนึ่งที่กำลังจัดดอกไม้ที่สวนหย่อมหน้าบ้านของตน

เธอเหลียวมองด้วยความแปลกใจ แม้สายตาจะดูระแวงหน่อย ๆ แต่ก็ไม่ถึงขั้นไม่เป็นมิตรแบบตาลุงหัวแข็งนั่นทำให้เขาโล่งอกอยู่บ้าง

“ปิดตั้งนานแล้วล่ะ” นั่นคือคำตอบของเธอ “ลูกของคุณทอนนี่เขามีโรคประจำตัว จำเป็นต้องได้สมุนไพรเฉพาะอย่างหนึ่ง แต่เนื่องจากในเมืองไม่มีใครสามารถหาได้ เขาจึงต้องไปหาเองน่ะสิ”

“หา… เอง?” ลินน์เลิกคิ้วมองอย่างงุนงง “ทำไมของถึงขาดขนาดนั้นได้ล่ะครับ น่าจะเป็นของจำเป็นไม่ใช่เหรอ?”

“ใช่ เป็นของจำเป็น แต่เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง คนจากฟากนู้นได้มาก็เอาไปลงตลาดกลาง ไม่เอามาขายให้พวกเรานี่นา” หญิงสาวค้อนตอบ ก่อนจะถามต่อด้วยความแปลกใจ “อ้าว ๆ เป็นอะไรมากไหมน่ะ?”

ขณะนั้นเขาเวียนหัว ซวนเซไปพิงกำแพงหิน ยิ้มแหยเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก… เกมนี้เกินความคาดหมายไปไหนครับ…

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ” เขาตอบกลับก่อนจะถามเพิ่มเติม “แล้วสมุนไพรที่ว่าชื่ออะไรเหรอครับ?”

หญิงสาวครุ่นคิดก่อนจะตอบกลับง่าย ๆ “เซฟาริน”

บทสนทนาจบลงเท่านั้น เขาก็เดินกลับไปที่จัตุรัสใจกลางเมืองอีกครั้ง ณ บอร์ดรับภารกิจ ลองค้นดูก็พบว่ามีคำขอให้ช่วยหาสมุนไพรชื่อ เซฟาริน อยู่จำนวนหนึ่ง โดยให้ค่าจ้างวานอยู่ที่ 10 เหรียญเงินต่อต้น

เขาพอมองภาพรวมออกแล้ว ดูเหมือนว่าเจ้าสมุนไพรบ้านี่จะเป็นของหายากในระดับหนึ่ง และการที่จะได้รับข้อมูลที่แน่ชัดมีทางเดียว…

เขาเปิดรายชื่อเพื่อนขึ้นมา ก่อนจะพิมพ์ข้อความส่งไปให้เพื่อนเพียงคนเดียวในปัจจุบัน… นาย YouMoronGoDie ข้อความนั้นเขียนเพียงแค่

‘ขอราคาตลอดของเซฟาริน การใช้งาน หาจากไหนได้บ้าง?’

เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ระบบก็ขึ้นแจ้งเตือนตรงหน้าอีกครั้ง เขารีบเปิดอ่านและพบว่าเรื่องราวไม่ต่างจากที่คาดคิดมากนัก…

เซฟาริน – ชื่อย่อSef.

ปัจจุบันใช้ในการผลิต HP potion (A) ซึ่งใช้ในการทำสงครามกิลด์ รวมไปถึงสงครามระหว่างประเทศ เนื่องจากหาได้เพียงน้อยนิดแต่มีความต้องการสูง ราคาจึงปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคากลางปัจจุบันอยู่ที่ 50 silver ต่อต้น

เยี่ยม… ราคาสูงกว่าที่พวก NPC ตั้งไว้ตั้งต้นละ 40 silver ไม่ใช่เหรอนั่น… แล้วใครมันจะไปรับครับ ภารกิจขาดทุนแบบนี้คุณผู้สร้างเกม

เขาแอบโวยในใจก่อนจะไล่สายตาอ่านถึงประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือสถานที่ที่สามารถหาเจ้าสมุนไพรนี้ได้ในเกาะเริ่มต้น

ที่แรกคือป่าทางตะวันออกของเมืองเมตรา แต่หาไม่ง่ายนักเพราะรกมาก จำเป็นต้องมีทักษะในการตรวจสอบภูมิประเทศและแยกแยะสมุนไพรในระดับ C เป็นอย่างน้อย

สถานที่ต่อมา ทุ่งราบโบรมิน ถัดจากป่าเพียงเล็กน้อย มอนสเตอร์ประเภทกระต่ายชื่อ ซูซู มีโอกาสดรอปอยู่ที่ 0.1% โชคดีที่ในทุ่งราบนั้นมีมอนสเตอร์อีกประเภทหนึ่งชื่อ โบฮีเมียน ซึ่งดรอปแร่มีประโยชน์เช่น บราวน์เอ็มเบล็ม สามารถขายได้ในราคาดีเช่นกัน ผู้เล่นใหม่มักหาเงินกันบริเวณนี้

สุดท้าย เป็นบอสประจำเกาะทิศตะวันออก รูนิค นิสัยของบอสตัวนี้คือชอบเก็บสะสมของมีค่า ไม่ยากมากนักแต่ความทนทานสูง HP สูง…

“เฮ้อ…” เขาอ่านเพียงเท่านั้นก็ปิดจดหมายทิ้ง พร้อม ๆ ไปกับการหายใจเพิ่มค่าคาร์บอนให้โลก SoT ไปวัน ๆ แม้เขาจะไม่แน่ใจว่าโลกนี้มีคาร์บอนหรือไม่ก็เถอะ

เขาคงต้องจัดกระบวนความคิดเสียใหม่ ประสบการณ์การเล่นเกม mmorpg ที่ผ่านมาไม่สามารถใช้ที่นี่ได้สักนิด แรกเริ่มเขาคิดว่าเข้าเกมมาจะได้ปลดปล่อยจากเรื่องหนักสมอง วิ่งทำภารกิจ ต่อสู้ พัฒนาตัวละครให้สะใจ ที่ไหนได้มีเรื่องให้ตื่นเต้นได้ห้านาที หลังจากนั้นสิ่งที่ประดังเข้ามาล้วนเป็นปัญหาล้วน ๆ

ใครเล่าจะไปคิดว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์ที่ NPC ทั้งเมืองไม่เป็นมิตร จึงไม่สามารถรับภารกิจได้ ซ้ำ NPC สำคัญยังหายตัวไปทำภารกิจ เพราะไม่มีผู้เล่นหน้าไหนช่วย

ระหว่างที่คิดไปเรื่อยเปื่อย ขาก็พาให้เขาเดินมาหยุดอยู่บริเวณหน้าร้านหนังสือโดยไม่รู้ตัว เขายืนกะพริบตาปริบ ๆ มองอยู่ตรงหน้าร้านที่เงียบเหงา แต่กลับมีเสียงหนึ่งร้องเรียกจากหน้าต่างชั้นสอง…

“พี่ชาย ๆ มาหาคุณพ่อเหรอคะ?” เสียงใสร้องถามด้วยรอยยิ้มพร้อมโบกมือให้… ก่อนจะยกมือปิดปากไอแค่ก ๆ

“อืม” ลินน์เงยหน้ามอง กะพริบตาปริบ ๆ และยิ้มรับให้… นั่นคงเป็นลูกสาวของเจ้าของร้าน เธออายุเพียงห้าถึงหกปีหากให้ประมาณด้วยสายตา เป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ผมสีทอง ตาสีฟ้าอย่างกับตุ๊กตา แต่สีหน้าค่อนข้างซีด บ่งบอกชัดว่ากำลังป่วย

“คุณพ่อเข้าป่าตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับก็ค่ำทุกวัน…” เด็กคนนั้นพูดพลางทำหน้าเศร้า ราวกับรู้ว่าเป็นเพราะตนเอง “พี่จ๋า ช่วยเอาขนมถุงนี้ไปให้คุณพ่อได้ไหม ท่านคงเหนื่อยแน่ ๆ”

ว่าแล้วเธอก็โชว์ถุงขนมสีชมพูลายดอกไม้ มัดไว้ด้วยเชือกสีแดงให้ดู ภาพนั้นทำให้ลินน์เผลอยิ้มออกมาแล้วเกาศีรษะแกรก ๆ “ก็ต้องได้อยู่แล้วสิ หนูน้อย” เขาตอบกลับโดยไม่คิด

เด็กสาวยิ้มแฉ่ง ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังตุบ ๆ วิ่งตรงมาทางหน้าต่างอย่างรวดเร็ว แต่ถุงขนมนั้นก็ตกเข้ามือของลินน์เรียบร้อยแล้ว

เขาได้ยินเสียงเอ็ดดังลั่น “ลิเดีย แม่บอกแล้วไงอย่าไปคุยกับพวกคนนอก พวกนั้นเชื่อได้ที่ไหนกัน!” แต่เด็กหญิงคนนั้นก็เถียงกลับทันควัน “พี่ชายใจดี พี่ชายคุยกับหนูด้วยล่ะ!”

หน้าต่างปิดลง สรรพเสียงก็เงียบหาย เหลือเพียงแค่เขาที่ยืนสงบนิ่งอยู่บริเวณนั้น ภาพใบหน้าของเด็กสาวที่พูดเสียงใสนั้นยังกระจ่างชัดในห้องความคิดจวบจนตอนนี้

นั่นน่ะหรือ NPC…?

สำหรับเขากลับเห็นเหมือนชีวิตหนึ่ง… เป็นเด็กผู้หญิงจริง ๆ คนหนึ่งที่ร้องขอความช่วยเหลือจากใจ…

“นี่คงนับเป็นภารกิจแรกได้ใช่ไหมนะ?”

ลินน์ยิ้มกริ่ม เก็บถุงขนมที่ได้รับมาไว้อย่างดีในช่องเก็บของ ก่อนที่ขาทั้งสองข้างจะเริ่มออกเดิน… และเปลี่ยนเป็นวิ่งในเวลาต่อมา นี่เป็นก้าวแรกที่แท้จริงของเขาในโลกใบใหม่แห่งนี้

----แอบมาอัพ กำลังวอร์มเครื่อง!

edited : 6/5/2020 10:30

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...