วิวัฒนาการชาตินิยมของประชาชน จากมรดกคณะราษฎร 2475 สู่อาวุธของอนุรักษนิยม
วันที่ 24 มิถุนายน 2475 คือวันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตย โดยกลุ่มคนที่เรียกว่า ‘คณะราษฎร’ หลักใหญ่ใจความของความเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นคือ ‘ประชาธิปไตย’ ที่แม้เดินทางอย่างกระท่อนกระแท่น แต่ก็ยังคงยืนหยัดอยู่มาจนถึง 93 ปี หรือใกล้ครบศตวรรษเข้าไปทุกขณะ
ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง สยามอยู่ภายใต้แนวคิด ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลาง เรียกได้ว่าเป็น ‘ราชาชาตินิยม’ การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรจึงเป็นการสร้างความหมายแบบใหม่ของชาติขึ้นมา
นอกจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบใหม่ที่เริ่มต้นในปี 2475 คือจุดเปลี่ยนผ่านของนิยามคำว่า ‘ชาติ’ จากก่อนหน้านั้นไม่เคยนับรวมประชาชน มาสู่การเป็นชาติที่มีความหมายเท่ากับผู้คนที่ยืนบนระนาบเดียวกัน
จึงกล่าวได้ว่า ‘ชาตินิยมแบบใหม่’ เป็นมรดกชิ้นสำคัญของคณะราษฎร แต่เมื่อเวลาผ่านไป มรดกที่ชื่อว่าชาตินิยมกลับย้ายค่ายไปเป็นอาวุธของฝ่ายอนุรักษนิยม เพื่อใช้ปฏิเสธและโจมตีผลงานของคณะราษฎร
เหตุผลอะไรที่ทำให้สิ่งที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงไว้กลับหน้ากลับหลังเปลี่ยนความหมายเป็นด้านตรงข้าม ให้อำนาจที่เท่าเทียมของประชาชนไม่ได้ผูกอยู่กับความหมายของชาติ
‘ชาตินิยม’ คืออะไร
ก่อนเห็นวิวัฒนาการก้าวหน้าและถอยหลัง เราจำเป็นต้องทำความรู้จักกับนิยามของชาตินิยมกันก่อน
ชาตินิยม (Nationalism) คืออุดมการณ์หรือแนวคิดที่เชื่อว่าชาติ (nation) ควรมีอำนาจทางการเมืองเป็นของตนเองในรูปแบบของรัฐ (state) โดยแกนกลางของแนวคิดนี้คือการสร้างความจงรักภักดี ความรัก ความนิยม ความผูกพันของบุคคลต่อชาติ โดยที่คำว่า ‘ชาติ’ ที่ว่านี้ถือเป็นอัตลักษณ์ร่วมที่มีความแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย เช่น ในบริบทของไทย ชาติในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์และยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองก็มีหน้าตาไม่เหมือนกัน
ดังที่กล่าวข้างต้น แนวคิดชาตินิยมมีองค์ประกอบของชาติและรัฐ โดยชาติคือความรู้สึกร่วมของคนกลุ่มหนึ่งที่มีร่วมกัน ส่วนรัฐคืออำนาจที่มีสิทธิในการปกครองภายในดินแดนของตนเอง
แต่ทั้งชาติและรัฐไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองแต่ดั้งเดิม ตามแนวคิดทางรัฐศาสตร์ของ ชุมชนจินตกรรม: บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน อธิบายว่า ชาติเป็นชุมชนจินตกรรม (imaged community) ที่หมายถึงกลุ่มคนที่มีสำนึกหรือความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน โดยอาจมีบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน เช่น ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ชาติพันธ์ และอุดมการณ์แบบเดียวกัน
ส่วนรัฐจะเป็นหน่วยทางการเมืองที่เกิดขึ้นตามมา ประกอบด้วยประชากร ขอบเขตดินแดนที่แน่นอน รัฐบาลผู้มีอำนาจ มีอธิปไตย
'รัฐชาติ’ (nation-state) คือรูปแบบของรัฐสมัยใหม่ที่คำว่า ‘ชาติ’ ในฐานะชุมชนจินตกรรม และ ‘รัฐ’ ซึ่งมีความเป็นระเบียบแบบแผน หลอมรวมเข้าหากัน จึงกลายเป็นรัฐที่ประชากรส่วนใหญ่มีความรู้สึกร่วมว่าเป็นชาติเดียวกัน อาศัยอยู่ในแผ่นดินเดียวกัน ในดินแดนที่มีอธิปไตยของตนเอง การยึดมั่นในรัฐชาติจึงเป็นเป้าหมายสูงสุดของ ‘อุดมการณ์ชาตินิยม’ ซึ่งหากว่ากันตามทฤษฎีสมัยใหม่ ชาตินิยมจึงเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต้องการรวมประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้กลไก เช่น เพลงชาติ ธงชาติ การสร้างศัตรูร่วมผ่านสำนึกความเป็น ‘เรา’ และ ‘เขา’ และบรรจุสิ่งเหล่านี้ลงในระบบการศึกษา
ในหนังสือรวมบทความของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชาติไทย เมืองไทย แบบเรียนและอนุสาวรีย์ ว่าด้วยวัฒนธรรม รัฐ และรูปการจิตสำนึก ธงชัย วินิจจะกูล กล่าวถึง ‘ชาตินิยมไทย’ ไว้ในบทนำของหนังสือเล่มนี้ว่า
“ชาติสยามเพิ่งเกิดขึ้นได้ 100 ปีเศษ พร้อมกับความหวาดวิตกต่อความมั่นคงของรัฐอย่างฝังจิตฝังใจ ร้อยปีต่อมา ชาตินิยมและความรักชาติจึงมักเป็นเครื่องมืองทางการเมืองที่สำคัญเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เวลานี้ชาติไทยชนิดดังกล่าวกำลังก้าวเข้าไปสู่ชาติที่มั่นใจในความมั่นคง จึงทะเยอทะยานและเริ่มแผ่อิทธิพล ชาติไทยที่มั่นใจในตัวเองมีความหนักแน่นมากขึ้นต่อความแตกต่างหลากหลายในสังคม ต่อความริเริ่มและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นของท้องถิ่น โดยไม่ถือเป็นภัยคุกคามต่อเอกภาพของชาติ ชาติไทยชนิดใหม่กำลังก่อรูปก่อร้างขึ้นทั้งในทางปฏิบัติและในจิตสำนึกวิญญาณของผู้วิจารณ์ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสำนึกความเป็นชาติในแบบเดิมอีกแล้ว…”
ก่อน 2475 ‘ชาติ’ ที่ไม่มี ‘ประชาชน’
เมื่อการล่าอาณานิคมมาจ่อสยาม และเกิดการเสียดินแดนบางส่วน ทำให้ราชสำนักขณะนั้นต้องปรับตัว
การเปลี่ยนแปลงในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 คือ สยามจำเป็นต้องมีรัฐที่เข้มแข็ง และมีการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์อำนาจ เพื่อให้สยามเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญของโลก สยามจึงดึงเอาอำนาจการควบคุมทรัพยากรจากขุนนางมารวมศูนย์ภายใต้พระมหากษัตริย์
“การเริ่มเกิดรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์คือการเริ่มต้นของกระบวนการที่ศูนย์กลางทางอำนาจรัฐพยายามเข้าไปควบคุมและจัดการทรัพยากรในบริเวณต่างๆ ดังนั้น ‘รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์’ เป็นเพียงขั้นตอนแรกของการเกิดรัฐสมัยใหม่” รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด นักวิชาการอาวุโส ผู้เขียน ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย (The Rise and Decline of Thai Absolutism) เรียกการเปลี่ยนแปลงนั้นว่า เป็นการเกิดขึ้นของ ‘รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์’ ที่ไม่เหมือนกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบเดิม
เมื่อเกิดอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ จึงมีแนวคิดการสร้างรัฐเป็น ‘หนึ่งเดียว’ ด้วยคำว่า สามัคคี ภายใต้การนำของพระมหากษัตริย์ที่เป็นผู้กอบกู้เอกราช ปกป้องภัยคุกคามจากลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก และสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่กรุงเทพฯ ความรู้สึกร่วมชนิดนี้ได้รับการพัฒนาให้เข้มข้นจนกลายเป็น ‘อุดมการณ์’ สำคัญของชาติในเวลาต่อมา คือ ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’
กำเนิด ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’
‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ เป็นคำขวัญที่ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นรูปธรรมโดย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติและความเป็นไทยเพื่อพัฒนาไปสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่
กระแสชาตินิยมแบบสยามในสมัยรัชกาลที่ 6 บางข้อมูลอ้างอิงระบุว่า รัชกาลที่ 6 ทรงปฏิเสธข้อแนะนำเรื่องแนวคิดรัฐสภาและพระราชทานรัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 5 และทรงตั้งข้อสังเกตไว้ในพระราชดำรัสเมื่อ 30 มิถุนายน 2468 ว่า “อย่าลืมว่าสภาพของประเทศยุโรปกับเมืองไทยผิดกันอยู่ ฉะนั้นสิ่งที่เป็นคุณกับเขาอาจเป็นโทษสำหรับเราได้”
รัชกาลที่ 6 ทรงแสดงแนวคิดเกี่ยวกับชาตินิยมที่เข้มข้นหลายวาระ ทรงมีทฤษฎีว่า มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมแล้วเลือกพระมหากษัตริย์ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันเอง จากจุดนั้นพระราชอำนาจจึงเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์และท้าทายไม่ได้ และรัฐเปรียบเสมือนร่างกายซึ่งทุกๆ ส่วนมีบทบาทเฉพาะ พระมหากษัตริย์คือสมอง อวัยวะส่วนอื่นๆ ไม่ควรตั้งคำถาม เมื่อสมองสั่งงานลงมา หน้าที่คือต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม มีข้อความปรากฏในพระราชนิพนธ์ว่า
“ชาติบ้านเมืองเปรียบเสมือนเรือ พระราชาธิบดีคือนายเรือ ประชาชนคือผู้ที่ไปด้สวยกันในเรือลำนั้น”
ข้อเสนอสมัยรัชกาลที่ 6 ชาติและพระมหากษัตริย์จึงเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้น ชาตินิยม ความรักชาติ จึงหมายถึง ‘ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์’
‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตก เช่น คำขวัญของฝรั่งเศส ‘La Nation, la Loi, le Roi’ (ชาติ กฎหมาย พระมหากษัตริย์) และคำขวัญของอังกฤษ ‘For God, King, and Country’ (เพื่อพระเจ้า, กษัตริย์, และประเทศชาติ)
เมื่อนิยาม ‘ชาติ’ ถูกกำหนดโดยพระมหากษัตริย์ ในบริบทสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก่อนปี 2475 คำว่าชาติจึงไม่ได้หมายความรวมถึง ‘ประชาชน’ ในฐานะส่วนหนึ่งของชาติหรือร่วมเจ้าของอำนาจอธิปไตย แต่หมายถึงอาณาประชาราษฎร์ที่อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ดังนั้น ความรักชาติจึงหมายถึงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจและผู้พิทักษ์ชาติ
นอกจากเป็นการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก การสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมแบบ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรย์ ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมความสงบและสร้างเอกภาพภายใน ไม่ให้สถาบันถูกท้าทาย เพราะราษฎรที่ดีจะต้องมีความจงรักภักดีต่อสามสถาบันหลัก
นอกจากชาตินิยมในรูปแบบ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แนวคิดชาตินิยมเพื่อสร้าง ‘เรา’ และ ‘เขา’ ยังปรากฏอยู่ในงานเขียนชิ้นสำคัญ คือ บทพระราชนิพนธ์ ยิวแห่งบูรพาทิศ (The Jews of the Orient) ที่รัชกาลที่ 6 ทรงใช้นามแฝงว่า ‘อัศวพาหุ’ ตีพิมพ์เมื่อปี 2457 มีเนื้อหาว่าด้วยการสร้าง ‘ความเป็นอื่น’ เพื่อนิยาม ‘ความเป็นไทย’ ผ่านการเปรียบเทียบชาวจีนในสยามกับชาวยิวในยุโรป โดยทรงมองว่าทั้งสองกลุ่มเป็นชนชาติที่เข้ามาอาศัยในแผ่นดินอื่นเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ แต่ไม่มีความผูกพันหรือความจงรักภักดีต่อชาติเจ้าของแผ่นดิน ไปจนถึงมีความเป็นภัยและเป็นศัตรูร่วมกันของคนในชาติ
ธงไตรรงค์ สัญลักษณ์ชาตินิยม
แนวคิด ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ที่มาจากพระมหากษัตริย์ กลายเป็นอุดมการณ์หลักของชาติโดยมีศูนย์กลางของ ‘ชาติ’ ผ่านการใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติสยาม ที่พระราชทานไว้ในปี 2460 โดยทรงให้ความหมายของสีทั้งสามไว้ว่า
- สีแดง หมายถึง ชาติ ซึ่งในที่นี้คือ เลือดเนื้อและชีวิตของประชาชนชาวสยามที่พร้อมจะสละเพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกราชของชาติ
- สีขาว หมายถึง ศาสนา ซึ่งหมายถึงความบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา ศาสนาหลักของชาติในขณะนั้น
- สีน้ำเงิน หมายถึง พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสีส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ และเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ
ธงไตรรงค์ของสยามก่อนการปฏิวัติ 2475 เป็นสัญลักษณ์ของแนวคิด ‘ชาตินิยมที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กษัตริย์’ (Royal-centric Nationalism) หรือที่นักวิชาการ เช่น ธงชัย วินิจจะกูล ใช้คำว่า ‘ราชาชาตินิยม’ (Royal-Nationalism)
จึงอาจกล่าวได้ว่า ‘ราชาชาตินิยม’ ไม่ใช่ประเพณีที่สืบทอดมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับความท้าทายของยุคสมัยใหม่ โดยผสานแนวคิดของรัฐเข้ากับสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างแนบเนียน
แนวคิดชาตินิยมที่อยู่ในธงไตรรงค์คือ รัชกาลที่ 6 เป็นผู้พระราชทานทั้งแนวคิด ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และธงไตรรงค์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนแนวคิดนั้น ตัวตนของธงจึงผูกพันโดยตรงกับพระมหากษัตริย์
และในสัดส่วนการออกแบบธงไตรรงค์ การจัดวางสีน้ำเงินซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์อยู่ตรงกลาง และมีขนาดที่ใหญ่เป็นสองเท่าของสีอื่น เป็นการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า พระมหากษัตริย์คือศูนย์กลาง เป็นแกนหลักของชาติ โดยมีศาสนาและชาติขนาบเอาไว้ ดังนั้น การคงอยู่ของชาติในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาติและศาสนาจะดำรงอยู่อย่างมั่นคงอยู่ได้ภายใต้การนำและการคุ้มครองของพระมหากษัตริย์
ภาพ: สถาบันปรีดี พนมยงค์
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ทำให้ ‘ชาติ’ เท่ากับ ‘ประชาชน’
การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร เกิดขึ้นเพื่อท้าทายรากฐานของราชาชาตินิยม โดยไม่ได้มุ่งทำลายชาติ แต่ต้องการยึดอำนาจในการนิยามความหมายของ ‘ชาติ’ กลับคืนมาสู่มือของคนธรรมดา
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยของประชาชน คือการเปลี่ยนที่มาของอำนาจอธิปไตย จากเดิมที่เคยเป็นของพระมหากษัตริย์ มาเป็นของปวงชนชาวสยาม ดังที่ปรากฏในมาตรา 1 ของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 ที่ว่า "อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย" กระบวนการนี้ทำให้ศูนย์กลางของชาติเปลี่ยนจากตัวบุคคล ซึ่งคือพระมหากษัตริย์ มาสู่หลักการรัฐธรรมนูญ เพื่อกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน
‘ชาตินิยม’ แบบใหม่จึงเกิดขึ้นโดยที่มีรัฐธรรมนูญและประชาชนเป็นศูนย์กลาง ‘ชาติ’ จึงประกอบด้วย ‘ราษฎรทั้งหลาย’ ซึ่งปวงชนผู้มีเสรีภาพเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นชาติแบบใหม่ โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด
ตัวอย่างในยุคของ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีความประสงค์ให้ชาติของประชาชนและรัฐธรรมนูญเป็นศุนย์กลางใหม่ของความจงรักภักดี ปรากฏในคำปราศรัยทางวิทยุว่า “รัฐธรรมนูญนี้เองจะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราทั้งหลายมีความกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
การปฏิวัติย้อนกลับของชาตินิยมในยุค ‘เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย’
หลัง 2475 มิติของชาตินิยมเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในยุคของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงปี 2481-2487 โดย ‘ชาตินิยม’ ได้ถูกแปรสภาพจากแนวคิดไปสู่การปฏิบัติที่แฝงฝังไปด้วยอุดมการณ์ที่เข้มข้นขึ้นผ่านโครงการสร้างชาติเพื่อกำหนดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทยให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก
รัฐบาลจึงกำหนดแบบแผนที่เรียกว่า ‘รัฐนิยม’ ขึ้นมา โดยข้อแรกที่ประกาศใช้เมื่อ 24 มิถุนายน 2482 คือการเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย เพื่อสร้างชาติและวัฒนธรรมขึ้นมาใหม่
เป้าหมายของรัฐนิยมคือการสร้างเอกภาพและความเป็นปึกแผ่นของชาติเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวในช่วงที่โลกเผชิญภาวะสงคราม แต่ลักษณะของชาตินิยมในยุคนั้นก็มีความคล้ายคลึงกับชาตินิยมของนาซีและฟาสซิสต์ และอำนาจในการกำหนดชีวิตตนเองของประชาชนก็ถูกตีกรอบด้วยชาตินิยม รวมถึงมีการสร้างความจงรักภักดีในรูปแบบใหม่ขึ้นมาโดยมีตัวบุคคลเป็นศูนย์กลาง ที่อาจเปรียบได้กับ ฮิตเลอร์ หรือ มุสโสลินี สะท้อนผ่านคำขวัญที่ว่า ‘เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย’
อีกบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทสร้างแนวคิดชาตินิยมให้ย้อนกลับไปคล้ายกับก่อน 2475 คือ หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันนโยบายชาตินิยมคนสำคัญในรัฐบาล จอมพล ป.
หลวงวิจิตรวาทการ
ก่อน 2475 หลวงวิจิตรวาทการเริ่มต้นการเสนอความคิดชาตินิยมผ่านการแต่งหนังสือชุด ประวัติศาสตร์สากล ซึ่งตีพิมพ์ระหว่างปี 2472-2474 โดยหลวงวิจิตรวาทการพยายามทำให้ประวัติศาสตร์ของชาติไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สากล เน้นย้ำถึงความรักชาติและการเสียสละเพื่อชาติของบรรพบุรุษและวีรชน การเสียกรุงและการกอบกู้เอกราชโดยมีพระมหากษัตรย์เป็นผู้นำ ดังนั้น แนวคิดของหลวงวิจิตรวาทการจึงเป็นเหมือนการเก็บเมล็ดพันธุ์ ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ จากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาหว่านให้เติบโตขึ้นอีกครั้งในยุค จอมพล ป.
หลังฮิตเลอร์ยึดออสเตรียปี 2481 ประเทศไทยก็เริ่มมีแนวคิด ‘ทวงคืนแผ่นดินไทย’ โดยมีการอ้างว่า พม่า เวียดนาม มาเลเซีย เขมร ล้วนมาจากเชื้อชาติไทย เมื่อแนวคิดชาตินิยมแบบหลวงวิจิตรวาทการย้อนไปหารากเหง้าทางประวัติศาสตร์ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เหตุการณ์สำคัญที่ต้องกล่าวถึงเพื่อนิยามความเป็น ‘ชาติไทย’ คือการเสียดินแดน
หลวงวิจิตรวาทการ เคยปาฐกถาเรื่อง ‘การเสียดินแดนไทยให้แก่ฝรั่งเศส’ แก่ครูอาจารย์และนักเรียน กรมยุทธศึกษาทหารบก วันที่ 17 ตุลาคม 2483 มีใจความตอนหนึ่งว่า
“ถ้าเราได้ดินแดนที่เสียไปนั้นคืนมา เรามีหวังเป็นมหาประเทศ ในไม่ช้าเราจะเป็นประเทศที่มีดินแดนราว 9,000,000 ตารางกิโลเมตร และมีพลเมืองไม่น้อยกว่า 40 ล้านคน เราจะเป็นมหาประเทศ” หลวงวิจิตรจึงเริ่มเรียกร้อง ‘ดินแดนที่เสียไป’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางส่วนของเขมรและลาว และมีการแจกจ่ายแผนที่ที่รวมอาณาเขตต่างๆ เอาไว้เป็นมหาอาณาจักรไทย หลวงวิจิตรกล่าวว่า “ต่อไปเราจำเป็นต้องเป็นมหาประเทศ หรือมิฉะนั้นก็ต้องล่มจม จำนวนประเทศเล็กๆ จะต้องถูกกลืนหายไปในประเทศใหญ่” สอดคล้องกับคำพูดของ ‘ท่านผูนำ’ จอมพล ป. ที่ว่า “ถ้าไม่อยากเป็นขี้ข้า ต้องเป็นมหาอำนาจ”
โดยแนวคิดการทวงคืนดินแดนนั้นไปไกลถึงขั้นว่า “สยามกำลังเป็นหัวใจแห่งสุวรรณภูมิ เหมือนเอเธนส์เป็นหัวใจของกรีก”
อาจกล่าวได้ว่า การสร้างชาตินิยมในยุค จอมพล ป. และ หลวงวิจิตรวาทการ มีสาแหรกมาจากแนวคิดสมัยรัชกาลที่ 6 ดังนั้น ‘ชาตินิยม’ ของคณะราษฎรจึงถูกตีกลับให้คล้ายกับก่อนปี 2475 คือ ‘ชาติ’ ถูกรวมศูนย์ไว้ที่ตัวบุคคล
ที่สำคัญคือ ชาตินิยมที่ว่านี้ ยังผูกพันอยู่กับเรื่องเล่าและวีรกรรม โดยไม่เพียงแต่เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่กอบกู้ชาติ และไม่ใช่ผู้นำเท่านั้นที่พาชติพ้นภัย แต่ตามหัวเมืองต่างๆ ยังมีการยกเรื่องราวของวีรบุรุษและวีรสตีขึ้นมาในรูปแบบที่ไม่ได้ขัดแย้งกับการรวมศูนย์ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความเข้มข้นของชาตินิยมจึงได้รับการเผยแพร่แทรกซึมสู่สาธารณชนได้อย่างลึกซึ้ง ผ่านทั้งบทเรียน ความเชื่อ และเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์
ปรากฏการณ์ปฏิวัติย้อนหลังนี้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรว่า ‘ทำไม่สุดทาง’ เพราะทำเพียงแค่นำพระมหากษัตริย์ไว้ใต้รัฐธรรมนูญเท่านั้น
ธงชัย วินิจจะกูล เสนอไว้ใน โฉมหน้าราชาชาตินิยม ว่า “ประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมหลัง 2475 น่าจะท้าทายประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมอย่างถึงราก แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาทำได้ดีที่สุดแค่เพียงพยายามเสนอให้ ‘ชาติ’ เป็นจุดหมายของประวัติศาสตร์ซึ่งกษัตริย์เองก็ทรงเชิดชูรับใช้ แต่มิได้สร้างแม่บทฉบับใหม่ที่ผลักไสความทรงจำของเจ้ากรุงเทพฯ ออกไป”
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
สงครามเย็น การกลับมาอย่างเต็มรูปแบบของ 'ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์'
หลังการรัฐประหารของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2500 และการขึ้นสู่อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในปี 2501 โครงสร้างทางการเมืองยุคคณะราษฎรก็ถูกถอนรากอย่างสิ้นเชิง แทนที่ด้วยระบอบเผด็จการทหาร
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้ห่างออกจากประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน คือการรื้อฟื้นอุดมการณ์ 'ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์' ที่เคยหายไปหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้กลับมาเป็นศูนย์กลางของชาติอีกครั้ง
การรื้อฟื้น ‘ราชาชาตินิยม’ ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การกลับไปสู่อดีตก่อนปี 2475 เท่านั้น แต่มีการออกแบบใหม่อย่างมียุทธศาสตร์ เนื่องจากในยุคสงครามเย็น โลกหวาดกลัวภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ วาระเร่งด่วนการ ‘ต้านภัยคอมมิวนิสต์’ จึงหลอมรวมเข้ากับ ‘ราชาชาตินิยม’ ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐฯ ที่เชื่อว่า สถาบันกษัตริย์ที่เข้มแข็งจะเป็นปราการทางจิตวิทยาที่สำคัญในการสกัดกั้นการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น ชาติจึงถูกรวมเข้ากับพระมหากษัตริย์และความจงรักภักดีอีกครั้งหนึ่ง โดยทหารและกองทัพมีความสัมพันธ์กับสถาบันอย่างแนบแน่นในฐานะผู้พิทักษ์ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
อันตรายของชาตินิยม
เบอร์ทรันต์ รัสเซลล์ นักปรัชญาชาวอังกฤษ เคยวิพากษ์ให้เห็นถึงอันตรายของแนวคิดชาตินิยมไว้ในผลงานอย่าง Why Men Fight (1916) ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ว่า ชาตินิยมคืออุปสรรคต่อสันติภาพโลก ความรักชาติที่มากเกินไปทำให้ผู้คนมองข้ามผลประโยชน์ร่วมกันของมวลมนุษยชาติ และนำไปสู่ความเกลียดชัง เพราะแนวคิดที่ว่า ‘ประเทศของฉันถูกเสมอ’ และชาติของฉันมีความเหนือกว่าชาติอื่นๆ เป็นอันตรายอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ รัสเซลล์ยังมองว่า เครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการเผยแพร่ความรักชาติคือการโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล สร้างอคติ ทำให้ความจริงถูกบิดเบือน มองว่าชาติอื่นๆ เป็นศัตรู เป็นภัยคุกคามที่อยู่รอบตัว นำไปสู่การสร้างความเกลียดความรุนแรง และสงคราม
‘ชาตินิยม’ ในฐานะอาวุธทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยม
‘ชาตินิยม’ เป็นอาวุธชิ้นสำคัญที่ใช้โจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองยุคปัจจุบัน โดยเป้าหมายของการโจมตีนี้มักเป็นกลุ่มคนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ไปจนถึงการพยายามลบล้างมรดกของคณะราษฎรด้วยเหตุผลว่า ความเชื่อประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2475 เป็นปฏิปักษ์ต่อ ‘ชาติ’
การใช้ชาตินิยมเป็นอาวุธทางการเมืองและผูกโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เกิดขึ้นในยุค 14 ตุลา 2516 และปะทุกลายเป็นความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
หากมองว่า 14 ตุลา 2516 คือการทวงคืนความเป็นชาติและอำนาจของประชาชนจากเผด็จการทหาร เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับถัดมา คือการโต้ตอบกลับอย่างรุนแรงของ ‘ฝ่ายขวา’ โดยอุดมการณ์ชาตินิยมที่ผูกพันกับพระมหากษัตริย์ หรือ ‘ราชาชาตินิยม’ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐฝ่ายขวา เพื่อปราบปรามขบวนการฝ่ายซ้ายและคอมมิวนิสต์
เมื่อผู้ท้าทายระเบียบอำนาจที่อยู่ตรงข้ามรัฐถูกวาดภาพให้เป็น ‘ศัตรูของชาติ’ กลุ่มอนุรักษนิยมและรัฐบาลจึงใช้แนวคิด ‘ชาตินิยม’ เป็นเครื่องมือทำลายความชอบธรรมของขบวนการนักศึกษา โดยกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ‘ไม่รักชาติ’ เมื่อเป็นภัยต่อชาติจึงเท่ากับเป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ด้วยเช่นกัน
ฝ่ายอนุรักษนิยมจึงฉวยโอกาสใช้แนวคิดชาตินิยมทำการปกป้องชาติด้วยวิธีรุนแรงอย่างชอบธรรม เนื่องจากเป็นการทำเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติไม่ให้ถูกย่ำยี
หลังจากนั้น ผู้ที่ยึดถือแนวคิดอำนาจเป็นของประชาชน หรือการรื้อฟื้นนิยาม ‘ชาติเป็นของประชาชน’ ตามแบบคณะราษฎร จึงกลายเป็นกลุ่มคนไม่รักชาติในสายตาของอนุรักษ์นิยม เพราะ ‘ชาตินิยม’ ในความหมายของฝ่ายอนุรักษนิยม หมายถึงการปกป้องพิทักษ์ ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ให้ดำรงอยู่คู่กัน หากใครวิพากษ์วิจารณ์หรือท้าทายองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งใน ‘สามสถาบันหลัก’ ก็จะถูกตีความว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ ‘ชาติ’ ตามแนวคิดราชาชาตินิยมทันที เป็นที่มาของวาทกรรม ‘ชังชาติ’ และ ‘ล้มเจ้า’ เพื่อผลักให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นภัยต่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์
ภาพ: กองคลังแสง กรมสรรพาวุธทหารบก
คำขวัญกองทัพไทย ยืนยันว่า ‘ชาติ’ ไม่ใช่ ‘ประชาชน’
อุดมการณ์ ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ หรือ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ เป็นรากฐานสำคัญของกองทัพบกไทยตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 6 ปี 2453 - 2468 แม้ขณะนั้นจะยังไม่ปรากฏเป็นคำขวัญอย่างเป็นทางการ แต่หลักการนี้ได้ถูกใช้ผ่านการปฏิรูปการทหาร การจัดตั้งกองเสือป่า และการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ในยุคปฏิรูปชาติให้เป็นสมัยใหม่ตามแบบราขาขาตินิยม
แนวคิดนี้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของทหารในยุคต่อๆ มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยุคสงครามเย็น ที่ ‘ภัยของชาติ’ กับ ‘ภัยต่อพระมหากษัตริย์ง’ ถูกจัดวางไว้ในระดับเดียวกัน เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ ดังนั้น คำว่า ‘ชาติ’ ของกองทัพจึงไม่ได้หมายความรวมถึงประชาชน
หลักฐานที่ว่า ชาติใน ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ไม่ได้หมายถึงประชาชนปรากฏชัดราวปี 2551 เมื่อกองทัพไทยใช้คำขวัญว่า ‘เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน’ อย่างเป็นทางการในยุคของ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้บัญชาการทหารบก โดยคำสั่ง ทบ. ที่ 66/2551 (ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551) เกี่ยวข้องกับการปลูกฝังและสร้างเสริมอุดมการณ์ทหารของกองทัพบก ซึ่งยึดโยงกับอุดมการณ์ ‘เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน’ หลังจากนั้นป้ายหน้าหน่วยงานทหารก็เริ่มเปลี่ยนใหม่ กลายเป็น ‘เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน’
คาดกันว่า การเติม ‘ประชาชน’ ห้อยท้าย คือความพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงของกองทัพให่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 ที่การยึดอำนาจทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพติดลบ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการย้ำว่า หน้าที่ของกองทัพไม่ใช่การปกป้องสามสถาบันหลักของชาติเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งของประชาชนด้วย
ดังนั้น เมื่อมีการเพิ่มคำว่า ‘ประชาชน’ ไว้หลัง ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ จึงเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ในความหมายตั้งต้นแล้ว ‘ชาติ’ ซึ่งเป็นมรดกชาตินิยมก่อน 2475 ไม่ได้นับรวมถึงประชาชนแต่อย่างใด
อ้างอิง:
ธงชัย วินิจจะกูล (2559) โฉมหน้าราชาชาตินิยม, พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน
กุลลดา เกษบุญชู มี้ด (2562) ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย, พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน
คริส เบเคอร์, ผาสุก พงษ์ไพจิตร (2557) ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย, พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพฯ: มติชน
ราชาชาตินิยมกับการเขียนประวัติศาสตร์ชาติไทย และประวัติศาสตร์กระแสอื่นในฐานะเชิงอรรถ
ชาตินิยม - ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน
'ชาตินิยม' สุดโต่งของจอมพล ป. ที่ทำลายรากเหง้าและจิตใจของคนในชาติ
24 มิถุนา 2475 มรดกคณะราษฎร ที่พิพิธภัณฑ์ไทย (เลือก) ไม่เล่า?
ขุดมายาคติ 2475 ว่าด้วยความเข้าใจคณะราษฎร
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ข้อพิพาทชาตินิยมไทย-กัมพูชา เพื่อผลประโยชน์ของชาติ หรือแอบแฝงการเมือง?
- ‘ครู ก’ คืออะไร ทำไมต้องสอนประวัติศาสตร์ไทยให้ผู้หลงผิดกลับใจมารักชาติ
- Exhuma ขุดผีชาตินิยม สบตากับบาดแผลที่ไม่ได้รับการชำระ
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath