คาร์บอนเครดิต ทางลัดสู่ “Extra Income” และ “Green Finance” ดันธุรกิจไทยลดต้นทุน-เข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว
โดย กองบรรณาธิการ การเงินธนาคาร
GCC ชี้ช่อง "คาร์บอนเครดิต" คือ สินทรัพย์ใหม่ สร้างได้จาก T-VER ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าแม้ยังเป็น ภาคสมัครใจ ช่วย ลดต้นทุน สร้าง รายได้เสริม เดินถึงจุดคุ้มทุนเร็วขึ้น เป็น ใบเบิกทาง สู่ "Green Finance" ทั้ง Green Bond และ สินเชื่อสีเขียว
7 พฤศจิกายน 2568-นายตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล คาร์บอน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (GCC) เปิดเผยกับ "การเงินธนาคาร" ว่า ปัจจุบันผู้ที่ริเริ่มทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อขอรับรอง คาร์บอนเครดิต (T-VER) ยังคงเป็นภาคสมัครใจ ซึ่งคือกลุ่มที่ เล็งเห็นโอกาสในอนาคต และให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง (Concern)
1. ต้นทุนการสร้างคาร์บอนเครดิต
การดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตนั้น มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องหลายส่วน:
1.1 ค่าที่ปรึกษา: สำหรับการจัดทำเอกสารและวางแผนโครงการ
1.2 การลงทุนอุปกรณ์: สำหรับการปรับปรุงหรือติดตั้งเทคโนโลยีลดก๊าซ
1.3 ค่าดำเนินการโครงการ: ค่าซ่อมบำรุงตลอดอายุโครงการ (7 ปี ต่ออายุได้ 1 ครั้ง รวมเป็น 14 ปี, ยกเว้นโครงการป่าไม้ที่มีอายุ 10 ปี ต่ออายุได้ไม่จำกัด)
1.4 ค่าตรวจสอบโดยบุคคลที่ 3 (Validation/Verification): เพื่อขอขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต โดยมีค่าใช้จ่ายต่อรอบอยู่ในหลักแสนบาท
1.5 ค่าธรรมเนียม อบก.: ค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียนโครงการ 1 ครั้ง และค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต 1 ครั้ง
2. ผลตอบแทนจากการทำคาร์บอนเครดิต
นายตรีเทพ ชี้ว่า หากองค์กรที่ตั้งใจลด คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) อยู่แล้ว ดำเนินการทำคาร์บอนเครดิตควบคู่ไปด้วย จะเป็นการ เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน โดยใช้เงินลงทุนเพิ่มเพียงเล็กน้อย แต่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า:
2.1 ลดค่าใช้จ่าย: ลดปริมาณการใช้ทรัพยากร พลังงาน หรือลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ต้องจ่ายภาษีในอนาคต
2.2 ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์: บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร
2.3 สร้างสินทรัพย์และรายได้เสริม: คาร์บอนเครดิตที่เหลือสามารถนำมาเป็น สินทรัพย์ที่ซื้อขายได้ หรือ Extra Income ซึ่งช่วยให้ธุรกิจถึง จุดคุ้มทุน (Break-even) เร็วขึ้น
"วันนี้คาร์บอนเครดิตของประเทศไทยยังซื้อขายได้เฉพาะในประเทศ หากกฎหมายรองรับเต็มรูปแบบ และมีการนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับรองอย่างเป็นทางการ ก็จะสามารถ ซื้อขายแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดน ได้ ซึ่งจะเปิดโอกาสทางธุรกิจไปสู่ ตลาดโลก"
ใบเบิกทางสู่แหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance)
การทำโครงการคาร์บอนเครดิต (T-VER) ยังเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึง Green Finance ซึ่งเป็นแนวโน้มใหม่ของตลาดการเงินโลก:
1. การเข้าถึง Green Bond และสินเชื่อสีเขียว
สถาบันการเงินและธนาคารต่าง ๆ ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคลที่ต้องลด ก๊าซเรือนกระจก ในการปล่อยกู้หรือลงทุนเช่นกัน จึงต้องจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไว้สำหรับสนับสนุน โครงการสีเขียว (Green Projects)
การที่องค์กรมีโครงการ T-VER ที่เป็นรูปธรรม ทำให้มี ใบเบิกทาง ในการเข้าถึง Green Bond (ตราสารหนี้สีเขียว) หรือ สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขที่ดีกว่า
องค์กรสามารถระดมทุนเพื่อทำโครงการ T-VER โดยการ ออกตราสารหนี้, พันธบัตร, หรือระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิ้ง (Crowdfunding) เพื่อให้คนมาร่วมลงทุนและได้รับส่วนแบ่งคาร์บอนเครดิต หรือผลตอบแทนจากรายได้ ซึ่งเป็นการขยายแหล่งเงินทุนโดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณของบริษัททั้งหมด
การคำนวณผลตอบแทนตลอดอายุโครงการ T-VER ที่ยาวนาน (14 ปี สำหรับโครงการทั่วไป และไม่จำกัดสำหรับโครงการป่าไม้) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการ ลดก๊าซเรือนกระจก ของประเทศ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และลดอุณหภูมิโลกในอนาคต ซึ่งจะดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนผ่านกลไกทางการเงินต่าง ๆ
2. ปัจจัยเร่ง (Accelerator) คือ "กฎหมาย"
แม้ว่าโอกาสและแหล่งเงินทุนจะเปิดกว้าง แต่ "ตัวเร่ง" ที่สำคัญที่สุดคือ กฎหมาย ที่ยังไม่ออกมาอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถูกผลักดันเป็น วาระแห่งชาติ ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน และทุกรัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการตามแผนนี้เพื่อไม่ให้ประเทศ ตกขบวนทางการค้า ภายใต้เงื่อนไขของ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน
การเปรียบเทียบสถานะตลาดคาร์บอนไทยกับอาเซียน
1. ตลาดไทยยังอยู่ระดับต่ำ
เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ตลาดคาร์บอนของไทยถือว่าอยู่ในระดับ ช้าถึงกลาง แม้ว่าจะมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแล้ว แต่ยังเป็น ภาคสมัครใจ และไม่มีกฎหมายบังคับ
ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ถูกนำไปใช้ หักล้าง (Offset) คาร์บอนฟุตพริ้นท์จริงของประเทศ คิดเป็นเพียง 0.07% เมื่อเทียบกับก๊าซเรือนกระจกภาพรวมของประเทศ ซึ่งถือว่า ต่ำมาก และต่ำกว่าเวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย
"ประเทศไทยยังใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตไม่ถูกวัตถุประสงค์ เพราะมันควรนำไปใช้ Offset Carbon Footprint ประเทศไทยปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 388 ล้านตัน เป็นลำดับที่ 19 ของโลก แต่หาคาร์บอนเครดิตมาหักล้างได้เพียงปีละ 0.07% เท่านั้น"
2. มาตรการที่เข้มงวดของประเทศเพื่อนบ้าน
สิงคโปร์: มุ่งตรงไปที่การ เก็บภาษีคาร์บอน โดยไม่เปิดให้มีการใช้กลไก Offset มากนัก เน้นให้องค์กรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือน้อยที่สุด
อินโดนีเซีย: ใช้ระบบ สิทธิ์การปล่อย (Emission Trading Scheme - ETS) เต็มรูปแบบ และทั้งสิงคโปร์และอินโดนีเซียได้จัดตั้ง ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต อย่างเป็นทางการแล้ว
3. กลไกราคาและตลาดในไทยที่ยังขาดหาย
ปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่มีตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นทางการ และ ราคากลาง ในการซื้อขายยังไม่มี ทำให้การซื้อขายเป็นไปตามการตกลงระหว่างอุปสงค์และอุปทาน
คาดว่ากลไกในการกำหนดราคาจะมาพร้อมกับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะระบุให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็น Regulator ควบคุมระบบและกติกาในการซื้อขาย สินทรัพย์คาร์บอนเครดิต และ สินทรัพย์สิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme - ETS)
4. ความแตกต่างของสินทรัพย์คาร์บอน
คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit - T-VER): ไม่มีวันหมดอายุ จนกว่าจะถูกนำไปใช้ หักล้าง (Offset)
สิทธิ์การปล่อย (Emission Trading Scheme - ETS): จะมีอายุจำกัด (เช่น อาจหมดอายุใน 6 เดือนหลังจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) และแต่ละนิติบุคคลจะซื้อหรือขายสิทธิ์ ETS ได้ในปริมาณจำกัด (เช่น ไม่เกิน 15% ของเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้) ทั้งนี้เงื่อนไขต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามการพิจารณาของสภาต่อไป
การลงทุนในโครงการ T-VER ในปัจจุบัน (ภาคสมัครใจ) แม้จะมีต้นทุน แต่เป็นการ ซื้อโอกาสในราคาถูก และ สร้างสินทรัพย์ ที่สำคัญไว้ล่วงหน้า เมื่อกฎหมายบังคับใช้ (คาดการณ์ปี 2569) ราคาคาร์บอนเครดิตจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 30-40 เท่า ตามกลไก Emission Trading Scheme (ETS) ของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้องค์กรที่ทำโครงการไว้แล้วได้รับ ผลตอบแทนทางการเงินที่รวดเร็ว (Quick Return) และมีแต้มต่อในการแข่งขันทางการค้าระดับโลกเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีคาร์บอน เช่น CBAM