โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ญี่ปุ่น” เตรียมปฏิรูประบบประกันสังคม ดึงแรงงานหญิงร่วมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตแรงงาน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 13.58 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 06.58 น.

"ญี่ปุ่น" เตรียมออกกฎหมายใหม่ บังคับแรงงานพาร์ทไทม์ที่ทำงานเกิน 20 ชั่วโมง/สัปดาห์ จ่ายสมทบประกันสังคม-สุขภาพ คาดกระทบผู้หญิง 900,000 คน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องยกเลิกระบบคู่สมรสพึ่งพิง

วันที่ 12 มิถุนายน 2568 เวลา 12.43 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัญหาแรงงานขาดแคลนในระดับรุนแรง จนทำให้นักการเมืองสายอนุรักษนิยมของประเทศต้องพิจารณาปฏิรูปกฎเกณฑ์ด้านสวัสดิการสังคมที่ใช้มายาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งเดิมถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้ภรรยาอยู่บ้านและดูแลครอบครัว

รัฐบาลญี่ปุ่นคาดว่าจะผ่านร่างกฎหมายในวันศุกร์ (13 มิ.ย.) เพื่อให้แรงงานพาร์ทไทม์ต้องจ่ายเงินสมทบเข้าระบบบำนาญและประกันสุขภาพ ซึ่งถือเป็นการลดหย่อนสิทธิพิเศษที่เคยจูงใจให้ผู้หญิงจำกัดชั่วโมงการทำงานและไม่ก้าวหน้าในอาชีพ

โดยระบบคู่สมรสที่อยู่ในความอุปการะนี้เริ่มใช้ในปี 1986 ช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู โดยให้ยกเว้นการจ่ายเงินประกันแก่คู่สมรสที่มีรายได้ไม่เกิน 1.3 ล้านเยน หรือประมาณ 9,028 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อขยายการคุ้มครองด้านสวัสดิการในยุคนั้น

แม้การปฏิรูปในครั้งนี้จะไม่ได้ยกเลิกระบบทั้งหมด แต่นักวิชาการและภาคธุรกิจต่างเห็นว่าระบบดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และยังสะท้อนภาพจำแบบเก่าเกี่ยวกับบทบาททางเพศ

โนบุโกะ นากาเสะ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยสตรีโอตสึมะ กล่าวว่า “ในมุมมองเศรษฐศาสตร์แรงงาน ระบบนี้ไม่มีเหตุผลเลย มันจำกัดทั้งอุปทานแรงงานหญิงที่มีคุณภาพ และกดดันไม่ให้ค่าแรงโดยรวมเพิ่มขึ้น”

โดยปัญหาขาดแคลนแรงงานในญี่ปุ่นรุนแรงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในภาคบริการและธุรกิจขนาดเล็ก สาเหตุหลักคือจำนวนประชากรที่ลดลงและเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาคธุรกิจระบุว่าระบบประกันแบบเดิม ทำให้หาคนทำงานพาร์ทไทม์ได้ยาก เพราะแรงงานหญิงจำนวนมากพยายามจำกัดรายได้ให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ เพื่อไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ

สมาคมผู้บริหารบริษัทญี่ปุ่น (Japan Association of Corporate Executives) จึงเรียกร้องให้ยกเลิกระบบนี้โดยทันที โดยระบุว่า “เราขอให้รัฐบาลทบทวนระบบนี้โดยด่วน จำเป็นต้องออกแบบใหม่ให้พ้นจากแนวคิดภรรยาเต็มเวลาในอดีต”

แม้ข้อเรียกร้องให้ยกเลิกระบบจะกว้างขึ้น แต่ฝั่งนักการเมืองอนุรักษนิยมยังลังเลที่จะปฏิรูปอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งร่างกฎหมายที่เตรียมผ่านในปัจจุบันมีเสียงสนับสนุนในสภา โดยจะ บังคับให้แรงงานพาร์ทไทม์ที่ทำงานเกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ต้องจ่ายเงินประกันสุขภาพและเงินบำนาญ ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใดหรือทำงานกับบริษัทขนาดใดก็ตาม

กระทรวงสวัสดิการระบุว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำเป็นขั้นตอน และจะส่งผลให้แรงงานพาร์ทไทม์หญิงราว 900,000 คน ต้องเริ่มจ่ายเงินสมทบ ซึ่งจะลดจำนวนคู่สมรสในความอุปการะจากปัจจุบัน 6.7 ล้านคน โดย 98% เป็นผู้หญิง อย่างไรก็ตามกฎหมายยังคงระบบคู่สมรสอุปการะไว้ โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่กว่านี้ต้องใช้ “การถกเถียงระดับชาติ” และการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า “เรายังหาข้อสรุปไม่ได้ในการปฏิรูปครั้งนี้ เพราะคนที่อยู่ในระบบนี้มีหลายกลุ่ม ไม่ใช่แค่แม่บ้านเต็มเวลา แต่รวมถึงผู้ที่ดูแลลูก คนป่วย หรือผู้สูงอายุ”

ทั้งนี้การถกเถียงเรื่องระบบคู่สมรสในความอุปการะเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2543 เมื่อรัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา เพราะตั้งแต่ตอนนั้นครอบครัวที่มีรายได้สองทางก็มีมากกว่าครอบครัวที่แม่บ้านอยู่บ้านแล้ว ระบบนี้ยังถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นธรรมต่อคู่สมรสของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีสิทธิได้รับการยกเว้น โดยสหภาพแรงงานใหญ่สุดของญี่ปุ่น Rengo และกลุ่มล็อบบี้ธุรกิจ ก็เรียกร้องให้ ยกเลิกระบบนี้อย่างจริงจัง

Rengo ซึ่งมีสมาชิก 7 ล้านคนระบุว่า “ระบบนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอาชีพของผู้หญิง และสร้างช่องว่างค่าแรงระหว่างเพศ”

ทาโมโกะ โยชิโนะ หญิงคนแรกที่เป็นประธาน Rengo กล่าวว่า ตนเห็นความไม่เหมาะสมของระบบนี้มาตั้งแต่ช่วงต้นยุค 90 แต่ในตอนนั้นผู้หญิงยังมีบทบาทน้อยในระดับตัดสินใจ จึงไม่สามารถผลักดันการปฏิรูปได้จริง

ศาสตราจารย์นากาเสะ กล่าวเสริมว่า การปฏิรูปต้องมาพร้อมกับการเปลี่ยนทัศนคติของนายจ้าง ที่ยังมองแรงงานหญิงพาร์ทไทม์เป็นแค่แรงงานเสริมราคาถูก ค่าแรงของพาร์ทไทม์ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับพนักงานประจำ โอกาสเลื่อนตำแหน่งก็น้อย หากญี่ปุ่นไม่ใช้ศักยภาพของแรงงานกลุ่มนี้ให้เต็มที่ เศรษฐกิจในยุคแรงงานขาดแคลนจะยิ่งเสียเปรียบ

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...