โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เริ่มขายของออนไลน์ ผ่าน E-marketplace ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 เม.ย. 2565 เวลา 02.25 น. • เผยแพร่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 07.43 น.
ภาพจาก pixabay

KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร แนะ 5 ปัจจัยควรคำนึง หากจะเริ่มขายสินค้าออนไลน์ 

วันที่ 30 สิงหาคม 2564 “KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร” หรือ “เกียรตินาคินภัทร (KKP)” เผยแพร่รายงาน ตีแผ่สมรภูมิ E-Commerce ไทย ตรงไหนคือโอกาส ซึ่งใจความตอนหนึ่งมีการแนะนำ ผู้เริ่มขายสินค้าผ่าน E-marketplace เช่น Shopee หรือ Lazada ให้คำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1. การขายของออนไลน์มีการแข่งขันด้านราคาสูง

เนื่องจากสินค้าในแต่ละหมวดหมู่มักเป็นสินค้าที่เหมือนและใกล้เคียงกันจึงทำให้สามารถเปรียบเทียบราคาได้ง่าย ขณะที่การนำเสนอสินค้าที่มีลักษณะพิเศษ (unique) อาจทำได้ยากกว่าบน E-marketplace เนื่องจากผู้ซื้อมักสืบค้นเฉพาะยี่ห้อที่เป็นที่รู้จักทั่วไป หรือต้องการสินค้าราคาถูกที่ตอบโจทย์ทั่วไปในบ้านได้

การตั้งราคาและเข้าร่วมโปรโมชั่นต่าง ๆ เช่น การส่งฟรี หรือการได้เงินคืน (Cashback) จึงมีความสำคัญสูง ซึ่งอาจสะท้อนถึงความจำเป็นที่ร้านค้าออนไลน์จะต้องมีต้นทุนสินค้าที่ต่ำเพื่อให้ยังเหลือส่วนต่างกำไร

2. คะแนนรีวิวเป็นแต้มต่อ

การขายของออนไลน์ต่างจากการขายแบบมีหน้าร้าน เพราะผู้ขายของออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่เป็นที่รู้จักของผู้ซื้อ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อผู้ขายจากแต่เดิมที่การมีหน้าร้านอาจแสดงความน่าเชื่อถือของกิจการ และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ขายโดยตรงช่วยเสริมความมั่นใจต่อการซื้อสินค้า เปลี่ยนไปเป็นการสะท้อนความน่าเชื่อถือของผู้ขายผ่านคะแนนรีวิวที่ได้จากผู้ซื้อและยอดขายแทน การสื่อสารกับผู้ซื้อทั้งก่อนส่งสินค้าและหลังการขายจะมีส่วนช่วยให้ผู้ขายของออนไลน์มีคะแนนรีวิวที่ดี

3. ค่าธรรมเนียมผู้ขายอาจทำให้เหลือส่วนต่างกำไรไม่มาก

การขายของออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce มีค่าธรรมเนียมที่ผู้ขายต้องจ่ายให้กับแพลตฟอร์มเมื่อขายได้ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการขาย (Platform fee) ค่าธรรมเนียมธุรกรรม (Payment fee) และค่าธรรมเนียมร่วมการส่งเสริมการขาย เช่น การส่งฟรี (Promotion participation)

ซึ่งหากรวมกันแล้วในปัจจุบันอยู่ที่ราว 10-12% ของราคาสินค้า (รูปที่ 30) หรือ อาจสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ดังนั้นผู้ขายของออนไลน์จึงควรคาดหวังส่วนต่างกำไรเบื้องต้นมากกว่าระดับดังกล่าวพอสมควร เพื่อให้การขายผ่านออนไลน์ยังเหลือกำไรในขั้นสุดท้าย

4. การจัดการหลังบ้านเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อการขายของออนไลน์มีส่วนต่างกำไรต่ำ ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับการขายให้ได้จำนวนมากเพียงพอ (Scale) ในระยะเริ่มต้น ผู้ค้าปลีกเดิมที่มีหน้าร้านอาจใช้พื้นที่ในร้านในการจัดเก็บสินค้าและให้พนักงานของตนเองเป็นผู้หยิบและจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อ

อย่างไรก็ตาม เมื่อยอดขายออนไลน์เริ่มมีมากขึ้น และการจัดการเริ่มมีข้อจำกัด การใช้บริการศูนย์บริการด้านพัสดุครบวงจร หรือ Fulfillment Center อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการช่วยให้การบริหารจัดการคลังสินค้าและการจัดส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น และอาจช่วยประหยัดต้นทุนหลังบ้านได้ในระยะยาว

5. เก็บหลักฐานการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ทางการชำระภาษี

การขายของออนไลน์จำเป็นต้องเสียภาษีเงินได้เช่นเดียวกับการค้าทั่วไป โดยยื่นแบบภาษี 2 ครั้งสำหรับครึ่งปีแรกและทั้งปีโดยในระยะเริ่มแรกที่ยอดขายไม่มาก สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% ของรายได้จากการขาย หรืออาจหักได้ตามค่าใช้จ่ายจริง ซึ่งจำเป็นต้องมีหลักฐานเพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ และหากมีรายได้เกิน 1 ล้านบาทต่อปี อาจเลือกชำระด้วยอัตรา 0.5% ของรายได้จากการขายของออนไลน์ได้

ทั้งนี้ การขายของออนไลน์มักมีการชำระผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือผ่านการโอนเงินเข้า-ออกบัญชี จึงสามารถตรวจสอบได้ ผู้ขายของออนไลน์จึงควรเก็บหลักฐานที่จำเป็นเพื่อได้รับประโยชน์จากการลดภาระทางภาษีมากที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...