ฝ่ายค้านรับหลักฐานตรวจสอบ กกต. ละเว้นไต่สวนคดีโพยฮั้วเลือก สว. ส่งผลต่อความโปร่งใส
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) รับมอบหนังสือและพยานหลักฐานจาก พ.ต.อ. มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำปี 2567 และ อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในบัญชีรายชื่อสำรอง รวมถึงตัวแทนกลุ่มผู้สมัคร สว. สำรอง
เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีมีข้อร้องเรียนเรื่องการฮั้วเลือกตั้ง สว. และข้อสังเกตเกี่ยวกับการปกปิดข้อมูลของบุคคลระดับสูงใน กกต.
พ.ต.อ. มนัสระบุถึงเหตุการณ์ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ ว่า เมื่อเวลา 08.10 น. ตนได้รับรายงานและหลักฐานเป็นเอกสารโพยระบุช่องทางการฮั้วเลือกตั้งจากผู้สมัคร สว. หญิง จังหวัดสมุทรปราการ จากนั้นในเวลา 08.29 น. ตนได้นำข้อมูลดังกล่าวรายงานต่อ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งในขณะนั้น เพื่อป้องกันการทุจริต แต่ได้รับคำตอบจากแสวงในลักษณะให้ปล่อยผ่านเหตุการณ์ดังกล่าว
ต่อมา เมื่อเริ่มกระบวนการเลือก สว. ในเวลา 09.00 น. พบว่าขั้นตอนการแบ่งสายเป็นไปตามเอกสารโพยที่มีการจัดเตรียมไว้โดยไม่มีการระงับเหตุแต่อย่างใด พ.ต.อ. มนัสระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการปกปิดข้อมูลและเป็นปัจจัยที่ทำให้กระบวนการทุจริตสำเร็จ
นอกจากนี้ พ.ต.อ. มนัสระบุว่า มีพยานหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็น ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้เก็บโพยผู้สมัคร ซึ่งขัดแย้งกับเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ของ กกต. เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
พร้อมกันนี้ ได้เปิดเผยถึงกระบวนการพิจารณาคดีว่า คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. มีความเห็นว่ากรณีการกระทำผิดซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลกว่า 229 คน โดยเป็น สว. ปัจจุบัน 136 คนนั้นมีมูลความผิด แต่ต่อมา กกต. ได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาสอบสวนเพิ่มเติม และมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องทั้งหมด พ.ต.อ. มนัสจึงตั้งข้อสังเกตถึงความสุจริตเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.
ด้านอัครวัฒน์กล่าวเสริมถึงความกังวลในเรื่องระยะเวลาการพิจารณาคดีที่อาจส่งผลให้คดีขาดอายุความ พร้อมระบุว่า กระบวนการยุติธรรมและการพิจารณาคดีที่มีเอกสารกว่า 80,000 หน้า ไม่ควรถูกตัดสินยกคำร้องอย่างรวดเร็ว และเรียกร้องให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจหรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย
ขณะที่พริษฐ์กล่าวภายหลังรับมอบหลักฐานว่า ข้อมูลจากผู้ตรวจการการเลือกตั้งมีความหนักแน่น และฝ่ายค้านจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยได้ตั้งข้อสังเกต 4 ประการในกรณีที่ กกต. จะมีมติยกคำร้องคดีดังกล่าว ประกอบด้วย
ประการแรก กกต. ใช้มาตรฐานการพิจารณาคดีที่แตกต่างจากอดีตหรือไม่ เนื่องจากหลักฐานในสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีความชัดเจนเทียบเท่ากับคดีก่อนหน้าที่ กกต. เคยมีมติส่งศาลวินิจฉัย
ประการที่สอง การตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มีวัตถุประสงค์เพื่อยุติการตรวจสอบและล้างมลทินให้กลุ่มบุคคลกว่า 220 คนหรือไม่
ประการที่สาม มติดังกล่าวเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เนื่องจากกรรมการการเลือกตั้ง 4 จาก 7 คน เข้าสู่ตำแหน่งผ่านการรับรองของ สว. ที่อยู่ในรายชื่อผู้ถูกตรวจสอบ
และประการที่สี่ มติดังกล่าวถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบคดีอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่
พริษฐ์ระบุถึงการดำเนินงานผ่านกลไกรัฐสภาว่า คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ได้ทำหนังสือเชิญ กกต. มาชี้แจงโดยแจ้งล่วงหน้า 2 สัปดาห์ แต่ กกต. ขอเลื่อนการชี้แจง ต่อมาคณะกรรมาธิการฯ ได้มีมติใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คำสั่งเรียกเพื่อให้มาชี้แจง แต่ก็ได้รับการแจ้งขอเลื่อนอีกครั้ง การกระทำดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความพยายามหลีกหนีการตรวจสอบโดยสภา
พริษฐ์เสนอว่าหาก กกต. ต้องการยุติข้อครหา ควรมีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนและส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสินตามกระบวนการ ทั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือในคณะกรรมาธิการฯ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป รวมถึงใช้คณะกรรมการของฝ่ายค้านที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบกรณีนี้อย่างต่อเนื่อง