โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

อัยการยื่นฟ้อง 7 ตำรวจจราจรกลาง ซ้อมทรมานหนุ่มมาสด้าแดง นัดตรวจหลักฐาน 26 มิ.ย.นี้

ไทยโพสต์

อัพเดต 10 มิถุนายน 2569 เวลา 0.06 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"วัชรินทร์" อธ.อัยการสอบสวน เผยปิดฉากคดี 7 ตำรวจจราจร กระทืบมาสด้าเเดงผิดตัว หลังอัยการปราบทุจริตฯยื่นฟ้อง พรบ.อุ้มหายฯ -157 โทษสูง 15 ปี ศาลนัดตรวจหลักฐาน 26 มิ.ย.

เ9 มิถุนายน 2569 - นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าคณะอัยการที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบกำกับการสอบสวนที่อัยการสูงสุดตั้งในคดี นายธนานพ เกิดศรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลาง 7 นาย ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นรถมาสด้าสีแดงคันที่ขับหลบหนีการตรวจค้น เมื่อปี2567

กล่าวถึงความคืบหน้าคดีว่าคดีนี้เหตุเกิดวันที่ 4 ธ.ค. 2567 เวลาเกือบตี 2 ผู้เสียหายคือ นายธนา เกิดศรี หรือที่เขาเรียกกันว่าหนุ่มมาสด้าแดง ซึ่งเป็นบุตรชายของ พ.ต.ท. อดีตข้าราชการตำรวจ ที่ขับรถมาสด้าเข้าด่านตรวจ ปรากฏว่าด่านตรวจก็ปล่อย เนื่องจากไม่มีปริมาณแอลกอฮอล์ ในร่างกาย

หลังจากนั้นไม่นานมีรถมาสด้าสีแดงอีกคันหนึ่งขับมาแต่รถมาสด้าสีแดงคันนีัไม่เข้าด่านตรวจ เนื่องจากมีการดื่มแอลกอฮอล์มา ก็เลยขับออกนอกด่าน

ทางตํารวจจึงได้มีการแจ้งบอกกันว่า มีรถเเหกด่าน เป็นรถมาสด้าสีแดง โดยเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมที่ตามไปไม่รู้ว่ารถคันของ นายธนาเป็นรถคนละคัน ตํารวจชุดจับกุมก็ไปปาดหน้า เเละไปกระชากตัวนายธนา ผู้เสียหายลงมา ซึ่งทางนายธนาก็เเจ้งว่า ”จะจับผมเรื่องอะไรพี่ผมให้ให้ตรวจไปแล้วผมไม่ได้มีแอลกอฮอล์ “ เเต่ตำรวจกลับไม่ฟังเเละลงมือก่อเหตุรุมทำร้ายผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งตรงนี้ถ้าตํารวจชุดจับกุมได้รับฟังตรวจสอบให้ดีจากกล้องวงจรปิดหรือ ทะเบียนรถก็จะไม่เกิดเรื่อง เเบบนี้ เพราะในคดีนี้มีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพชัดเจน เห็นภาพว่ามีการทําร้ายทําร้ายร่างกายอย่างรุนแรงกับผู้เสียหาย

ผู้เสียหายที่ถูกทำร้าย ก็เลยโทรแจ้งน้องสาว เมื่อน้องสาวเข้ามาที่ด่านตรวจ จึงได้ทำการตรวจสอบตำรวจที่ทำร้ายผู้เสียหายโดยสามารถทราบชื่อตำรวจทุกนาย เมื่อชุดจับกุมไปตรวจสอบจากตำรวจในด่านตรวจและตรวจสอบจากจากกล้องวงจรปิด เเละจากที่ทางตํารวจตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นรถคนละคันจริงๆ ผู้เสียหายที่ถูกทําร้ายบาดเจ็บเยอะมากเลยต้องนําส่งโรงพยาบาลทันที

คดีนี้เมื่อพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่ของสถานีตํารวจนครบาลบางเขน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีการรับเรื่องมีการตั้งข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบทำสำนวนส่งไป ป.ป.ช.

เเต่ในทางข้อกฎหมาย ถ้ามีเรื่องของความผิดต่อเจ้าพนักงานรัฐ เเละมีความผิดที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ หลายครั้งมีการเข้าใจผิด ที่เห็นมีข้อหาเป็นเจ้าพนักงานรัฐกระทําความผิดตามมาตรา 157 ก็รีบส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.

แต่ในข้อกฎหมายพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ฯมาตรา 31 วางหลักไว้ชัดเจนว่าให้แจ้ง ป.ป.ช.เพื่อทราบเท่านั้น ป.ป.ช. จะไม่มีอํานาจการไต่สวน หากมีข้อหาในเรื่อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ แม้ว่า จะมีข้อหาความผิดต่อเจ้างานอยู่ด้วยก็ตาม ซึ่งกฎหมายออกมา 3 ปีแล้ว

คดีนี้ทางน้องสาวกับทางคุณพ่อผู้เสียหายซึ่งเป็นอดีตตำรวจมีความไว้วางใจกรมสอบสวนคดีพิเศษมากกว่าก็เลยไปเเจ้งความต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ

ในขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน พอทราบว่าเรื่องนี้เข้า พ.ร.บ.อุ้มหายฯด้วยก็ทําหนังสือส่งมาที่อัยการ เพื่อให้อัยการสั่งว่าให้ตัวเองเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ

ในเมื่อมี 2 หน่วยงาน ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ เเละตำรวจ สน.บางเขน จะเอาคดีไปทำ กฎหมายระบุไว้ว่าคนที่จะมีอํานาจชี้ขาดตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย มาตรา 31 นั้นได้ กําหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด

เรื่องนี้อัยการสูงสุดได้ชี้ขาดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นคนทำคดี โดยกฎหมายบัญญัติไว้อีกว่า ต้องมีอัยการเข้าไปทําหน้าที่ในการตรวจสอบกํากับการสอบสวน

ซึ่งท่านอัยการสูงสุดในขณะนั้นได้ตั้งตนเป็นหัวหน้าคณะทํางาน โดยมีคณะทํางานอัยการในสํานักงานการสอบสวนไปตรวจสอบกำกับการสอบสวนกับดีเอสไอ

ในการสอบสวน เรารวบรวมพยานหลักฐานโดยเฉพาะประเด็นที่สําคัญ เราสอบผู้เสียหายหลายครั้ง สอบแพทย์สอบหมดทุกอย่าง

ผู้เสียหายเกิดบาดแผล เกิดรอยช้ํา ที่ใบหน้า ที่ตา มีการรักษาต่อเนื่อง รักษายาวเลย ไม่ได้รักษาใช้เวลาเเค่เเป๊ปเดียว ถือเป็นเรื่องใหญ่ ทางเราก็เลยพิจารณา สอบสวนอย่างรอบคอบให้ความเป็นธรรมทุกอย่าง

ทางฝ่ายผู้ต้องหา เราสอบแล้วว่ามีทั้งหมด 7 คน มีร้อยตํารวจเอกเป็นหัวหน้าชุด มีสิบตำรวจเอก 5 คน สิบตำรวจโท 1 คน รวมเป็น 7 คน

ก็พิจารณาจนไปถึงหลักเกณฑ์เลยว่า ผู้บังคับบัญชาจะต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่ เพราะผู้บังคับบัญชาเรื่องนี้เป็นสารวัตรจราจร ที่เป็นคนคุมด่าน ก็พิจารณาในประเด็นที่ว่าสารวัตรได้เกี่ยวข้องหรือช่วยปกปิดหรือไม่ เพราะมาตรา 42 กฎหมายนี้ระบุว่า ถ้าเป็นผู้บังคับบัญชา รู้เรื่องการกระทําแล้วปกปิดช่วยเหลือกันไม่ดําเนินคดีจะโดนไปด้วย เเละมีโทษจําคุกสูงกึ่งหนึ่งพอเราสอบดูแล้วสารวัตรไม่เกี่ยวข้อง จึงมีการดําเนินคดีเฉพาะตำรวจ 7 รายนี้

สอบสวนเสร็จสิ้นสรุปสํานวนว่าทาง 7 ตํารวจจราจรกลาง 7 นาย มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ , ความผิด ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ,ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ฐานทําร้ายร่างกายสาหัส ,ความผิดฐานข่มขืนใจตามมาตรา 309 และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังตามมาตรา 310 เเละพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ฯ มาตรา 5 มาตรา 5 ซึ่งมีโทษหนักเพราะถือว่าเป็นการกระทําแบบร้ายแรง โทษจําคุก 5-15 ปี

ซึ่งเมื่อเข้ามาตรา 5 ทางกระทรวงยุติธรรมต้องเยียวยาชดเชยจ่ายเงินให้กับผู้เสียหายในคดี เป็นจํานวนเงิน 5 เเสนบาท จึงอยากฝากว่าการที่เราเป็นเจ้าพนักงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตํารวจหรืออัยการในการฟ้องคดีก็ต้องอย่าลืมพิจารณามาตราต่างๆเพราะมันจะมีผลต่อเรื่องการที่ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยา

โดยเมื่อดีเอสไอทำสำนวนเเล้วเสร็จ ก็ได้ส่งสํานวนไปที่พนักงานอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริต ซึ่งทางอัยการเห็นเลยว่าสํานวนที่ส่งมานี้เป็นสํานวนที่สอบสวนมาอย่างดี ไม่จําเป็นต้องสอบสั่งสอบสวนเพิ่มเติม จึงมีคําสั่งฟ้อง เเละนำตัวอดีต 7 ตำรวจจราจรกลางยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง แล้วเมื่อวันวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา และมีการนัดสอบคําให้การไปแล้วเมื่อ 12 พ.ค. เเละกำหนดให้มีการนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ถือเป็นการปิดฉากคดีตํารวจจราจร 7 ซ้อมทรมานหนุ่มรถมาสด้าสีแดง ตามที่เคยเป็นข่าวที่โด่งดังมาก

“อยากจะฝากอีกว่าวันนี้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯบังคับใช้มา 3 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐทุกคน ที่มีหน้าที่มีการสืบสวนจับกุมต้องพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้ดี ตอนนี้มันหมดเวลาที่จะซ้อมหรือจะขู่บังคับผู้ต้องหาเเล้ว โดยเฉพาะการจับไปเข้าเซฟเฮาส์ จับแล้วพาไปในจุดที่ไม่ใช่การพบพนักงานสอบสวน ต้องระวังให้ดี เพราะมีโทษสูงมากถึง 15 ปี

วันที่เราทําหน้าที่ เราอาจจะลืมว่ามันมีกฎหมายฉบับนี้อยู่ เราเผลอพลั้งพลาดไปในการทําก็ดี หรือว่าตั้งใจทําก็ดี เพราะสุดท้าย เราอาจจะถูกออกจากราชการแล้วก็ถูกดำเนินคดีอาญาได้ อยากจะเน้นย้ำเพราะเห็นว่ามีคดีมีการกระทำผิดต่อกฎหมายพรบอุ้มหายมากขึ้นและมีเจ้าพนักงานหลายหน่วยถูกดําเนินคดีตามกฎหมายนี้" อธิบดีอัยการสอบสวนระบุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...