โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“เอเซียพลัส” แนะหลบหุ้นร้อน-หาหุ้นนิ่ง ชู BLA-CENTEL-BH เด่นสุด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS เปิดเผยว่า ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือตัวเลขเงินเฟ้อของไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ อย่างการแจกเงิน 4,000 บาท ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" โดยประเมินว่าหุ้นที่น่าสนใจรับปัจจัยดังกล่าว ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADV, บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แม้ว่าจะมีแรงหนุนในระยะสั้น แต่โอกาสปรับตัวขึ้นของตลาดโดยรวมยังถูกจำกัดด้วยทิศทาง Bond Yield ของสหรัฐอเมริกาที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมถึงความกังวลเรื่องเครดิตผ่าน CDS ที่พุ่งขึ้น ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเพื่อลดความผันผวนภายใต้ธีม "Rotate 3 to 3 – หลบหุ้นร้อน หาหุ้นนิ่ง" โดยปรับพอร์ตไปยังกลุ่มที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ได้แก่ 1.กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และ BLA

2.กลุ่มเปิดเมือง (Reopening Play) ได้แก่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ 3.กลุ่มที่มีเงินสดสุทธิ (Net Cash) ได้แก่ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT พร้อมกำหนดให้ BLA, CENTEL และ BH เป็นหุ้นเด่น

ทั้งนี้ ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนในปัจจุบันว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ได้ปรับตัวร่วงลงจาก 98 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายหลังจากที่ประเทศอิหร่านและอิสราเอลตกลงที่จะลดระดับการโจมตีระหว่างกัน ประกอบกับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดเพื่อไม่ให้การเจรจาสันติภาพล้มเหลว ซึ่งปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันที่ย่อตัวลงนี้ ช่วยเปิดทางให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (AI) และกลุ่มหุ้นเติบโต (Growth) ฟื้นตัวขึ้นได้ในระยะสั้น (Relief Rally) จนผลักดันให้ดัชนีดาวโจนส์สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากภาวะสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน ยังคงทิ้งผลกระทบในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแบบฉับพลัน โดยในวันพรุ่งนี้ (10 มิ.ย.) ตลาดต่างรอติดตามการประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกา ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบปีที่ระดับ 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปี ของกลุ่มประเทศ G7 ยังปรับตัวพุ่งแรงราว 0.34% - 0.60% นับตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์สงคราม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยโลกที่อาจเสี่ยงกดดันสภาพคล่องในระยะถัดไป

สำหรับปัจจัยกดดันภายในประเทศ ตลาดกำลังเผชิญกับค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap หรือ CDS) อายุ 5 ปี ที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ทิศทางดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงต่อภาพรวมเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินในระดับที่สูงขึ้น สอดคล้องกับ Bond Yield 10 ปีของสหรัฐอเมริกา ที่พุ่งทะลุระดับ 4.56%

สภาวะดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อตลาดทุนไทย ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเทขายตราสารหนี้ไทยมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท (โดยเป็นยอดขายสุทธิเฉพาะวันก่อนหน้าเพียงวันเดียวสูงถึง 6.5 พันล้านบาท) ดันให้ Bond Yield 10 ปีของไทยพุ่งขึ้นแรง 0.08% มาอยู่ที่ระดับ 2.29% ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงช่วงสิ้นปีเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การที่ธนาคารกลางหลักอย่าง ธนาคารกลางยุโรป (ECB), ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายนนี้ จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยกว้างขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เกิดเงินทุนไหลออกและทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามกลไกตลาด

นอกจากนี้ สำหรับประเด็นการลงทุนในต่างประเทศ ASPS แนะนำให้จับตาตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ได้แก่ GOOG80 จากประเด็นที่บริษัท แอปเปิล (APPLE) เปิดตัวฟีเจอร์ "SIRI AI" ในงาน WWDC 2026 ซึ่งได้ดึงเอาความสามารถของ GOOGLE GEMINI เข้ามาใช้ในระบบนิเวศ (Ecosystem) ของบริษัท โดยงานนี้จะเป็นการขึ้นเวทีครั้งสุดท้ายของ นายทิม คุก (Tim Cook) ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ก่อนจะส่งต่อตำแหน่งให้กับ นายจอห์น เทอร์นัส (John Ternus) ในช่วงเดือนกันยายนนี้

พร้อมกันนี้ยังแนะนำให้เก็งกำไร DR: UBTECH23 ภายหลังจากที่บริษัท UBTECH ROBOTIC สามารถทำยอดจองหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) สำหรับใช้งานในบ้านรุ่น "UWORLD U1" ทะลุ 2,100 ตัว ภายในระยะเวลาเพียง 6 วัน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการรุกตลาดกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป (B2C) ครั้งแรกของบริษัท โดยจะเริ่มส่งมอบสินค้าในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...