โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“บล.พาย” เชื่อไทยลุ้นจบดีลภาษี “ทรัมป์” เหลือ 20-30%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 08.37 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 08.37 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุถึงประเด็นการค้าของสหรัฐกับนานาประเทศพบว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าแต่ละประแทศเป็นวันที่ 1 ส.ค.68 จากเดิม 9 ก.ค.68 ซึ่ง ทีมไทยแลนด์ ได้เดินทางไปเจรจาการค้ากับสหรัฐ แต่ผลการเจรจายังไม่ประสบความสำเร็จทำให้จำเป็นจะต้องกลับมาทำข้อเสนอใหม่ ขณะที่ SET Index ยังต้องติดตามเรื่องอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐจะเรียกเก็บจากไทย 36% โดยมีผลในวันที่ 1 ส.ค.68 จึงแบ่งเป็นเหตุการณ์ (Scenario) ดังนี้

ในส่วนกรณีที่ 1. ไทยเผชิญภาษีนำเข้าต่ำ 10-18% SET อาจตอบรับเชิงบวขึ้นไปทดสอบ 1,150-1,200 จุด และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างนิคมอุตสาหกรรม และส่งออกมีแนวโน้มจะกลับมาเก็งกำไรระยะสั้น แต่อาจเป็นไปได้ยากกับกรณีนี้ เนื่องด้วยเวียดนามยื่นข้อเสนอที่ให้ประโยชน์กับสหรัฐค่อนข้างมาก แต่ก็ขึ้นกับข้อเสนอที่ไทยจะยื่นให้สหรัฐฯอีกครั้ง แต่เถ้าพิจารณาให้ถี่ถ้วนลงไปฝั่งสหรัฐอาจเพ่งเล็งไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับจีน ดังนั้นโอกาสภาษีจะอยู่ในระดับต่ำจึงเป็นไปได้ยาก

กรณีที่ 2 ไทยเผชิญกับภาษีนำเข้าในอัตรากลางๆ 20-30% (เป็นไปได้มากที่สุด) เหตุที่เชื่อเช่นนี้ เพราะมองว่าข้อเสนอที่ไทยให้ไป (เท่าที่มีการเปิดเผย) อาจไม่จูงใจสหรัฐฯ มากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพิ่มการนำเข้าเครื่องบิน ก๊าซธรรมชาติ สินค้าเกษตร รวมไปถึงเข้มงวดเรื่องสวมสิทธิ

แต่ทั้งนี้ ด้วยการไทยเข้าไปเจรจาที่อัตราภาษีเดิม 36% สหรัฐคงจะปรับลดลงมาบ้าง ในส่วนของตลาดหุ้นกลุ่มส่งออกและนิคมฯอาจมีผลกระทบเช่นเดิมแม้จะยังไม่มากนัก แต่แนะให้เน้นกลุ่ม Defensive + Domestic Play จะปลอดภัยกว่า

กรณีที่ 3 โอกาสเผชิญอัตราภาษีสูงกว่า 30% อาจกดดัน SET ปรับฐานลงสู่จุด Low เดิม 1,050 จุด แต่จะทำให้ SET ซื้อขายในช่วง 1 เท่า PBV ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาหากลงมาถึงระดับดังกล่าวมักเป็นแนวรับที่ดี และ Downside จำกัด แนะระมัดระวังกลุ่มส่งออกและนิคมฯอาจโดนผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ และให้หันมาเลือกกลุ่ม Defensive อาทิ ADVANC, BDMS, TRUE, CPALL และ MINT

สำหรับกำไร บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของไทยหากใช้สมการที่อิงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไร บจ.บนสมมติฐาน เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.3% จากปีก่อน จะได้ EPS ราว 90.5 บาท/หุ้น ใกล้เคียงกับ Bloomberg Consensus หากประเมิน PE ที่ราว 12 เท่า

ทั้งนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐฯ ถือเป็นคู่ค้าอันดับแรกของไทยด้วยสัดส่วนการส่งออกราว 20% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยมีสินค้าหลักๆ ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์ ยาง นอกจากนี้แล้ว หากดูสินค้าที่สหรัฐฯขาดดุลกับไทยจะประกอบด้วยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ

ส่วนเวียดนาม จะพบว่าสินค้าหลักที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอกนิกส์เช่นกัน หากไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากอัตราภาษี เชื่อว่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับผลกระทบมากสุด DELTA HANA และ KCE

ในกรณีของ KCE อาจไม่ได้กระทบโดยตรง แต่จะโดนในทางอ้อมผ่านการส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐฯจาก EU นอกจากนี้แล้วหากฐานภาษีสหรัฐสูงอาจกดดันกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ในส่วนทิศทางเศรษฐกิจไทยจากการประเมินของธนาคารแห่งประเทศไทย หากเป็นกรณีเผชิญภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงเศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจขยายตัวต่ำเพียง 1.3% จากปีก่อนหน้า แต่หากเผชิญภาษีในอัตราที่ไม่สูงมากเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ 2% จากปีก่อนหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...