โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผลสะเทือนของลัทธิมาร์กซ์ ต่อพรรคปีกก้าวหน้า ในยุโรปตะวันตก (3)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 พ.ค. 2568 เวลา 03.03 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2568 เวลา 03.03 น.

บทความพิเศษ | ธเนศวร์ เจริญเมือง

ผลสะเทือนของลัทธิมาร์กซ์

ต่อพรรคปีกก้าวหน้า

ในยุโรปตะวันตก (3)

นักคิดคนต่อมา คือ มิคาอิล บาคูนิน นักอนาธิปไตยคนนี้เป็นดาวเด่นในแวดวงนักสังคมนิยมปฏิวัติและนักสังคมอนาธิปไตยของยุโรป

เขาเรียนที่มอสโก จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่เบอร์ลินและปารีส ได้เข้าร่วมการต่อสู้ที่กรุงปรากในปี 1848 และเมืองเดรสเดนในปีถัดมา จึงถูกจับกุมและถูกเนรเทศไปอยู่ที่ไซบีเรีย หนีไปทางญี่ปุ่น สหรัฐและกลับสู่ยุโรปตะวันตก

บาคูนินกับมาร์กซ์ถกกันอย่างดุเดือดที่การประชุมสภากรรมกรสากลในปี 1872 มาร์กซ์เรียกร้องให้ยึดอำนาจรัฐเพื่อสร้างสังคมนิยม

บาคูนินและฝ่ายอนาธิปไตยเห็นว่าสหพันธ์แรงงานและคอมมูนในชนบทที่ปกครองตนเองต่างหากคือทางออกที่จะสร้างสังคมนิยมได้

งานเขียนสำคัญของบาคูนิน คือ Statism and Anarchy และ God and the State ซึ่งเขียนในช่วง 6 ปีสุดท้ายของชีวิต

บาคูนินไม่เห็นด้วยกับแนวทางเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพในการสร้างรัฐสังคมนิยมและพยากรณ์ว่าระบอบการปกครองภายใต้แนวคิดลัทธิมาร์กซ์ จะเกิดระบอบเผด็จการแบบพรรคเดียวที่ควบคุมชนชั้นกรรมาชีพ มิใช่ปกครองโดยชนชั้นกรรมาชีพ

งานเขียนส่วนใหญ่ของบาคูนินสะท้อนความกังวลอย่างยิ่งต่อรัฐและองค์กรการเมืองซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกดขี่ขูดรีดผู้คนส่วนใหญ่

ข้อเสนอของเขาคือ การทำลายรัฐและสถาบันทางเศรษฐกิจ, สังคม และศาสนาที่มีลักษณะบังคับบัญชาเป็นชั้นๆ และแทนที่ด้วยระบบคอมมูนที่เป็นแบบสหพันธ์ (กระจายอำนาจ) จัดตั้งในแบบจากล่างขึ้นบน

พร้อมกันกับการรวมกลุ่มกันโดยสมัครใจของผู้ผลิตแต่ละอย่างทางเศรษฐกิจ เริ่มจากระดับล่างและขึ้นไปถึงระดับสากล

แกนความคิดของบาคูนิน คือ ชุมชนที่เป็นอิสระที่สมาชิกพัฒนาความสามารถของตนและคณะได้อย่างเสรีโดยไม่มีใครครอบงำใครได้

การมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนเป็นความใส่ใจส่วนตัวของเขา และภาพบทบาทของชุมชนที่เขาอยากเห็นในการสร้างผู้คนที่รักเสรีภาพ และมีความสุข อยู่ใกล้ชิดกัน เป็นความรู้สึกที่อบอุ่นซึ่งจะทำให้เกิดประสบการณ์ที่ดียิ่งในแต่ละครอบครัว

บาคูนินก้าวออกจากอภิปรัชญาและทฤษฎีทั้งหลาย หันไปสู่การลงมือสร้างชุมชนของผู้คนที่รักความเป็นอิสระและมีเสรี

เขาเคยไปทดลองทำเรื่องนี้ที่เชโกสโลวะเกียในช่วงทศวรรษ 1860 เขาเห็นว่าเสรีภาพจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีชุมชนเสรี เหมือนที่บอกว่ามนุษยชาติจะมีเสรีก็ต่อเมื่อทุกคนมีเสรี ความเท่าเทียมกันก็อยู่บนสมมุติฐานเช่นนั้น ความเท่าเทียมกันในสิทธิและบทบาททางสังคมของสตรีก็เป็นเช่นนั้น…

บาคูนินมองว่าการปฏิวัติระดับสากลโดยมวลชนที่ตื่นแล้ว ก็คือมีองค์กรทางสังคมที่มีคณะกรรมการตัวแทนและเทศบาลที่เป็นอิสระ ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นสหพันธ์ขนาดใหญ่ที่ไม่มีโครงสร้างหรือกลไกรัฐใดหรืออำนาจใดๆ ทางสังคมมาคอยควบคุมอยู่

ในชุมชนที่ปลดปล่อยและมีเสรีเช่นนี้ ผู้ใหญ่ทุกคนมีเสรีภาพ ใช้ชีวิตด้วยจิตสำนึกและเหตุผลของตนเองตามเจตนารมณ์ของตนเอง รับผิดชอบต่อตนเองเป็นสิ่งสูงสุด และถัดไปก็คือชุมชนของตนเอง

บาคูนินไม่เชื่อว่าชนชั้นนายทุนหรือรัฐที่ปฏิวัติจะปลดปล่อยชุมชนได้อย่างเสรีอย่างที่เขาอธิบายไว้ ภาพการปฏิวัติสังคมของเขาจึงมิใช่การยึดอำนาจ แต่คือการสร้างสภาพที่จะไม่มีอำนาจใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่อำนาจเก่าได้

บาคูนินมิใช่นักคิดที่เป็นระบบและไม่ได้สร้างทฤษฎีระบบสังคมแบบขนาดใหญ่

ในเมื่อรัฐกับศาสนาขวางทางปลดปล่อยเสรีภาพของชุมชนเนื่องจากรัฐและศาสนาเอาสติปัญญาและความยุติธรรมตามแบบของเขามาครอบงำชุมชนไว้ โดยโฆษณาว่าคนส่วนใหญ่ปกครองตนเองไม่ได้

บาคูนินจึงแย้งว่า “ที่จริงการกดขี่ขูดรีดกับการปกครองนั้นก็เป็นเรื่องเดียวกัน รัฐและศาสนาก็คือระบบที่ถูกบริหารจัดการมาเพื่อครอบงำและกดขี่ขูดรีดที่ชนชั้นปกครองอภิสิทธิ์ชนนั่นเองสร้างขึ้นมา โดยอาศัยการรวมศูนย์อำนาจของทั้งระบบราชการและกองทัพนั่นเอง”

เมื่อสถาบันที่ครองอำนาจมีพลังมาก แน่นอน พวกเขาจึงแข็งแกร่งกว่าปัจเจกชน แต่ก็ไม่อาจแก้ไขอะไรภายในได้มากนัก ทั้งนี้ก็เนื่องจากความปรารถนาของพวกเขาและแรงยั่วเย้าต่างๆ ที่นำพวกเขาเข้าสู่อำนาจและยังคงร้อยรัดไว้อย่างเหนียวแน่น

ด้วยเหตุดังกล่าว บาคูนินจึงเห็นว่าพวกอนาธิปไตยนี่แหละที่เป็นศัตรูของทุกๆ อำนาจ และรู้ว่าอำนาจทำให้คนที่อยู่ในอำนาจต้องอยู่ต่อไป ต้องมีอำนาจมากและยาวนานพอดีกับที่อีกพวกหนึ่งที่ถูกทำให้ต้องยอมรับการอยู่กับสภาพดังกล่าว

อีกเรื่องหนึ่งที่บาคูนินขัดแย้งกับมาร์กซ์ก็คือ การบริหารงานของกรรมกร (worker governance) และการปฏิวัติสังคม

บาคูนินเห็นว่า แม้จะใช้นักปฏิวัติที่ดีที่สุดไปคุมอำนาจของรัสเซียก็จะแย่กว่าพระเจ้าซาร์องค์ไหนๆ

เขาเห็นว่าเมื่อคนงานสังคมนิยมเข้าไปอยู่ในอำนาจ คนเหล่านั้นก็กลายเป็นอดีตคนงานที่จะบริหารตามความคิดของตนเอง มิใช่เป็นตัวแทนของกรรมกรทั้งมวลอีกต่อไป

บาคูนินจึงไม่เชื่อเผด็จการในระยะผ่านที่จะไปรับใช้ใครได้นอกจากทำให้ตัวเองได้อยู่ในอำนาจนานๆ

เขาเห็นว่า “เสรีภาพที่ไม่มีสังคมนิยมก็คือสิทธิพิเศษ และความอยุติธรรม และสังคมนิยมที่ปราศจากเสรีภาพก็คือระบอบทาสและความโหดร้ายทารุณนั่นเอง”

เขาจึงขัดแย้งกับมาร์กซ์ที่ว่า “รัฐจะสิ้นสลายไปเมื่อกรรมกรเข้าคุมอำนาจรัฐและกรรมกรมีชัยชนะ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงในเงื่อนไขการผลิตจะทำลายรัฐเองในที่สุด”

สำหรับบาคูนิน เขาเห็นว่า “การลงมือแบบเป็นไปเองของกรรมกรสำคัญมากกว่าองค์กรของพรรคกรรมกรที่มาร์กซ์เสนอ (คือพรรคชนชั้นกรรมาชีพ)”

บาคูนินเชื่อว่าวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นประโยชน์ในการให้ความรู้แก่ชุมชน แต่เขาไม่เชื่อว่ารัฐบาลของผู้เชี่ยวชาญหรือให้คนส่วนน้อยที่ได้สิทธิพิเศษจะปกครองความโง่เขลาได้

บาคูนินหมายถึงอำนาจที่มอบให้คนทำรองเท้าบู๊ต และคนเก่งสำหรับความเชี่ยวชาญของพวกเขา ปล่อยให้ฟังเรื่องความเชี่ยวชาญนั้นอย่างเต็มที่ แต่จะไม่ยอมให้คนทำรองเท้าบู๊ตและคนเก่งนั้นใช้อำนาจเหนือพวกเขาได้อย่างเด็ดขาด

บาคูนินเชื่อว่าอำนาจและการบังคับบัญชานั้นควรเป็นการแลกเปลี่ยนที่เต็มใจและต่อเนื่องไป

เขาเชื่อว่าความเฉลียวฉลาดนั้นมีอยู่ข้างในแล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องอาศัยสิทธิพิเศษอื่นใดอีก

ในช่วงปลายชีวิตที่อิตาลีเริ่มในปี 1864 บาคูนินพยายามรวบรวมเครือข่ายสากลเพื่อสร้างสังคมปฏิวัติทางลับ ซึ่งดูไม่ตรงกับที่เขาเขียนมาตลอดว่าเขาไม่เชื่อถือพวกชนชั้นนำที่เป็นนักปฏิวัติ

สุดท้าย คนกลุ่มนี้ก็คือ กลุ่มที่ทำงานด้านเอกสาร ไม่ได้ลงมือปฏิบัติใดๆ อย่างที่บาคูนินเสนอมาตลอด เป็นการทำงานโดยไม่มีการบังคับบัญชาแนวดิ่ง เป็นการทำงานที่ตรงข้ามกับการเมืองแบบรัฐสภา

งานลับแบบนี้ไม่เปิดเผยที่อยู่ และนโยบายที่เสนอออกไป ก็ไม่ได้รับผิดชอบต่อใคร

Peter Marshall นักประวัติศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า “งานแบบนี้มีศักยภาพที่จะเป็นเผด็จการมากเสียยิ่งกว่าพรรคของมาร์กซ์ และยากที่จะคาดได้ว่า ถ้าจะเปิดเผยออกมาแล้ว จะเกิดผลเสียอย่างไรบ้าง”

Paul Avrich นักประวัติศาสตร์อีกคน เห็นว่า บาคูนินเป็นขุนนางที่ปรารถนาจะเห็นชาวนาปฏิวัติ, เป็นเสรีชนที่อยากครอบงำคนอื่น และเป็นปัญญาชนที่ต่อต้านปัญญาชนกลุ่มใหญ่ที่สนับสนุนเสรีภาพและมีพลัง และขณะที่เขาเองก็เรียกร้องความเชื่อฟังจากผู้ติดตาม น่าสนใจว่าในที่สุดแล้ว ปฏิบัติการของเขาหลายอย่างก็นำเขาไปสู่ขบวนอำนาจนิยมเช่นกัน แม้ว่าข้อเขียนของเขาต่อต้านอำนาจนิยม

ขณะที่ Noam Chomsky เห็นว่า การพยากรณ์ของบาคูนิน ที่ว่า ระบอบมาร์กซิสต์จะเป็นเผด็จการนั้นเป็นการพยากรณ์น้อยชิ้นในวงการสังคมศาสตร์ที่ได้เกิดขึ้นจริง

นักทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ชาวเยอรมัน เบิร์นสไตน์ (E. Bernstein) นักลัทธิมาร์กซ์คนแรกที่ถูกประณามให้เป็นนักลัทธิแก้ (Revisionist) คนแรกก็เนื่องจากในปี 1899 หรือ 4 ปี หลังเองเกลส์จากไป เขาได้เขียนงานสำคัญชื่อ The Requirements of Socialism เสนอว่า ที่มาร์กซ์พยากรณ์ว่าการล่มสลายของทุนนิยมจะเกิดขึ้นอีกไม่นาน ขัดแย้งกับหลักฐานที่ชี้ให้เห็นการผลิตแบบทุนนิยมมีการกระจายทุนออกไป การเป็นเจ้าของที่ดินก็กระจายตัวออก และที่ว่าชนชั้นกลางลดลง แต่ผู้ประกอบการหาคนเข้ามาเสริมจากชนชั้นกรรมาชีพ มีมาตรการประนีประนอม เช่น ช.ม.ทำงาน และค่าบำนาญคนสูงวัยก็จ่ายให้ จากนั้น Bernstein จึงเรียกร้องให้คนงานสนใจการเมืองให้มากขึ้น

ดูที่ข้อมูลในเยอรมนี ชนชั้นกลางและธุรกิจขนาดกลางก็ขยายตัวขึ้น ทุนนิยมจะปรับตัวต่อไป มิใช่แข็งตัว เบิร์นสไตน์เตือนเรื่องการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพที่ใช้ความรุนแรง เช่นที่ฝรั่งเศส ในปี 1848 ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้ผลประโยชน์ของกรรมกรถูกลดทอนลง

เขาจึงปฏิเสธการปฏิวัติ และยืนยันว่า ยุทธวิธีที่ดีที่สุดคือ การสร้างขบวนการทางสังคมที่มั่นคงอย่างอดทนเพื่อการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปและต่อเนื่อง (continuous nonviolent incremental change)

ในงานเขียน The Prerequisites of Socialism (1899) Bernstein เสนอว่า สังคมนิยมจะสัมฤทธิผลด้วยการปฏิรูปและการแก้ไขปรับปรุงระบบทุนนิยมหลายๆ ครั้ง

เขาปฏิเสธลักษณะวิภาษวิธีและการปฏิวัติของลัทธิมาร์กซ์ เขาหวังที่จะเห็นสังคมนิยมด้วยสันติวิธีและผ่านการแก้ไขกฎหมายหลายๆ ครั้ง ลัทธิมาร์กซ์ยังต้องก้าวต่อไปและสรุปบทเรียนให้มากขึ้น และสุดท้าย สังคมนิยมก็คือ การปรับปรุงระบบทุนนิยมให้ดีขึ้นนั่นเอง

เบิร์นสไตน์ยังเห็นว่า มีหนทางหนึ่งคือ ทุนนิยมก้าวไปข้างหน้า ไปเป็น social democracy เพื่อให้กรรมกรได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น

แต่ในทัศนะของ Rosa Luxemburg เป้าหมายของการปฏิวัติทางสังคมก็คือ Social democracy ที่จะต้องมีการต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อล้มล้างระบบทุนนิยมไปสร้างสังคมนิยมเท่านั้น แต่พวกลัทธิแก้เช่นเบิร์นสไตน์มองเห็นแต่ทุนนิยมที่มีการแก้ไขปรับปรุง จึงเพ้อฝัน และขาดพลังที่จะพยากรณ์

“เนื่องจากพวกเขามองไม่เห็นสภาวะอนาธิปไตยของทุนนิยม และเห็นแต่ว่าทุนนิยมปรับตัวได้ และจะก่อผลที่ดีได้ ซึ่งแปลว่าทุนนิยมจะไม่ล้มเหลวจนล่มสลายไป”

ลักเซมเบิร์กจึงเห็นว่าพวกลัทธิปฏิรูปละทิ้งอนาคตของสังคมนิยม และหันไปหมกมุ่นแต่รัฐสภา

สําหรับ กีออร์กี้ เพลคานอฟ เกิดในตระกูลขุนนางเช่นเดียวกับบาคูนิน นักปฏิวัติลัทธิมาร์กซ์ผู้นี้มีอิทธิพลสูงมากในขบวนการนักปฏิวัติ รวมทั้งต่อเลนิน เขาเข้าร่วมขบวนการต่อสู้ของรัสเซียอย่างแข็งขัน หลังจากถูกจับ 2 ครั้งก็หลบหนีไปสวิสในปี 1880 ด้วยวัย 24 ปี และเริ่มเป็นนักลัทธิมาร์กซ์ ได้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม “ปลดปล่อยแรงงาน” และทำวารสาร “Iskra” (ประกายไฟ) ร่วมกับเลนิน

แม้เพลคานอฟจะได้ร่วมต่อสู้และสนับสนุนการปฏิวัติในรัสเซียในปี 1903, 1905 และการปฏิวัติกุมภาพันธ์ 1917 เขาก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิด Democratic Centralism ของเลนิน และคัดค้านการสร้างพรรคบอลเชวิกและการปฏิวัติรัสเซียในเดือนตุลาคม 1917 โดยเห็นว่า “ไม่ถูกหลักการ” และ “ขัดแย้งกับกฎประวัติศาสตร์”

น่าเสียดายที่เพลคานอฟเสียชีวิตในปีต่อมา แต่ถึงกระนั้น เขาก็ได้รับความนับถืออย่างสูงจากพรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต

เพลคานอฟเสนองานและแนวคิดสำคัญในช่วงทศวรรษ 1880 เช่น “ไม่มีทฤษฎีการปฏิวัติ ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวแบบปฏิวัติ…” “ทุนนิยมได้เกิดขึ้นแล้วในอุตสาหกรรมสิ่งทอและภาคเกษตรของรัสเซีย ที่จะนำไปการสถาปนาสังคมนิยมของรัสเซียในอนาคต”

งานสำคัญของเขาในปี 1895 “Development of the Monist View of History” ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากทั้งเองเกลส์และเลนินว่า เป็นงานทฤษฎีวัตถุนิยมที่สำคัญยิ่งที่จะช่วยยกระดับความรู้ของนักปฏิวัติรัสเซียในการเข้าใจประวัติศาสตร์การพัฒนาของสังคมและปัญหาของระบทุนนิยมในอนาคต

น่าเสียดายที่เพลคานอฟและเลนินจากโลกนี้เร็วเกินไป คือในปี 1918 และ 1924 ตามลำดับ

บทสรุปขั้นต้น

: ลัทธิมาร์กซ์กับผลสะเทือนต่อแผ่นดินแม่

ข้อที่หนึ่ง ยุโรปตะวันตกให้กำเนิดแก่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยังไม่พอ ยังคลอดระบบทุนนิยมขึ้นมาที่ประเทศเดียวกันคืออังกฤษ

แต่แล้วหนุ่มเยอรมันวัย 30 ปี (1818-1848) ก็เขียนคำแถลงชิ้นสำคัญเปิดเผยพัฒนาการของสังคมมนุษย์จากยุคบุพกาลจนถึงยุคทุนนิยมเกิดขึ้นและกำลังเบ่งบานในอังกฤษและทั่วยุโรปตะวันตก กลายเป็นเอกสารสำคัญที่จะก่อผลสะเทือนมากขึ้นๆ เป็นลำดับ

ข้อที่สอง ผลสะเทือนของแนวคิดมาร์กซ์-เองเกลส์ 2 หนุ่มชาวเยอรมัน

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผลสะเทือนของลัทธิมาร์กซ์ ต่อพรรคปีกก้าวหน้า ในยุโรปตะวันตก (3)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...