โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตา! “พีระพันธุ์” เบรก “แม่เมาะ” ขุดถ่านหิน จ่อกระทบค่าไฟ “เม.ย.” พุ่งอีก 10 สตางค์

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 13 มี.ค. 2568 เวลา 09.51 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีก่อนหน้านี้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระงับการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างงานจ้างเหมาขุด-ขนถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะ เนื่องจากข้อกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง หลังพบว่ามีการร้องเรียนและอุทธรณ์จากบริษัทที่เข้าร่วมประมูล เช่น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ที่ขอความเป็นธรรมในการพิจารณาผลการประมูล

ล่าสุดวันนี้ (13 มี.ค.68) นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส นักธุรกิจด้านพลังงานสะอาด และอดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก และแพลทฟอร์มเอ๊กซ์ (X) เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า “วันนี้การใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยนั้นประกอบไปด้วยโรงไฟฟ้าจากหลายประเภท ทั้ง แก๊ส โซลาร์ ลม ขยะ ถ่านหินลิกไนต์ เป็นต้น ซึ่งสูตรการคิดค่าขายไฟให้ประชาชน ก็คือการเอาต้นทุนซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเหล่านี้มาเฉลี่ยต้นทุน บวกค่าสายส่ง และค่าบริการของการไฟฟ้าฯ เป็นต้น

โดยอัตราค่าซื้อไฟก็แตกต่างกันออกไป เช่น โรงไฟฟ้าแก๊สก็ประมาณ 3 บาทกลางๆต่อหน่วย(ขึ้นอยู่กับต้นทุนแก๊ส) โรงไฟฟ้าโซลาร์ ลม Adder ก็อยู่ประมาณ 8-13 บาท/หน่วย ส่วนถูกที่สุดก็คือโรงไฟฟ้าถ่านหินประมาณ 1.5 บาท/หน่วย ซึ่งปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่ต้นทุนการผลิตไฟต่ำที่สุด

ซึ่งหากประเทศไทยทำสัญญาซื้อไฟกับโรงไฟฟ้าที่ต้นทุนถูกมากๆ แน่นอนว่าค่าไฟก็จะถูกลงครับ อย่างเช่นโครงการประมูลโซลาร์ล๊อตใหม่ 3,600 เมกะวัตต์ ก็จะถูกกว่าโครงการโซลาร์แบบมี Adder ล๊อตเก่า เพราะราคาประมูลใหม่นั้น fix ราคาซื้อที่ 2.16 บาท/หน่วย ตลอดอายุสัญญา (ในขณะที่สัญญาเก่า+ค่าแอดเดอร์+FT กลับสูงถึง 8-13บาท/หน่วย)

แต่วันนี้ประเทศไทยกำลังเข้าขั้นวิกฤตจากการบริหารงานที่ผิดพลาดอีกครั้งของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่ปัจจุบันมีกำลังผลิตถึง 2,400 เมกะวัตต์ และเป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟได้ถูกที่สุดของประเทศไทย กำลังมีปัญหาด้านการผลิต เพราะคุณพีระพันธุ์ไปสั่งคัดค้านการซื้อถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ทั้งๆ ที่มีการประมูลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นายตรีรัตน์ ยังได้เปิดเผยข้อมูลระบุว่า มี “นายทุนใหญ่” ผู้เสียผลประโยชน์แพ้ประมูลขุดถ่านหินไปวิ่งอุทธรณ์ โดยนายพีระพันธุ์ก็รับลูกด้วยความรวดเร็ว จนน่าแปลกใจและเป็นที่มาของการ “เบรก” การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ในการจัดซื้อถ่านหินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเดียวของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ทั้งที่ กฟผ.ได้เคยออกมาชี้แจงแล้วว่าการประมูลขุดเหมืองถ่านหินเป็นไปอย่างโปร่งใส

ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ประชาชนต้องรับกรรมที่ตามมา เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะต้องลดกำลังการผลิตจาก 2,400 เมกะวัตต์เหลือ 1,285 เมกะวัตต์ เนื่องจากถ่านหินในคลังมีไม่เพียงพอ โดย กฟผ.ต้องเปลี่ยนไปเดินโรงไฟฟ้าก๊าซแทน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า และยังต้องนำเข้าก๊าซ LNG มาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐต้องแบกต้นทุนที่สูงขึ้นถึงเดือนละ 1,300-1,900 ล้านบาท และอาจมีการปรับค่าไฟขึ้นอีกประมาณ 7-10 สตางค์ ตั้งแต่เดือน เม.ย. 68 เป็นต้นไป

คำถามคือนายพีระพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเป็นผู้สั่งคัดค้านการรับซื้อถ่านหินเข้าโรงไฟฟ้าแม่เมาะ พร้อมรับผิดชอบลาออกหรือไม่ หากค่าไฟมีการปรับขึ้น

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่นายตรีรัตน์นำเสนอ เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2568 ที่ยังไม่สามารถลดค่าไฟลงให้ต่ำกว่า 4.15 บาทในงวดปัจจุบันได้ โดยมีการเสนอ 3 ทางเลือกเพื่อกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ โดยคาดว่าจะมีการประกาศอัตราสุดท้ายภายในปลายเดือนมีนาคมนี้ โดย กกพ. ได้เสนอแนวทางปรับค่าไฟฟ้า 3 ทางเลือก ประกอบด้วย

1.ปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าเป็น 5.16 บาทต่อหน่วย เพื่อชำระคืนภาระต้นทุนคงค้างทั้งหมดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง

2.ปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าเป็น 4.95 บาทต่อหน่วย เพื่อทยอยชำระคืนภาระต้นทุนคงค้างของ กฟผ. ให้สมดุลกับความสามารถในการรับภาระของผู้ใช้ไฟฟ้า

3.คงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย เท่ากับอัตราปัจจุบัน โดยจะทยอยชำระคืนภาระต้นทุนคงค้างบางส่วนของ กฟผ. เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

ทั้งนี้ กกพ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นไปจนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2568 ก่อนจะสรุปผลและประกาศอัตราค่าไฟฟ้าที่จะใช้จริงสำหรับงวดใหม่ ซึ่งการปรับค่าไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับต้นทุนพลังงานทั้งจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และถ่านหิน รวมถึงภาระหนี้สินของภาคการผลิตไฟฟ้า

ด้านนักวิเคราะห์พลังงานมองว่า หากมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าตามแนวทางที่หนึ่งหรือสอง อาจส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อและต้นทุนภาคอุตสาหกรรม แต่หากตรึงราคาไว้ที่ระดับ 4.15 บาทต่อหน่วย อาจทำให้ภาระต้นทุนของ กฟผ. คงค้างต่อไป และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของหน่วยงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...