โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คาร์บอนเครดิต ทางลัดสู่ “Extra Income” และ “Green Finance” ดันธุรกิจไทยลดต้นทุน-เข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 พ.ย. 2568 เวลา 17.24 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2568 เวลา 10.20 น.

โดย กองบรรณาธิการ การเงินธนาคาร

GCC ชี้ช่อง "คาร์บอนเครดิต" คือ สินทรัพย์ใหม่ สร้างได้จาก T-VER ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าแม้ยังเป็น ภาคสมัครใจ ช่วย ลดต้นทุน สร้าง รายได้เสริม เดินถึงจุดคุ้มทุนเร็วขึ้น เป็น ใบเบิกทาง สู่ "Green Finance" ทั้ง Green Bond และ สินเชื่อสีเขียว

7 พฤศจิกายน 2568-นายตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล คาร์บอน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (GCC) เปิดเผยกับ "การเงินธนาคาร" ว่า ปัจจุบันผู้ที่ริเริ่มทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อขอรับรอง คาร์บอนเครดิต (T-VER) ยังคงเป็นภาคสมัครใจ ซึ่งคือกลุ่มที่ เล็งเห็นโอกาสในอนาคต และให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง (Concern)

1. ต้นทุนการสร้างคาร์บอนเครดิต

การดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตนั้น มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องหลายส่วน:

1.1 ค่าที่ปรึกษา: สำหรับการจัดทำเอกสารและวางแผนโครงการ

1.2 การลงทุนอุปกรณ์: สำหรับการปรับปรุงหรือติดตั้งเทคโนโลยีลดก๊าซ

1.3 ค่าดำเนินการโครงการ: ค่าซ่อมบำรุงตลอดอายุโครงการ (7 ปี ต่ออายุได้ 1 ครั้ง รวมเป็น 14 ปี, ยกเว้นโครงการป่าไม้ที่มีอายุ 10 ปี ต่ออายุได้ไม่จำกัด)

1.4 ค่าตรวจสอบโดยบุคคลที่ 3 (Validation/Verification): เพื่อขอขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต โดยมีค่าใช้จ่ายต่อรอบอยู่ในหลักแสนบาท

1.5 ค่าธรรมเนียม อบก.: ค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียนโครงการ 1 ครั้ง และค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต 1 ครั้ง

2. ผลตอบแทนจากการทำคาร์บอนเครดิต

นายตรีเทพ ชี้ว่า หากองค์กรที่ตั้งใจลด คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) อยู่แล้ว ดำเนินการทำคาร์บอนเครดิตควบคู่ไปด้วย จะเป็นการ เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน โดยใช้เงินลงทุนเพิ่มเพียงเล็กน้อย แต่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า:

2.1 ลดค่าใช้จ่าย: ลดปริมาณการใช้ทรัพยากร พลังงาน หรือลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ต้องจ่ายภาษีในอนาคต

2.2 ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์: บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร

2.3 สร้างสินทรัพย์และรายได้เสริม: คาร์บอนเครดิตที่เหลือสามารถนำมาเป็น สินทรัพย์ที่ซื้อขายได้ หรือ Extra Income ซึ่งช่วยให้ธุรกิจถึง จุดคุ้มทุน (Break-even) เร็วขึ้น

"วันนี้คาร์บอนเครดิตของประเทศไทยยังซื้อขายได้เฉพาะในประเทศ หากกฎหมายรองรับเต็มรูปแบบ และมีการนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับรองอย่างเป็นทางการ ก็จะสามารถ ซื้อขายแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดน ได้ ซึ่งจะเปิดโอกาสทางธุรกิจไปสู่ ตลาดโลก"

ใบเบิกทางสู่แหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance)

การทำโครงการคาร์บอนเครดิต (T-VER) ยังเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึง Green Finance ซึ่งเป็นแนวโน้มใหม่ของตลาดการเงินโลก:

1. การเข้าถึง Green Bond และสินเชื่อสีเขียว

สถาบันการเงินและธนาคารต่าง ๆ ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคลที่ต้องลด ก๊าซเรือนกระจก ในการปล่อยกู้หรือลงทุนเช่นกัน จึงต้องจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไว้สำหรับสนับสนุน โครงการสีเขียว (Green Projects)

การที่องค์กรมีโครงการ T-VER ที่เป็นรูปธรรม ทำให้มี ใบเบิกทาง ในการเข้าถึง Green Bond (ตราสารหนี้สีเขียว) หรือ สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขที่ดีกว่า

องค์กรสามารถระดมทุนเพื่อทำโครงการ T-VER โดยการ ออกตราสารหนี้, พันธบัตร, หรือระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้ง (Crowdfunding) เพื่อให้คนมาร่วมลงทุนและได้รับส่วนแบ่งคาร์บอนเครดิต หรือผลตอบแทนจากรายได้ ซึ่งเป็นการขยายแหล่งเงินทุนโดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณของบริษัททั้งหมด

การคำนวณผลตอบแทนตลอดอายุโครงการ T-VER ที่ยาวนาน (14 ปี สำหรับโครงการทั่วไป และไม่จำกัดสำหรับโครงการป่าไม้) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการ ลดก๊าซเรือนกระจก ของประเทศ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และลดอุณหภูมิโลกในอนาคต ซึ่งจะดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนผ่านกลไกทางการเงินต่าง ๆ

2. ปัจจัยเร่ง (Accelerator) คือ "กฎหมาย"

แม้ว่าโอกาสและแหล่งเงินทุนจะเปิดกว้าง แต่ "ตัวเร่ง" ที่สำคัญที่สุดคือ กฎหมาย ที่ยังไม่ออกมาอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถูกผลักดันเป็น วาระแห่งชาติ ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน และทุกรัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการตามแผนนี้เพื่อไม่ให้ประเทศ ตกขบวนทางการค้า ภายใต้เงื่อนไขของ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน

การเปรียบเทียบสถานะตลาดคาร์บอนไทยกับอาเซียน

1. ตลาดไทยยังอยู่ระดับต่ำ

เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ตลาดคาร์บอนของไทยถือว่าอยู่ในระดับ ช้าถึงกลาง แม้ว่าจะมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแล้ว แต่ยังเป็น ภาคสมัครใจ และไม่มีกฎหมายบังคับ

ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ถูกนำไปใช้ หักล้าง (Offset) คาร์บอนฟุตพริ้นท์จริงของประเทศ คิดเป็นเพียง 0.07% เมื่อเทียบกับก๊าซเรือนกระจกภาพรวมของประเทศ ซึ่งถือว่า ต่ำมาก และต่ำกว่าเวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย

"ประเทศไทยยังใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตไม่ถูกวัตถุประสงค์ เพราะมันควรนำไปใช้ Offset Carbon Footprint ประเทศไทยปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 388 ล้านตัน เป็นลำดับที่ 19 ของโลก แต่หาคาร์บอนเครดิตมาหักล้างได้เพียงปีละ 0.07% เท่านั้น"

2. มาตรการที่เข้มงวดของประเทศเพื่อนบ้าน

สิงคโปร์: มุ่งตรงไปที่การ เก็บภาษีคาร์บอน โดยไม่เปิดให้มีการใช้กลไก Offset มากนัก เน้นให้องค์กรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือน้อยที่สุด

อินโดนีเซีย: ใช้ระบบ สิทธิ์การปล่อย (Emission Trading Scheme - ETS) เต็มรูปแบบ และทั้งสิงคโปร์และอินโดนีเซียได้จัดตั้ง ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต อย่างเป็นทางการแล้ว

3. กลไกราคาและตลาดในไทยที่ยังขาดหาย

ปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่มีตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นทางการ และ ราคากลาง ในการซื้อขายยังไม่มี ทำให้การซื้อขายเป็นไปตามการตกลงระหว่างอุปสงค์และอุปทาน

คาดว่ากลไกในการกำหนดราคาจะมาพร้อมกับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะระบุให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็น Regulator ควบคุมระบบและกติกาในการซื้อขาย สินทรัพย์คาร์บอนเครดิต และ สินทรัพย์สิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme - ETS)

4. ความแตกต่างของสินทรัพย์คาร์บอน

คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit - T-VER): ไม่มีวันหมดอายุ จนกว่าจะถูกนำไปใช้ หักล้าง (Offset)

สิทธิ์การปล่อย (Emission Trading Scheme - ETS): จะมีอายุจำกัด (เช่น อาจหมดอายุใน 6 เดือนหลังจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) และแต่ละนิติบุคคลจะซื้อหรือขายสิทธิ์ ETS ได้ในปริมาณจำกัด (เช่น ไม่เกิน 15% ของเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้) ทั้งนี้เงื่อนไขต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามการพิจารณาของสภาต่อไป

การลงทุนในโครงการ T-VER ในปัจจุบัน (ภาคสมัครใจ) แม้จะมีต้นทุน แต่เป็นการ ซื้อโอกาสในราคาถูก และ สร้างสินทรัพย์ ที่สำคัญไว้ล่วงหน้า เมื่อกฎหมายบังคับใช้ (คาดการณ์ปี 2569) ราคาคาร์บอนเครดิตจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 30-40 เท่า ตามกลไก Emission Trading Scheme (ETS) ของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้องค์กรที่ทำโครงการไว้แล้วได้รับ ผลตอบแทนทางการเงินที่รวดเร็ว (Quick Return) และมีแต้มต่อในการแข่งขันทางการค้าระดับโลกเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีคาร์บอน เช่น CBAM

อ่านข่าว GREEN FINANCE ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...