โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อัยการสั่งฟ้อง ‘อรนุช’ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ปมช่วยแรงงานไทยถูกหลอกเก็บผลไม้ป่าที่สวิส

เดลินิวส์

อัพเดต 10 มิถุนายน 2569 เวลา 1.35 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
อัยการสั่งฟ้องคดีหมิ่นประมาท ‘อรนุช ผลภิญโญ’ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ปมช่วยแรงงานไทยถูกหลอกเก็บผลไม้ป่าที่สวิส เครือข่ายฯ-กสม.ห่วงคดีฟ้องปิดปาก เจ้าตัวเผยถูกปฏิเสธความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมหลังยื่นขอใช้สิทธิตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่สำนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว จ.นครราชสีมา นางอรนุช ผลภิญโญ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย (MWUT) และอดีตผู้สมัคร สส.ชัยภูมิ พรรคก้าวไกล พร้อมด้วยนายสมนึก ตุ้มสุภาพ ทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานอัยการเพื่อรับฟังคำสั่งในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังถูกตัวแทนบริษัทเอกชนจัดหางาน แจ้งความดำเนินคดี จากกรณีที่ได้เข้าไปช่วยเหลือแรงงานไทยที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกไปทำงานเก็บผลไม้ป่าในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและเครือข่ายภาคประชาชนจากหลายพื้นที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจ อาทิ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) กลุ่มรักษ์ภูซำผักหนามลุ่มน้ำเซินบ่เอาเหมืองแร่ สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย (MWUT) ตัวแทนจากองค์กร Protection International (PI) คณะทำงานพรรคประชาชน จ.นครราชสีมา และผู้แทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วได้ชี้แจงความคืบหน้าของคดี โดยระบุว่าอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้เตรียมหลักทรัพย์สำหรับการประกันตัวไว้ในครั้งนี้ จึงได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการส่งฟ้องออกไปเป็นวันที่ 1 ก.ค. 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านหลักประกัน

น.ส.ปรานม สมวงศ์ ผู้แทนองค์กร PI กล่าวว่า กรณีของนางอรนุชสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ต้องเผชิญกับการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการคุกคามและสร้างภาระจากการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ

“ในขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการผลักดันกฎหมายเพื่อป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือ Anti-SLAPP แต่ในทางปฏิบัติ เรายังคงเห็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกดำเนินคดีจากการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องสิทธิของผู้อื่น โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ แรงงานไทยในต่างประเทศ การต่อสู้เพื่อที่ดิน สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและการต่อต้านการทำลายล้างของอุตสาหกรรมแร่ อุตสาหกรรมขยะและอุตสาหกรรมอื่นๆ” น.ส.ปรานม กล่าว

น.ส.ปรานม กล่าวว่า จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ การดำเนินการของนางอรนุชเป็นการช่วยเหลือแรงงานไทยที่อ้างว่าได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงไปทำงานและเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้สิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมสาธารณะตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน PI มีความกังวลต่อการสั่งฟ้องคดีในลักษณะนี้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อบรรยากาศการปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อบุคคลหรือองค์กรที่ทำงานช่วยเหลือผู้เสียหายและเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

น.ส.ปรานม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ PI ยังเรียกร้องให้กองทุนยุติธรรมทบทวนและอนุมัติคำขอรับความช่วยเหลือของนางอรนุชโดยเร่งด่วน เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม และได้รับการคุ้มครองตามหลักการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเมื่อคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนและประโยชน์สาธารณะ

“รัฐมีหน้าที่ไม่เพียงแต่คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการคุกคามและการตอบโต้เท่านั้น แต่ยังต้องรับประกันว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ” น.ส.ปรานม กล่าว

ขณะที่นางอรนุช กล่าวว่า คดีนี้เป็นกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับการเข้าถึงความยุติธรรมของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะประเด็นการประกันตัวและการเข้าถึงกองทุนยุติธรรม เราได้ยื่นขอความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม แต่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่ามีศักยภาพในการชำระเงินเองได้ ทั้งที่ความเป็นจริงวันนี้แม้แต่เงิน 5,000 บาท เรายังไม่มีอยู่ในกระเป๋า จึงจำเป็นต้องขอเลื่อนการส่งฟ้องออกไปก่อน เพื่อเตรียมหลักประกันสำหรับต่อสู้คดี ยืนยันว่า การทำงานที่ผ่านมาเป็นการช่วยเหลือประชาชนและดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งการเปิดเผยปัญหาการหลอกลวงแรงงาน การค้ามนุษย์ และการแสวงหาประโยชน์จากผู้ใช้แรงงาน อย่างไรก็ตามไม่ได้กังวลต่อผลลัพธ์ของคดี เพราะเชื่อว่าความจริงจะปรากฏผ่านกระบวนการยุติธรรม

ด้านผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ ระบุว่า กสม. กำลังติดตามสถานการณ์การดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังพบช่องว่างในระบบการคุ้มครองและการเข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉพาะในกรณีที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องเผชิญคดีจากการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการหรือหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับการช่วยเหลือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทำให้หลายกรณีประสบปัญหาในการเข้าถึงกองทุนหรือความช่วยเหลือด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง กสม. จะนำข้อเท็จจริงที่ได้รับไปใช้ในการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายและการพัฒนากลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าพบอัยการ นางอรนุชพร้อมกับตัวแทนสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย (MWUT) ยังได้ยื่นหนังสือต่อ กสม. เพื่อขอให้เร่งติดตามคดีกรณีแรงงานไทยที่ถูกหลอกไปทำงานเก็บผลไม้ป่าในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้แจ้งความร้องทุกข์ผู้ประกอบการต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมากร้องเรียนมาตั้งแต่ปี 2568 แต่จนถึงปัจจุบันคดียังคงอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...