โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์: การล็อกดาวน์ไม่ช่วยลดฝุ่น PM 2.5 จริงหรือ?

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 06 ก.พ. 2568 เวลา 03.13 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. 2568 เวลา 20.13 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

06 กุมภาพันธ์ 2568
แปลและเรียบเรียงบทความ : อดิศร สุขสมอรรถ
ตรวจทานและพิสูจน์อักษร : คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

ข้อมูลที่ถูกแชร์ :

หนึ่งในมาตรการบรรเทาสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่การลดปริมาณการใช้รถยนต์ ทั้งการขอความร่วมมือการทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home การจำกัดปริมาณรถยนต์ขนส่งที่ไม่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน และการเปิดบริการขนส่งสาธารณะโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 1 สัปดาห์

บทสรุป :

งานวิจัยทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ ต่างยืนยันว่า การลดปริมาณไอเสียของรถยนต์ ช่วยลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 อย่างชัดเจน

FACT CHECK : ตรวจสอบข้อเท็จจริง :

กระนั้น มีการตั้งคำถามว่า มาตรการดังกล่าวสามารถลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ได้จริงหรือไม่ เนื่องจากในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็มีการประกาศล็อกดาวน์ซึ่งเป็นการลดปริมาณรถยนต์และการจราจรในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครมาแล้วเช่นกัน

มีการวิจัยทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ จำนวน 5 ชิ้น ยืนยันว่า การลดปริมาณไอเสียของรถยนต์ ช่วยลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 อย่างชัดเจน

1.ผลกระทบของการล็อกดาวน์จาก COVID-19 ต่อความเข้มข้นของอนุภาค : กรณีของการสร้างแบบจำลองความแตกต่างของการถดถอยการใช้ที่ดินในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
(The effect of COVID-19 lockdown on particulate matters concentration : Case of land use regression difference modeling in Bangkok, Thailand)

ผลงานวิจัยที่เผยแพร่ทางวารสาร City and Environment Interactions เมื่อปี 2023 โดย ดร.พัฒนพงษ์ แสงหัตถวัฒนา นักวิจัยชำนาญการ AR-4 สาขาวิศวกรรมสำรวจและขนส่ง และคณะวิจัยจากสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไฮไลต์ของงานวิจัยสรุปว่า แม้การล็อกดาวน์เพื่อรับมือไวรัสโควิด-19 ในปี 2020 จะไม่ช่วยลดปริมาณฝุ่นขนาดใหญ่มากกว่า 10 ไมครอน เช่น PM10 และ PMc มากนัก แต่สามารถลดปริมาณฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนหรือ PM 2.5 ได้ถึง 23.8% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการล็อกดาวน์

โดยพบว่า การสนับสนุนกิจกรรมทางออลไลน์ช่วยลดมลพิษที่เกิดจากการการคมนาคมได้อย่างชัดเจน

2.ผลกระทบของการจำกัดทางสังคมต่อมลพิษทางอากาศ : ความเข้มข้นของ PM 2.5 เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรด้วยการจัดการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดของ COVID-19 ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
(Social Restriction Eff ects on Air Pollution : How the PM 2.5 Concentration Changed with Lockdown Management of COVID-19 Pandemic Control in Bangkok Thailand)

ผลงานวิจัยที่เผยแพร่ทางวารสาร EnvironmentAsia เมื่อปี 2023 โดย Thae Thae Han Htwe และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล

ผลวิจัยพบว่า ในช่วงล็อกดาวน์เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ความเข้มข้นของปริมาณฝุ่น PM 2.5 บริเวณริมถนนลดลง 18.6% และในบริเวณโดยรอบลดลง 9.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันจากปีก่อน

นอกจากนี้ ยังพบการลดลงอย่างชัดเจนของ PM 2.5 ระหว่างการล็อกดาวน์ทั้งในชั่วโมงเร่งด่วนและนอกชั่วโมงเร่งด่วน

แม้ว่า PM2.5 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงล็อกดาวน์ แต่ยังคงสูงกว่า 66% (33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ตามมาตรฐานของประเทศไทยในขณะนั้น

3.ผลกระทบของการล็อกดาวน์ COVID-19 ต่อการสัมผัส NO2 และ PM 2.5 ที่ไม่เท่าเทียมกันในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร
(Impact of COVID-19 lockdown on NO2 and PM 2.5 exposure inequalities in London, UK)

งานวิจัยปี 2021 ตีพิมพ์ทางวารสาร Environmental Research ทำการสำรวจปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์และค่าฝุ่น PM 2.5 ช่วงการล็อกดาวน์ในกรุงลอนดอน เทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ปีก่อนการล็อกดาวน์ในช่วงเวลาเดียวกัน

ทีมวิจัยพบว่าการสัมผัส NO2 ของประชากรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (52.3% ± 6.1%) และการสัมผัส PM2.5 ของประชากรลดลงเล็กน้อย (15.7% ± 4.1%)

ส่วนการสัมผัส NO2 และ PM 2.5 ในช่วงเวลา 08.00 น. ลดลงอย่างมากในช่วงการล็อกดาวน์ โดยการสัมผัส NO2 ลดลง 66% ส่วนการสัมผัส PM 2.5 ลดลง 19%

4.การศึกษาผลกระทบของ COVID-19 ต่อระดับ PM 2.5 ในพื้นที่ภาคพื้นทวีปของสหรัฐอเมริกา: แนวทางการเรียนรู้เชิงลึก
(A comprehensive study of the COVID-19 impact on PM 2.5 levels over the contiguous United States : A deep learning approach)

งานวิจัยปี 2022 ที่ตีพิมพ์ทางวารสาร Atmospheric Environment ทำการสำรวจค่าความเข้มข้นของ PM 2.5 ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของปี 2019 และ 2020 ใน 11 เมืองของสหรัฐฯ ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. นิวยอร์ก บอสตัน ชิคาโก ลอสแอนเจลิส ฮูสตัน ดัลลาส ฟิลาเดลเฟีย ดีทรอยต์ ฟีนิกซ์ และซีแอตเทิล

ผลปรากฏว่า มีเพียงฟีนิกซ์เท่านั้นที่ค่าความเข้มข้นของ PM 2.5 ในปี 2020 สูงกว่าปี 2019 ที่ 5.5% ส่วน 10 เมืองที่เหลือค่าความเข้มข้นของ PM 2.5 ในปี 2020 ต่ำกว่าปี 2019 ทั้งหมด โดย วอชิงตัน ดี.ซี. มีค่าความเข้มข้นของ PM 2.5 ลดลงถึง 21.1%

ทีมวิจัยพบว่า PM 2.5 ลดลงมากกว่าในภูมิภาคที่มีการเคลื่อนไหวของมนุษย์ลดลงมากกว่า และในภูมิภาคที่ผู้คนอาศัยอยู่ในบ้านยาวนานกว่า เน้นย้ำถึงผลกระทบของกิจกรรมของมนุษย์ต่อการเปลี่ยนแปลง PM 2.5

5.การล็อกดาวน์เนื่องจาก COVID-19 ทำให้มลพิษทางอากาศทั่วโลกลดลง
(COVID-19 lockdowns cause global air pollution declines)

งานวิจัยปี 2020 ที่ตีพิมพ์ทางวารสาร PNAS ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและเครือข่ายสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศมากกว่า 10,000 แห่ง เพื่อตรวจสอบความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศในชั้นโทรโพสเฟียร์และระดับพื้นดินใน 34 ประเทศ

ทีมวิจัยพบว่าการล็อกดาวน์ในช่วงปี 2020 ทำให้ความเข้มข้นของไนโตรเจนไดออกไซด์และฝุ่น PM 2.5 ลดลงประมาณ 60% และ 31% ตามลำดับ

นับเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เชื่อมโยงการลดลงของการขนส่งยานพาหนะทั่วโลก กับการลดลงของการสัมผัสมลพิษในอากาศ

แม้ว่าภาวะล็อกดาวน์จะเป็นสิ่งชั่วคราว แต่ผลการวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการบรรเทาความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน ด้วยการลดการปล่อยมลพิษในสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลอ้างอิง :

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2590252023000272
https://tshe.org/ea/pdf/EA14(3)/EA14(3)_08.pdf
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0013935121005302?via%3Dihub
https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1352231022000097?via%3Dihub
https://www.pnas.org/doi/10.1073/pnas.2006853117

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...