โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยช่วยไทยพลัส เดินหน้าฝ่าวิกฤต ไม่หวั่นศาล รธน.ตีความกู้ 4 แสนล้าน

INN News

อัพเดต 19 พ.ค. เวลา 16.59 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. เวลา 12.00 น. • INN News

แม้ขณะนี้ รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันทางกฎหมาย หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของ สส.ฝ่ายค้าน 133 คน ไว้วินิจฉัย กรณี พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของรัฐบาล ยังคงเดินหน้าเต็มรูปแบบ ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอย่างเป็นทางการในวันนี้

โครงการดังกล่าว ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชนครั้งใหญ่ ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านคน และประชาชนทั่วไปอีกประมาณ 30 ล้านคน โดยใช้งบประมาณรวม 1.76 แสนล้านบาท เพื่อประคับประคองกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบางจากวิกฤตราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถประคองตัวผ่านสถานการณ์ปัจจุบันไปให้ได้

สำหรับมาตรการช่วยเหลือ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรก คือ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 โดยใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านธงฟ้าได้ทันทีแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

ขณะที่อีกส่วน คือ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หรือสิทธิ 60/40 สำหรับประชาชนทั่วไป รัฐบาลจะสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือนเช่นเดียวกัน โดยประชาชนต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 25 ถึง 29 พฤษภาคมนี้ และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายวันละไม่เกิน 200 บาท และหากใช้วงเงินไม่หมดภายในเดือนนั้น จะไม่สามารถนำยอดคงเหลือไปใช้ในเดือนถัดไปได้ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

เงื่อนไขสำคัญของผู้เข้าร่วมโครงการ คือ ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย มีบัตรประชาชน และต้องไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการคนละครึ่งในอดีต

ด้านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ร้านค้าเดิมสามารถกดยืนยันสิทธิได้ทันที ส่วนร้านค้าใหม่เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมเป็นต้นไป

นอกจากนี้ รัฐบาลยังพยายามเชื่อมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเปิดทางให้ร้านอาหารและเครื่องดื่ม สามารถเชื่อมระบบกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีได้ ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเปิดตัว “AI นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับร้านค้า ที่จะช่วยตรวจสอบราคาวัตถุดิบรายวันของกรมการค้าภายใน เพื่อช่วยผู้ประกอบการบริหารต้นทุนได้แม่นยำมากขึ้น โดยจะเริ่มใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังถูกจับตามอง คือ เรื่องความชอบด้วยกฎหมายของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งฝ่ายค้านมองว่า อาจไม่เข้าเงื่อนไข “เหตุฉุกเฉินและมีความจำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล ยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีผลบังคับใช้แล้วทันที หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำคำชี้แจงส่งศาลรัฐธรรมนูญภายในกรอบเวลา 7 วัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมชี้แจงทุกประเด็นตามกระบวนการกฎหมาย พร้อมย้ำว่า การดำเนินโครงการช่วยเหลือประชาชนจะยังเดินหน้าต่อไป

ขณะที่ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า รัฐบาลมองว่า นี่คือช่วงเวลาที่รัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแลประชาชน เพื่อให้คนไทยกว่า 43 ล้านคน สามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ไปด้วยกัน

ท่ามกลางข้อถกเถียงทางกฎหมายและการเมือง สิ่งที่ประชาชนกำลังจับตา คือ มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพได้จริงมากน้อยเพียงใด ขณะที่อีกด้าน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต ก็อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อเสถียรภาพและทิศทางการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะต่อจากนี้

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...