โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รัฐบาลเล็งรีดภาษีเพิ่ม 6 แสนล้าน แก้วิกฤติการคลัง ขาดดุลระยะยาว

เดลินิวส์

อัพเดต 29 ส.ค. 2568 เวลา 19.16 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 12.06 น. • เดลินิวส์
พิชัย เปิดแผนการคลัง แก้วิกฤติขาดดุลระยะยาว ลุยเพิ่มภาษี 6 แสนล้าน ยังไม่ฟันธงขึ้นแวต หารายได้จากสินทรัพย์ และแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เล็งขยายลงทุน ปั๊มจีดีพี 4-5% ลดการขาดดุลเหลือ 3% ได้

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมยตรี และรมว.คลัง เปิดเผยในงานปาฐกถาสัมมนาประจำปีของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่า ยอมรับว่าปัจจุบันไทยยังมีสถานะการคลังไม่สมดุล เนื่องจากมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ และต้องทำงบประมาณขาดดุลมาอย่างยาวนาน ดังนั้นการปฏิรูปทางการคลังสมดุลและยั่งยืน ภาครัฐจะต้องมีรายได้มากขึ้นมาจาก 3 ส่วน ส่วนแรกจากภาษีของรัฐบาล ควรต้องเพิ่มขึ้นอีก 6 แสนล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันรัฐมีรายได้ภาษีคิดเป็นสัดส่วนเพียง 15% ต่อจีดีพี ซึ่งยังต่ำกว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกับไทยที่อยู่ 18% จึงควรจะต้องมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นอีก 3% หรือ 6 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากปัจจุบันที่เก็บ 7% ที่จะหมดอายุในเดือน ก.ย.นี้ กำลังพิจารณาชั่งน้ำหนักว่า ควรจะทำอย่างไร เพราะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว ภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย ต่ำกว่าหลายๆ ประเทศมาก แต่การจะปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังไม่อยู่ในภาวะที่เป็นธรรมชาติ, ผลกระทบจากภาษีทรัมป์ โดยหากรัฐบาลตัดสินใจปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็คงจะไม่นำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปลดภาระหนี้สาธารณะอย่างเดียว แต่จะนำไปใช้ลงทุนที่จะเกิดผลดีต่อภาคเอกชน และการจ้างงานของประชาชนรายย่อย

ส่วนอีก 2 วิธีต่อมาคือ การเพิ่มรายได้ของรัฐบาล ด้วยการนำทรัพย์สินของภาครัฐ เช่น ทางด่วน หรือสายส่งไฟฟ้า นำมาแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ซึ่งทรัพย์สินในส่วนนี้มีมูลค่ารวมกันราว 2 ล้านล้านบาท และมีรายได้เข้ามาหลายแสนล้านบาท นอกจากนี้รัฐบาลควรจะมีการหารายได้จากสินทรัพย์ที่มีการลงทุนไป ผ่านหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะปัจจุบัน ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ยังต่ำมากไม่ถึง 2% ด้วย

“รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะขาดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือไม่เกิน 3% ของจีดีพี จากปีงบประมาณ 68 ที่อยู่ที่ 4% เศษ และปีงบประมาณ 69 อยู่ที่ 4% ซึ่งหลังจากนั้นอีก 1-2 ปีงบประมาณ รัฐบาลจะพยายามทำให้การขาดดุลลดลงไม่เกิน 3% ของจีดีพี”

นายพิชัย กล่าวว่า นอกจากการเพิ่มรายได้เข้ารัฐแล้ว สิ่งที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่ทางการคลังสู่ความยั่งยืนได้ จะต้องมีการเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันจีดีพีโตต่ำสุดในภูมิภาค และต่ำกว่าศักยภาพ เห็นได้จากตัวเลขค่อยโตต่ำลงมาเรื่อย โดยสิ่งที่จำเป็นต้องเร่งแก้ตั้งแต่ต้นเหตุคือ การเร่งการลงทุน ซึ่งก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 การลงทุนของไทยเคยสูงถึง 51% ของจีดีพี แต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง การลงทุนของไทยอยู่ในระดับ 20% หรือคิดเป็นเม็ดเงินลงทุน 4 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อย ดังนั้น ควรเพิ่มการลงทุนขึ้นเป็น 30% ของจีดีพี หรือเป็นเม็ดเงิน 6 ล้านล้านบาท โดย 1 ล้านล้านบาทมาจากลงทุนต่างชาติ 5 แสนล้านบาทจากภาครัฐ และอีก 4.5 ล้านล้านบาทมาจากการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชนไทย ในระบบซัพพลายเชน

"สาเหตุที่การลงทุนต่างชาติ ของไทย แผ่วลงเพราะโลกได้ปรับเปลี่ยนไปมากในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาแต่ไทยยังผลิตสินค้าแบบเดิม เห็นได้จากการส่งออกที่เน้นสินค้าเกษตร ที่มีผลผลิตและรายได้น้อยลงไม่ถึง 8% ของจีดีพี ซึ่งเป็นโครงสร้างการผลิตแบบเดิมๆ จึงจำเป็นต้องปฏิรูปใหม่ โดยหากไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีเป็น 30-35% โอกาสที่จะขยายตัว 4-5% ก็เป็นไปได้"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...