โบรกฯ เตือนหุ้นไทยแพง-เสี่ยงปรับฐาน โยกเล่นหุ้นตั้งรับ-จ่ายปันผลดี
นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวมาค่อนข้างมากกว่า 20% ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งปัจจุบันหากมองดัชนีแถวๆ 1,300 กว่าจุด ระยะสั้นๆ ถือว่าค่อนข้างแพง ถ้าดูเป็นเทรดดิ้งจะเทรดอยู่ +3.6-3.7 SD หรือประมาณ 3.7 เท่าของค่าเฉลี่ย Moving Forward P/E 3 ปี เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นจุดที่ต้องเริ่มระวัง และอาจจะต้องเริ่มหมุนรอบ (Rotation) ออกจากหุ้นที่แพงแล้วในช่วง 3 เดือนข้างหน้า เพราะอาจจะมีการปรับฐานเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเข้าลงทุนสู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นหุ้นเชิงรับ(Defensive) กลุ่มที่มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ค่อนข้างดี และหุ้นที่มีความแน่นอนของรายได้ (earnings visibility) ชัดเจน เช่น กลุ่มไอซีที(ICT) กลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) หรือกลุ่มโรงกลั่น ซึ่งจะเป็นเขตปลอดภัย (safe zone)
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงให้กว้างกว่าการลงทุนหุ้น ก็อาจจะใช้กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) เช่น ทองคำ, พันธบัตรรัฐบาล ซึ่งในบางอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้แม้ว่าผลตอบแทนจะไม่มากแต่จะป้องกันเรื่องการสวิงของตลาดได้
“ช่วง 3 เดือนจากนี้ความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นที่จะปรับขึ้นคงไม่เยอะ เพราะตลาดหุ้นไทยแพงแล้ว แต่ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่าง เริ่มมีการฟอร์มตัวที่ชัดเจนขึ้น”
นายอิสระกล่าวว่า จุดต่อไปที่ต้องมองคือ 1.เศรษฐกิจจะเดินหน้าต่ออย่างไร ด้านสาธารณสุขจะเป็นอย่างไร 2.นักลงทุนทั้งโลกคงพยายามมองหาจุดที่ลงไปจนถึงจุดต่ำสุด (Bottom Out) ของทั้งเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.) รวมถึงแนวโน้มของโรคระบาดโควิด-19 ว่าจะควบคุมอย่างไร วัคซีนจะมาเมื่อไหร่
โดยโมเม้นตัมของกลุ่มตลาดประเทศเกิดใหม่(EM) กับกลุ่มตลาดประเทศพัฒนาแล้ว(DM) วันนี้ยังโดนผลกระทบโรคโควิดใกล้เคียงกัน ฉะนั้นจุดที่เงินลงทุน(โฟลว์) พร้อมจะเข้ามาลงทุนในตลาด EM นั้น ให้มองจากสัญญาณค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่เริ่มอ่อนค่า พร้อมๆ กับการฟื้นตัวของทั้งตัวเลขดัชนีต่างๆ ของฝั่ง EM จะเป็นตัวคอนเฟิร์มว่าจะเป็นตำแหน่งที่เงินเริ่มเปลี่ยนทิศไหลกลับข้างมาตลาด EM
นายปรเมศร์ ทองบัว ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวขึ้นมาในช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้ โดยไตรมาส 2 ตลาดหุ้นลงลึกไปแทบจะทุกประเทศ และครึ่งปีหลังจะกลับมาเป็นบวกได้ ฉะนั้นภาพตลาดหุ้นอาจจะไม่ได้โฟกัสช่วงไตรมาส 2 ว่าจะลงไปลึกเท่าไหร่ แต่จะกลับมาโฟสกัสของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการกลับมาของดีมานด์
โดยประมาณการเบื้องต้นกำไรสุทธิ บจ.ช่วงไตรมาส 2 คาดว่าจะลดลงประมาณ 48% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และกำไรหลักจะลดลง 47% ซึ่งต้องอัพเดทการปรับประมาณการหลังจากที่เห็นตัวเลขของเดือน พ.ค.-มิ.ย.ออกมาด้วย หากออกมาดีกว่าที่ประเมินไว้ก็น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับตลาดหุ้นโดยรวม ที่น่าจะเห็นการปรับประมาณการกำไรขึ้น
ทั้งนี้กำไรที่ลดลงแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม(เซ็กเตอร์) กลุ่มท่องเที่ยว (Tourism) หดตัวแรงถึง 340% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน กลุ่มขนส่ง (Transport) ลดลง 191% YoY กลุ่มสื่อ (Media) ลดลง 164% YoY และกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์(Automotive) ลดลง 101% YoY เป็นต้น ซึ่งบางกลุ่มอาจจะออกมาดีกว่าคาด หากการฟื้นตัวของดีมานด์ หลังปลดล็อกมาตรการล็อกดาวน์กลับมาเร็วกว่าที่ประเมินก่อนหน้า และราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น QoQ FX gain หลังค่าเงินบาทแข็งค่า
“ในปีนี้เราไม่ค่อยอยากจะให้ดูในตัวของ valuation หุ้นมากนัก ถือว่ากำไรของปี 63 เป็นปีที่ฐานกำไรไม่ค่อยปกติ โดยผลกระทบจากโรคโควิดในช่วงท่ไตรมาส 1-3 ซึ่งไตรมาส 4 ก็อาจจะกลับมาฟื้นได้ เพราะฉะนั้นเวลาดู P/E ของตลาด หรือ P/E หุ้นรายกลุ่ม และรายหุ้นปี 64 เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งถ้าเกิดไม่ได้แพงมาก เป็นไปได้ว่าตลาดจะยังคงเล่นในหุ้นที่ P/E ในปีหน้าไม่แพงมาก และมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่เห็นชัดเจนต่อเนื่องครึ่งปีหลังของปีนี้และและปีหน้า”