โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกมล็อก รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน

เดลินิวส์

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
เกมแก้รัฐธรรมนูญเริ่มพลิกเร็ว เมื่อ “พรรคภูมิใจไทย” จากเดิมที่ตั้งรับ ไม่รับรองร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 14 พ.ค. กลับเปิดเกมรุกทันที ด้วยการเป็นพรรคการเมืองแรกที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสภาอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อม สส.ของพรรค เข้ายื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อ “โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา

โดยมีสาระสำคัญคือ แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 เพื่อเปิดทางให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. จำนวน 100 คน ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2

ขณะเดียวกัน ยังเสนอปรับลดอำนาจ สว. ในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญวาระ 1 และวาระ 3 จากเดิมต้องใช้เสียงเห็นชอบ 1 ใน 3 เหลือ 1 ใน 4 ของสมาชิกวุฒิสภา โดยคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาวาระแรกภายในสมัยประชุมนี้ และใช้เวลายกร่างประมาณ 3-4 ปี เพื่อให้ทันต่อการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2573

อนุทิน” ยืนยันว่า การยื่นร่างครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพรรคที่ต้องการรับฟังเสียงประชาชน หลังผ่านประชามติที่เปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา พร้อมตอบโต้ข้อครหาว่า “พรรคภูมิใจไทย” ไม่จริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า วันนี้พรรคได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นพรรคแรกที่ยื่นร่างเข้าสภา

อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ยื่นร่างก็เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจาก “พรรคประชาชน” และนักวิเคราะห์การเมือง ที่มองว่ารูปแบบการให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ส.ส.ร. อาจกลายเป็นการ “กินรวบ” และเปิดช่องให้เกิด “การฮั้วรัฐธรรมนูญ”

เนื่องจาก ส.ส.ร. ทั้ง 100 คน ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่ใช้วิธีให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกตามสัดส่วนที่นั่งในสภา เพื่อหลีกเลี่ยงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568

โจทย์สำคัญอยู่ที่ สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็น “สายสีน้ำเงิน” ที่มีความเชื่อมโยงกับ “พรรคภูมิใจไทย” อย่างเหนียวแน่น เมื่อนำเสียง สว. มารวมกับเสียง สส.ฝ่ายรัฐบาล จึงอาจทำให้ฝ่ายผู้มีอำนาจสามารถกำหนดตัวบุคคลใน ส.ส.ร. ได้เกือบครึ่งหนึ่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ผลที่ตามมาคือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจถูกมองว่าเป็นเพียง “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ที่ยังคงต่อยอดโครงสร้างอำนาจเดิม มากกว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะที่ข้อเสนอปรับลดเกณฑ์เสียง สว. จาก 1 ใน 3 เหลือ 1 ใน 4 แม้ถูกอธิบายว่าเป็นการประนีประนอมเพื่อให้ร่างผ่านง่ายขึ้น แต่ในมุมการเมืองกลับถูกตีความว่า เป็นการสร้างความชอบธรรมให้ สว. ยังคงมีอำนาจชี้ขาดในการแก้รัฐธรรมนูญ และยังคงมีบทบาทในการค้ำยันโครงสร้างองค์กรอิสระต่อไป

รวมถึงท่าทีของ “พรรคกล้าธรรม” ที่ถูกมองเป็นฝ่ายคอยที่อาจหนุนเพื่อให้ผ่านเงื่อนไข ฝ่ายค้าน 20 เสียงเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงินคุมเกมผ่านไปได้

นอกจากนี้ กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญยังเต็มไปด้วยเงื่อนไข ทั้งช่องทางการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติ อีก 2 ครั้ง อาจทำให้การแก้ไขยืดเยื้อ และพับลงได้ทุกเมื่อ และหากเป็นเช่นนั้นฝ่ายผู้มีอำนาจก็ไม่เสียหายอะไร

ธนพร ศรียากูล” นักวิชาการและวิเคราะห์การเมือง สะท้อนว่า ในเชิงการเมือง “พรรคภูมิใจไทย” มีเสียง สส.ราว 193 เสียง และเมื่อรวมกับ สว.สายสีน้ำเงินอีกประมาณ 140-150 เสียง จะทำให้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา จนสามารถกำหนดทิศทางและหน้าตาของรัฐธรรมนูญได้ตามต้องการ

ธนพร” มองว่า ภาพที่กำลังเกิดขึ้น คือรัฐธรรมนูญที่ไม่มีการถ่วงดุลองค์กรอิสระ แต่กลับขยายอำนาจให้องค์กรเหล่านี้มากขึ้น

คณิตศาสตร์การเมืองก็รู้แล้วภูมิใจไทยขยับพรรคเดียวอยากได้รัฐธรรมนูญแบบไหน ได้หมดวันนี้สีน้ำเงินกำหนดเกมแล้ว เราได้เห็นร่องรอยหน้าตาของรัฐธรรมนูญแล้ว”นักวิชาการระบุ

หลังจากนี้จึงต้องจับตาท่าทีของ “พรรคประชาชน” ที่จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตัวเองเข้าสภาฯภายใน 1-2 สัปดาห์นี้

โดย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ส่งสัญญาณว่า ไม่ยอมรับกับร่า

แก้ไขรัฐธรรมนู

ของ “พรรคภูมิใจไทย” เพราะขัดกับ 3 หลักการของพรรค คือ ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดผูกขาดกระบวนการยกร่าง และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. เหนือสมาชิกรัฐสภาคนอื่น

แม้จะเสียเปรียบในเกมเสียงข้างมาก แต่ “หัวหน้าเท้ง” ยังหวังใช้ “พลังทางการเมือง” หนุนหลังด้วยผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง ที่สะท้อนความต้องการให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง และใช้กลไกในรัฐสภาฯ ในชั้นกกรรมาธิการเพื่อต่อรองให้เกิดการยอม

ฉะนั้น ด้วยพลังทางการเมืองผ่านผลประชามติของพรรคส้ม จะเดินเกมอย่างไร หรือเลือกประนีประนอมเพื่อให้เกิดการตั้งต้น แต่จะทำให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ หรือมุ่งหมายเอาตามความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว แล้วจบลงด้วย “มือเปล่า” เสียเวลา เสียของ ซ้ำอีกเช่นเคยจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...