“ญี่ปุ่น” เตรียมปฏิรูประบบประกันสังคม ดึงแรงงานหญิงร่วมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตแรงงาน
"ญี่ปุ่น" เตรียมออกกฎหมายใหม่ บังคับแรงงานพาร์ทไทม์ที่ทำงานเกิน 20 ชั่วโมง/สัปดาห์ จ่ายสมทบประกันสังคม-สุขภาพ คาดกระทบผู้หญิง 900,000 คน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องยกเลิกระบบคู่สมรสพึ่งพิง
วันที่ 12 มิถุนายน 2568 เวลา 12.43 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัญหาแรงงานขาดแคลนในระดับรุนแรง จนทำให้นักการเมืองสายอนุรักษนิยมของประเทศต้องพิจารณาปฏิรูปกฎเกณฑ์ด้านสวัสดิการสังคมที่ใช้มายาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งเดิมถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้ภรรยาอยู่บ้านและดูแลครอบครัว
รัฐบาลญี่ปุ่นคาดว่าจะผ่านร่างกฎหมายในวันศุกร์ (13 มิ.ย.) เพื่อให้แรงงานพาร์ทไทม์ต้องจ่ายเงินสมทบเข้าระบบบำนาญและประกันสุขภาพ ซึ่งถือเป็นการลดหย่อนสิทธิพิเศษที่เคยจูงใจให้ผู้หญิงจำกัดชั่วโมงการทำงานและไม่ก้าวหน้าในอาชีพ
โดยระบบคู่สมรสที่อยู่ในความอุปการะนี้เริ่มใช้ในปี 1986 ช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู โดยให้ยกเว้นการจ่ายเงินประกันแก่คู่สมรสที่มีรายได้ไม่เกิน 1.3 ล้านเยน หรือประมาณ 9,028 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อขยายการคุ้มครองด้านสวัสดิการในยุคนั้น
แม้การปฏิรูปในครั้งนี้จะไม่ได้ยกเลิกระบบทั้งหมด แต่นักวิชาการและภาคธุรกิจต่างเห็นว่าระบบดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และยังสะท้อนภาพจำแบบเก่าเกี่ยวกับบทบาททางเพศ
โนบุโกะ นากาเสะ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยสตรีโอตสึมะ กล่าวว่า “ในมุมมองเศรษฐศาสตร์แรงงาน ระบบนี้ไม่มีเหตุผลเลย มันจำกัดทั้งอุปทานแรงงานหญิงที่มีคุณภาพ และกดดันไม่ให้ค่าแรงโดยรวมเพิ่มขึ้น”
โดยปัญหาขาดแคลนแรงงานในญี่ปุ่นรุนแรงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในภาคบริการและธุรกิจขนาดเล็ก สาเหตุหลักคือจำนวนประชากรที่ลดลงและเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาคธุรกิจระบุว่าระบบประกันแบบเดิม ทำให้หาคนทำงานพาร์ทไทม์ได้ยาก เพราะแรงงานหญิงจำนวนมากพยายามจำกัดรายได้ให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ เพื่อไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ
สมาคมผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่น (Japan Association of Corporate Executives) จึงเรียกร้องให้ยกเลิกระบบนี้โดยทันที โดยระบุว่า “เราขอให้รัฐบาลทบทวนระบบนี้โดยด่วน จำเป็นต้องออกแบบใหม่ให้พ้นจากแนวคิดภรรยาเต็มเวลาในอดีต”
แม้ข้อเรียกร้องให้ยกเลิกระบบจะกว้างขึ้น แต่ฝั่งนักการเมืองอนุรักษนิยมยังลังเลที่จะปฏิรูปอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งร่างกฎหมายที่เตรียมผ่านในปัจจุบันมีเสียงสนับสนุนในสภา โดยจะ บังคับให้แรงงานพาร์ทไทม์ที่ทำงานเกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ต้องจ่ายเงินประกันสุขภาพและเงินบำนาญ ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใดหรือทำงานกับบริษัทขนาดใดก็ตาม
กระทรวงสวัสดิการระบุว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำเป็นขั้นตอน และจะส่งผลให้แรงงานพาร์ทไทม์หญิงราว 900,000 คน ต้องเริ่มจ่ายเงินสมทบ ซึ่งจะลดจำนวนคู่สมรสในความอุปการะจากปัจจุบัน 6.7 ล้านคน โดย 98% เป็นผู้หญิง อย่างไรก็ตามกฎหมายยังคงระบบคู่สมรสอุปการะไว้ โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่กว่านี้ต้องใช้ “การถกเถียงระดับชาติ” และการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า “เรายังหาข้อสรุปไม่ได้ในการปฏิรูปครั้งนี้ เพราะคนที่อยู่ในระบบนี้มีหลายกลุ่ม ไม่ใช่แค่แม่บ้านเต็มเวลา แต่รวมถึงผู้ที่ดูแลลูก คนป่วย หรือผู้สูงอายุ”
ทั้งนี้การถกเถียงเรื่องระบบคู่สมรสในความอุปการะเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2543 เมื่อรัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา เพราะตั้งแต่ตอนนั้นครอบครัวที่มีรายได้สองทางก็มีมากกว่าครอบครัวที่แม่บ้านอยู่บ้านแล้ว ระบบนี้ยังถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นธรรมต่อคู่สมรสของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีสิทธิได้รับการยกเว้น โดยสหภาพแรงงานใหญ่สุดของญี่ปุ่น Rengo และกลุ่มล็อบบี้ธุรกิจ ก็เรียกร้องให้ ยกเลิกระบบนี้อย่างจริงจัง
Rengo ซึ่งมีสมาชิก 7 ล้านคนระบุว่า “ระบบนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอาชีพของผู้หญิง และสร้างช่องว่างค่าแรงระหว่างเพศ”
ทาโมโกะ โยชิโนะ หญิงคนแรกที่เป็นประธาน Rengo กล่าวว่า ตนเห็นความไม่เหมาะสมของระบบนี้มาตั้งแต่ช่วงต้นยุค 90 แต่ในตอนนั้นผู้หญิงยังมีบทบาทน้อยในระดับตัดสินใจ จึงไม่สามารถผลักดันการปฏิรูปได้จริง
ศาสตราจารย์นากาเสะ กล่าวเสริมว่า การปฏิรูปต้องมาพร้อมกับการเปลี่ยนทัศนคติของนายจ้าง ที่ยังมองแรงงานหญิงพาร์ทไทม์เป็นแค่แรงงานเสริมราคาถูก ค่าแรงของพาร์ทไทม์ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับพนักงานประจำ โอกาสเลื่อนตำแหน่งก็น้อย หากญี่ปุ่นไม่ใช้ศักยภาพของแรงงานกลุ่มนี้ให้เต็มที่ เศรษฐกิจในยุคแรงงานขาดแคลนจะยิ่งเสียเปรียบ
อ้างอิง : reuters.com