โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อ่อนแอบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะการเข้มแข็งมากไป คนที่แหลกสลาย อาจเป็นตัวเราเอง

Mission To The Moon

เผยแพร่ 12 ต.ค. 2565 เวลา 12.00 น.

“บอบบาง” “ท้อแท้” และพร้อม “แตกสลาย”
.
คำเหล่านี้ ‘นิยาม’ ความเป็น ‘ตัวคุณ’ ตอนนี้อยู่หรือเปล่า?
.
และคุณเองก็เป็นคนยุค Millennials ที่เกิดหลังปี ค.ศ. 1986 เป็นต้นไป หรือเรียกว่าเป็นคน Generation Y และ Generation Z เหมือนกันด้วยใช่ไหม?
.
หากใช่ “Snowflake Syndrome” อาจเป็นคำอธิบายที่เหมาะกับความรู้สึกคุณตอนนี้ที่สุดนะ
.
ว่าแต่ Snowflake Syndrome ที่ว่า คืออะไร?
.
.
คำว่า ‘Snowflake’ นอกจากจะมีความหมายว่า ‘เกล็ดหิมะ’ แล้ว ยังมีนิยามความหมายในเชิงอุปมาไว้ด้วยอีกว่า
.
“A person, esp a young person, viewed as lacking resilience and being excessively prone to taking offence” (Collins English Dictionary, 2016)
.
ทางฝั่งตะวันตกได้ใช้คำนี้ในความหมายเชิงประชดประชัน เปรียบเทียบว่าคนยุคหลังนั้นบอบบางราวกับ ‘เกล็ดหิมะ’ มีเพียงแค่ความสวยงามให้เชยชม แต่แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัสก็พร้อมจะหลอมละลายหายไป เพียงเจออุ่นไอเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
.
หรือทางฝั่งตะวันออกเองก็มีชื่อเรียกคนยุคนี้เช่นกัน โดยจะเรียกว่าเป็น ‘Strawberry Generation’ หรือลูกสตรอว์เบอร์รีที่ถูกประคบประหงมดูแลมาอย่างดีในห้องกระจก สวยงาม ราคาแพง แต่ต้องทะนุถนอมอย่างดี จะโดนอะไรนิดหน่อยก็พลอยช้ำไปหมด
.
ซึ่งทั้ง 2 ชื่อเรียกนี้ ล้วนมีเพื่อเสียดสีว่า คนยุคนี้ไม่อดทนต่อความยากลำบาก หรือแรงกดดัน เป็นคนที่ถูกเลี้ยงดูมาจากพ่อแม่รุ่น Gen X หรือ Baby Boomer ที่มีอะไรเพียบพร้อมให้ทุกอย่าง ได้ทุกอย่างจนเคยตัว เมื่อต้องออกสู่โลกแห่งความเป็นจริงภายนอกแล้วก็เอาตัวเองเป็นใหญ่ จะว่าอะไรหน่อยไม่ได้ เมื่อไม่ได้อะไรดั่งใจ หรือเจอปัญหาถาโถมเข้ามา ก็อ้างถึงอาการซึมเศร้า (Depression) นึกถึงการตายหนีปัญหา อ่อนแอเกินกว่าที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่ต่างอะไรจากเกล็ดหิมะที่แสนบอบบาง หรือผลสตรอว์เบอร์รีที่บอบช้ำได้ง่ายเหล่านั้นเลย
.
.
ว่าแต่เด็กสมัยนี้ไม่อดทนเอาซะเลย… จริงๆ เหรอ?
.
รุ่นพ่อแม่ของคนยุค Milennials ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เกิดในยุค Baby Boomer และ Generation X ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
.
พ่อแม่ของคนยุคนี้จึงเติบโตมากับความยากลำบากในวัยเด็ก ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ชอบความวุ่นวาย รักความสงบ มีความอดทนสูง ทุ่มเทให้กับการทำงาน มีเงินเก็บและร่ำรวยกว่ายุคก่อนหน้า เพราะช่วงชีวิตการทำงานเป็นช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงคราม เศรษฐกิจจึงเฟื่องฟู หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง
.
ตรงกันข้ามกับคนในยุค Millennials ที่เกิดมาพร้อมกับความเจริญ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ห่างไกลเกินที่จะเข้าใจถึงความรู้สึกยากลำบากของช่วงสงคราม คนในยุคก่อน Gen X ขึ้นไปจึงมองว่า คนในยุคหลังติดหรู รักความสบาย
.
จริงอยู่ที่ว่า คนยุคหลังเกิดมามีข้าวของเครื่องใช้สะดวกสบายกว่ายุคก่อน แต่การมองเช่นนี้ทำให้ละทิ้งและมองข้ามอุปสรรคที่คนยุคนี้ต้องเจอเช่นกัน คนแต่ละยุคต้องพบเจออุปสรรคต่างๆ ที่ต่างกัน คนในยุคนี้เติบโตเริ่มทำงานในยุคที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก อีกทั้งยังมีโรคระบาดอย่างโควิด-19 กินเวลามานานหลายปี พร้อมกับการแข่งขันที่สูงลิ่ว และความเหลื่อมล้ำที่ถูกแบ่งอย่างชัดเจน
.
หากจะแย้งว่า เศรษฐกิจมันก็ขึ้นๆ ลงๆ มาตลอดอยู่แล้ว แต่เพราะคนยุคหลังบริโภคนิยม ไม่รู้จักประหยัดเองหรือเปล่า? ก็ไม่ถูกต้องนัก งานวิจัยของธนาคารสหรัฐฯ พบว่าโดยเฉลี่ย คนยุค Millennials เริ่มเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณตั้งแต่อายุ 24 ปี ในขณะที่ Gen X เริ่มที่ 30 ปี และ Baby Boomer เมื่ออายุ 33 ปี หรือที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า คนยุคหลังเริ่มสนใจเรื่องการลงทุนและวางแผนการเงินกันตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษา เมื่อสะสมเงินได้ระดับหนึ่ง หลายคนก็เริ่มที่จะเปิดธุรกิจ เช่น ขายของออนไลน์ เป็นของตัวเอง
.
แต่แม้จะประหยัด หรือเก็บเงินมากขนาดไหน ยังมีวิจัยเผยอีกว่า คนยุค Millennials นับว่าเป็น “The poorest generation in history” (เจเนอเรชันที่จนที่สุดในประวัติศาสตร์) ซึ่งนั่นก็มาจากสภาพเศรษฐกิจสังคมที่มีการแข่งขันสูงกว่าแต่ก่อนมาก อย่างเช่นการเริ่มทำธุรกิจ ไม่ว่าใครก็สามารถเปิดธุรกิจค้าขายออนไลน์เป็นของตัวเองได้ รวมไปถึงการที่ค่าครองชีพในสมัยนี้ไม่สอดคล้องกับรายได้
.
ไม่ต้องยกตัวอย่างไปไหนไกล นึกถึงแค่การจะซื้อไอศกรีมโคนในห้างสรรพสินค้าสักแห่ง ถ้าเทียบกับสมัยยังเป็นเด็ก ไอศกรีมโคนละ 7 บาท แต่ 10 ปีผ่านไป ไอศกรีมเหล่านี้ปรับราคาขึ้นเกินเท่าตัวเป็น 15 บาท ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำระดับปริญญาตรียังคงอยู่ที่ 15,000 บาทเช่นเดิม ไม่ต้องพูดไปไกลถึงค่าบ้าน ค่ารถ ที่ตอนนี้ราคาพุ่งสูงจนเกินที่เด็กจบใหม่ยากจะเอื้อมถึง
.
ในขณะเดียวกัน รุ่นพ่อแม่ของคนยุคนี้ยังคงมีความคาดหวังต่อรายได้ของรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่ควรจะเพียงพอต่อการซื้อบ้าน ซื้อรถเป็นของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นเดิม ซึ่งขัดแย้งกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน
.
นอกจากความกดดันจากครอบครัว ยังมีความกดดันจากสังคม ตั้งแต่การมีเทคโนโลยีเข้ามา ยิ่งทำให้เห็นข้อเปรียบเทียบ เพียงแค่คลิกเข้าสักแอปพลิเคชันอันใดอันหนึ่ง ก็จะพบเจอกับผู้คนมากมายที่กำลังนำเสนอการใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่า ทำเอาเรารู้สึกกดดันทุกครั้งเมื่อหันกลับมามองตนเองที่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
.
.
แม้ไม่อาจเปรียบเทียบความลำบากของคนยุคนี้กับคนยุคก่อนได้โดยตรง แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความกดดันมากพอที่ต้องแบกรับ
.
เพราะเหตุนี้เอง ในช่วงหลังเรื่อง ‘สุขภาพจิต’ เลยกลายเป็นสิ่งที่ถูกคำนึงถึงมากยิ่งขึ้น การพูดถึง ‘โรคซึมเศร้า’ จึงเป็นที่พูดถึงมากยิ่งขึ้นเช่นกัน
.
ในระยะหลังมานี้ จะพบเห็นสื่อนำเสนอข่าวคนดังที่มีอาการโรคซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายของเด็กที่มีอายุต่ำลงเรื่อยๆ หรือแม้แต่คนใกล้ตัวที่เริ่มมีอาการนี้มากยิ่งขึ้น นับได้ว่าโรคซึมเศร้าเป็นเรื่องใกล้ตัวของแทบทุกคนไปเรียบร้อยแล้ว
.
แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้ผู้ใหญ่มองว่า เด็กสมัยนี้ บอบบาง แตะต้องไม่ได้ ไม่มีความอดทน ไปมากกว่าเดิม
.
.
ต้นเหตุของปัญหาสุขภาพจิตมีสาเหตุหลายอย่าง นอกจากสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุล สิ่งแวดล้อมที่ผู้ป่วยต้องพบเจอก็เป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ขึ้นมา
.
ทั้งความคาดหวัง ความกดดันของครอบครัวและสังคมที่ผลักดันให้คนยุคหลังต้องสู้ และแข่งขันอยู่ตลอดเวลาในทุกเรื่อง.. เพราะไม่ว่าทำอะไร ก็ไม่เคยดีพอ
.
การศึกษาของ Dr. Shai L. Butler พบว่า คนยุค Millenials ไม่ค่อยมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง จึงกลัวการทำผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต การทำงาน หรือความสัมพันธ์ เพราะรู้สึกว่าตัวเอง ‘ไม่ดีพอ’
.
หลายครั้งความรู้สึกนี้ก็สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกินขีดจำกัดที่บางคนจะรับไหว แม้จะพยายามสักเท่าไหร่ ก็ไม่เคยเพียงพอกับความคาดหวังเสียที
.
นอกจากการยัดเยียดความคาดหวังให้คนอื่นต้องแบกภาระความรับผิดชอบ ด้วยการเปรียบเทียบ กดดัน ยังคงมีวิธีสื่อสารในรูปแบบอื่นๆ ที่ดีต่อใจทั้งผู้พูดและผู้ฟัง อย่างเช่นการให้กำลังใจ และพูดคุยให้คำปรึกษา หรือการซักถาม ถกเถียงอย่างมีเหตุผลเมื่อไม่เข้าใจกัน น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
.
.
เพราะคนแต่ละยุคนั้นเติบโตมาในสังคมที่แตกต่าง ไม่มีใครอ่อนแอเกินไป และไม่มีคนยุคไหนดีกว่ากัน
.
.
แม้ ‘เกล็ดหิมะ’ จะเป็นสิ่งที่แสนจะบอบบาง และพร้อมสลายหายไปเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดที่สาดส่องลงมาบนโลกแห่งความจริง แต่เกล็ดหิมะเหล่านี้ก็ยังคงมีคุณค่า นอกจากความสวยงามยามหิมะโปรยปรายลงมา เกล็ดหิมะที่หลอมละลายลงบนพื้นดิน ก็เป็นแหล่งน้ำที่ประกอบไปด้วยสารอาหารชั้นดี เหมาะแก่การเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป
.
หรือพวงองุ่นที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะแรกนั้น ก็สามารถนำไปทำเป็นไวน์รสเลิศ ที่มีเพียงประเทศภูมิอากาศหนาวเย็นเท่านั้นที่จะทำได้
.
ทุกสิ่งอย่าง และทุกคน ล้วนมีข้อดีของตัวเอง
.
.
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับความรู้สึกไม่ดีเหล่านี้อยู่ เราก็แค่อยากบอกคุณไว้ว่า
.
“คุณไม่ได้ ‘อ่อนแอ’ เกินกว่าที่จะมีชีวิตอยู่”
.
แต่คุณเป็นคนที่ ‘เข้มแข็ง’ มานานมากแล้วต่างหาก
.
ค่อยๆ ปลดปล่อยความรู้สึกแย่ๆ ของคุณออกไป และโอบกอดตัวเองแน่นๆ เอาไว้
.
หากต้องการความช่วยเหลือเมื่อไหร่ ลองมองไปรอบๆ ตัว ยังมีหลายมือที่พร้อมยื่นเข้ามาประคับประคองคุณไว้อยู่นะ
.
.
ขอให้วันนี้ของคุณเป็นวันที่มีความสุข และผ่านเรื่องราวที่ต้องเจอแต่ละวันไปได้ด้วยดี :)
.
.
เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ:
- ต้องเชื่อฟังเพราะผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน? Critical Thinking การคิดเชิงวิพากษ์ที่ถูกพรากไปจากสังคม >> https://bit.ly/3McQR2q
- หยุดได้หยุด! เหล่าคำพูดบั่นทอนจิตใจ โอบกอดตัวเองไว้เพราะคุณทำดีที่สุดแล้ว >> https://bit.ly/3EjtjGB
.
.
อ้างอิง:
https://bit.ly/3uNbFYE
https://bit.ly/3Eo1n4j
https://bit.ly/37m63f3
https://bit.ly/3KS3CPJ
https://bit.ly/3KP0c0r
https://bit.ly/3jKWZTA
https://bit.ly/3KRkI07
https://bit.ly/3KRxPhX
.
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#psychology
#society

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...