เหล็กจีนทะลัก “ไทย” แอบตั้งโรงงานเถื่อน ขายเกรดต่ำให้ “คนไทย”
วันนี้ (23 พ.ค.69) นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมผู้บริหาร 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย คือ 1.สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย 2.สมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย 3.สมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี 4.สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น 5.สมาคมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน 6.สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า 7.สมาคมโลหะไทย 8.สมาคมพัฒนาสเตนเลสไทย 9.สมาคมการชุบสังกะสีไทย และ 10.สมาคมหลังคาเหล็กไทย ซึ่งเป็นตัวแทนจริงของอุตสาหกรรมเหล็กกว่า 500 บริษัทในประเทศไทย
โดยได้เข้าพบผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และผู้บริหาร สมอ. เมื่อวันที่ 20 พ.ค.69
นายนาวากล่าวว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีการใช้เหล็กทั้งสิ้น 18.5 ล้านตัน แต่ผู้ผลิตเหล็กในประเทศมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 35% ที่ปริมาณผลิต 8.1 ล้านตันเท่านั้น โดยมีสินค้าเหล็กนำเข้ามากถึง 12 ล้านตัน ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2569 ความต้องการใช้เหล็กของประเทศไทยน่าจะถดถอยต่ำกว่าปีก่อนตามภาวะเศรษฐกิจ ในขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กของไทยยังประสบ 2 ปัญหาหลัก ได้แก่
- สินค้าเหล็กทุ่มตลาดจากต่างชาติทะลักเข้าไทย โดยเฉพาะจากประเทศจีนซึ่งปีที่แล้วได้ส่งออกเหล็กไปทั่วโลกมากถึง 119 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ภูมิภาคต่างๆ ในโลกได้มีการใช้ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti Circumvention: AC) มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguarding: SG) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Counterveiling Duty: CVD)
ตลอดจนมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTBs) อย่างเข้มข้น จริงจัง รวดเร็ว สินค้าเหล็กที่ไม่สามารถไปทุ่มตลาดในภูมิภาคดังกล่าวได้ จึงไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทยอย่างรุนแรงต่อเนื่อง แม้ไทยจะมีการใช้มาตรการ AD และ AC สำหรับเหล็กหลายรายการ แต่ก็ยังล่าช้า และมีช่องโหว่ที่ผู้นำเข้าหลบเลี่ยงกฎหมายมาโดยตลอด
“ประเทศไทยจึงเสมือนสนามรบ เพราะในขณะที่ดีมานด์ถดถอย การแข่งขันและแรงกดดันจากเหล็กราคาถูกจากต่างชาติก็รุนแรงขึ้น จากการที่หลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน เร่งระบายกำลังการผลิตส่วนเกิน”
- โรงงานเหล็กเตาหลอมประเภท Induction Furnace (IF) ที่ถูกรัฐบาลจีนสั่งปิด เนื่องจาก จีนมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงดำเนินการโละทิ้งโรงงานที่ใช้เตาหลอม IF ซึ่งใช้เทคโนโลยีล้าสมัย ขั้นตอนการหลอมไม่สามารถขจัดสารมลทิน (Refining process) ออกจากน้ำเหล็กได้ อีกทั้งยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นควันในระดับสูง
เครื่องจักรเก่าโรงงานเหล็กราคาถูกจากจีน จึงไหลทะลักเข้ามายังประเทศไทย ทำลายกลไกตลาด สร้างทั้งความเสี่ยงต่อผู้บริโภคสินค้าเหล็กเพราะสินค้าเหล็กที่ผลิตได้มีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ตลอดสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กจำนวนมากในไทยซึ่งใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานสูงกว่า
ดังนั้น 10 สมาคมเหล็กจึงเรียนเสนอ สมอ. พิจารณาบังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อยกระดับความปลอดภัย และควบคุมการผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF โดยเข้มงวดตามกฎหมายให้ได้มาตรฐานใกล้เคียงตามระบบ EAF ซึ่งเป็นระบบปิดที่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กได้ดีกว่า โดยโรงงาน IF ต้องมีกระบวนการผลิดที่เพิ่มขั้นตอนปรุงแต่งน้ำเหล็กด้วย Ladle Furnace เพื่อให้การผลิตสินค้าเหล็กมีคุณภาพสม่ำเสมอ และปกป้องความปลอดภัยของประชาชนจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานการก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม ขอเรียกร้องให้ประเทศไทยต้องยกเลิกการให้มีโรงงานเหล็กที่ใช้เตา IF โดยกำหนดช่วงให้ผู้ประกอบการเตา IF เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีภายในระยะ 3 ปี เป็นต้น ซึ่งนับเป็นเวลาที่มากพอ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่รัฐบาลจีนสั่งยกเลิกโรงงานเหล็กเตา IF มีการให้เวลาจำกัดเพียง 6 เดือนเท่านั้น
นอกจากขอบคุณกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล การจัดการปัญหาโรงงานผิดกฎหมาย การควบคุมมลพิษ และการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียวแล้ว 10 สมาคมเหล็กยังชื่นชม กรมศุลกากร ที่เข้มงวดในการตรวจจับการนำเข้าเหล็กผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการสำแดงพิกัดเท็จเพื่อเลี่ยงภาษีและอากรตอบโต้การทุ่มตลาด ซึ่งถือเป็นการอุดรูรั่ว และนำรายได้จากผู้นำเข้าที่พยายามโกงอากรคืนประเทศชาติ
“ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศนี้ ภาครัฐต้องกล้าเลือกข้างให้ชัด ระหว่างผู้ประกอบการที่ทำถูก กับผู้ที่เลี่ยงกฎหมายและทำลายระบบ อย่าปล่อยให้ทุนเทามาบิดเบือนประเทศไทย”