โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แพทย์เปิดชื่อ 4 ผลไม้ ยิ่งกินเยอะยิ่ง "พังตับ" ไขมันพอกพุง แม้ไม่ดื่มเหล้าสักหยด!

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
คนรักสุขภาพต้องดู! แพทย์เตือนภัย 4 ผลไม้รสโปรด ทานมากเกินไปเร่งตับเสื่อม-สะสมไขมันเงียบ

ไม่ดื่มเหล้าก็ตับพังได้! แพทย์เตือน 4 ผลไม้สุดโปรด ยิ่งกินเยอะยิ่งเร่ง "ไขมันพอกตับ" อวัยวะเสื่อมไวไม่รู้ตัว

เมื่อพูดถึงพฤติกรรมทำลายตับ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับแรก ทว่าในความเป็นจริง ต่อให้คุณเป็นคนรักสุขภาพที่ไม่ดื่มเหล้าเลยแม้แต่หยดเดียว ตับของคุณก็อาจกำลังถูก "กัดกิน" ทีละน้อยในทุก ๆ วัน เพียงเพราะความชะล่าใจในการรับประทานผลไม้บางชนิดที่มีประโยชน์ แต่หากกินในปริมาณที่มากเกินไปก็ส่งผลเสียอย่างมหันต์

ดร. หลิวโป๋เหริน (Liu Bo-jen) ดอกเตอร์ด้านโภชนาการและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกายก็จริง แต่ไม่ใช่ทุกชนิดและทุกวิธีในการกินจะดีต่อตับ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสหวานจัดหรือมีส่วนประกอบเฉพาะบางอย่าง หากกินมากเกินไปจะทำให้ตับต้องทำงานหนักจนเกิดภาวะทำงานเกินกำลัง (Overload) สะสมไขมัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับอักเสบในระยะยาว และนี่คือ 4 ผลไม้ต้องระวังปริมาณการกิน:

เจาะลึก 4 ผลไม้ยอดฮิต กินเพลินเกินต้าน…ระวังตับพัง

1. ทุเรียน (ราชาผลไม้ แหล่งสะสมไขมันพอกตับ)

ทุเรียนขึ้นชื่อเรื่องความหวาน มัน และสารอาหารสูง แต่ทุเรียนมีปริมาณน้ำตาลและไขมันที่สูงมาก โดยเฉพาะ "น้ำตาลฟรักโทส" (Fructose) ซึ่งเป็นน้ำตาลชนิดที่ต้องส่งตรงไปให้ตับทำหน้าที่ย่อยสลายเพียงอย่างเดียว เมื่อร่างกายได้รับฟรักโทสมากเกินไป ตับจะแปรสภาพน้ำตาลส่วนเกินเหล่านั้นให้กลายเป็นไขมัน ไปเกาะติดและพอกอยู่ตามเนื้อตับ ก่อให้เกิดโรคไขมันพอกตับชนิดไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) นอกจากนี้ทุเรียนยังมีฤทธิ์ร้อน ทำให้ระบบขับพิษของตับต้องทำงานหนักขึ้น

  • คำแนะนำ: ไม่ควรกินติดต่อกันทุกวัน จำกัดปริมาณเพียง 2-3 เม็ดเล็ก (ประมาณ 100-150 กรัม) ต่อสัปดาห์

2. ซันธอร์น / เซียนจา (Hawthorn)

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จีนที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน นิยมนำมาทำเป็นน้ำเชื่อม แยม หรือทานสดเพื่อช่วยย่อยอาหาร ทว่าผลไม้ชนิดนี้มีปริมาณกรดอินทรีย์ (Organic Acid) อยู่สูงมาก หากรับประทานในปริมาณมาก กรดเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร และส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ตับต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับกรดส่วนเกินออกจากระบบเลือด

  • คำแนะนำ: สำหรับผู้ที่มีสภาวะตับไม่แข็งแรง ควรเลี่ยงการทานทุกวัน คนปกติทานได้ไม่เกิน 100-150 กรัมต่อครั้ง

3. ลูกพลับ (ภัยเงียบจากสารแทนนิน)

ลูกพลับรสหวานฉ่ำเป็นของโปรดของใครหลายคน แต่ลูกพลับมีสาร "แทนนิน" (Tannin) สูง ซึ่งสารนี้จะทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหาร กลายเป็นก้อนตะกอนแข็ง ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานติดขัด เมื่อระบบย่อยอาหารล้มเหลว ตับจะต้องรับภาระหนักขึ้นเป็นสองเท่าเพื่อกำจัดของเสียที่ตกค้าง ยิ่งไปกว่านั้น ลูกพลับยังมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง หากทานบ่อยเกินไปจะเร่งการสะสมไขมันในตับ

  • คำแนะนำ: ควรทานสัปดาห์ละ 2-3 ลูกเล็ก (150-200 กรัม) หลีกเลี่ยงการทานตอนท้องว่าง เลี่ยงลูกพลับดิบเพราะแทนนินสูง และเลี่ยงลูกพลับที่สุกงอมจัดเพราะน้ำตาลสูงลิ่ว

4. อะโวคาโด (ไขมันดีที่มากเกินไป)

แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผลไม้ที่อุดมไปด้วย "ไขมันดี" มีประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ขึ้นชื่อว่าไขมัน ไม่ว่าจะเป็นไขมันชนิดดีหรือเลว ตับก็ยังคงต้องทำหน้าที่ย่อยสลายและแปรสภาพอยู่ดี หากคุณรับประทานอะโวคาโดในปริมาณที่มากเกินไปเป็นประจำ ตับจะเกิดอาการเหนื่อยล้าจากการเคลียร์ไขมันส่วนเกิน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับลดลงโดยไม่รู้ตัว

  • คำแนะนำ: จำกัดปริมาณเพียง 1/2 ลูกต่อวัน (ประมาณ 50-75 กรัม) และหลีกเลี่ยงการนำไปปั่นรวมกับน้ำเชื่อมหรือนมข้นหวาน

7 สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า…เมื่อ "โรงงานผลิตสารพิษ" ในร่างกายเริ่มแย่

หากตับของคุณเริ่มทำงานลดลง ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนออกมา 7 ข้อดังนี้:

  • อ่อนเพลียเรื้อรัง: ตับที่เสียหายจะไม่สามารถแปรสภาพพลังงานได้ตามปกติ และทำให้มีสารพิษตกค้างในกระแสเลือด ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเปลี้ยเพลียแรงตลอดเวลา

  • ระบบขับถ่ายรวน: ปริมาณน้ำดีที่ผลิตจากตับลดลง ทำให้ร่างกายไม่อยากอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง และมีอาการคลื่นไส้เมื่อเห็นอาหารมัน ๆ

  • ลมหายใจมีกลิ่น: เมื่อตับไม่สามารถขับสารพิษออกได้หมด สารระเหยที่เป็นของเสียจะถูกขับออกผ่านทางลมหายใจ ทำให้เกิดกลิ่นปากที่เหม็นอับเป็นเอกลักษณ์

  • ผิวหนังคัน ยิบ ๆ: สารพิษและน้ำดีที่คั่งค้างในร่างกายจะถูกขับออกมาทางผิวหนังแทน ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคือง เป็นผื่นคัน หรือลมพิษเรื้อรังตามตัว

  • ปัสสาวะสีเข้มจัด: สารบิลิรูบิน (Bilirubin) ที่ตับไม่สามารถขับออกได้สำเร็จ จะหลุดรอดเข้าสู่กระแสเลือดและถูกขับออกทางไตแทน ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มจัดหรือสีชาแก่

  • มีผื่นใยแมงมุมขึนตามผิว (Spider Angioma): เกิดจุดแดงและมีเส้นเลือดฝอยแยกแขนงคล้ายใยแมงมุมขึ้นตามหน้าอกหรือคอ เนื่องจากตับเสื่อมสภาพจนไม่สามารถทำลายฮอร์โมนเอสโตรเจนได้หมด ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยขยายตัว

  • ฟกช้ำง่าย เลือดออกบ่อย: ตับมีหน้าที่สร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เมื่อตับแย่ลง ร่างกายจึงเกิดรอยเขียวช้ำได้ง่ายแม้โดนกระแทกเบา ๆ หรือมีอาการเลือดออกตามไรฟันบ่อยผิดปกติ

การดูแลตับไม่ได้จำกัดอยู่แค่การงดเหล้าเบียร์ แต่คือการสร้างสมดุลในอาหารมื้อประจำวัน เลือกทานผลไม้ในปริมาณที่พอดี ไม่ทานรสหวานจัด เพื่อถนอม "โรงงานฟอกสารพิษ" ของร่างกายให้อยู่กับเราไปได้นานแสนนาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...