ต้องรื้อรัฐธรรมนูญ 2560: คุณภาพชีวิตที่ถูกกดต่ำลง
ตามคำสัญญาที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยให้ไว้กับพรรคประชาชน ว่าจะเดินหน้าสู่การทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง ซึ่งในการทำประชามติครั้งนี้จะมีคำถามสำคัญว่า "เห็นชอบหรือไม่ กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ประชาชนต้องพร้อมใจกันลงประชามติออกเสียง "เห็นชอบ" กับคำถามนี้ให้มากที่สุด เพื่อเปิดทางออกจากระบอบการเมืองที่อำนาจอยู่ในมือของคณะรัฐประหารและพวกพ้อง และเปิดโอกาสสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะมีการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
รัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุดของประเทศ เป็นรากฐานของรัฐที่ปกครองโดยกฎหมายที่จะใช้เป็นหลักเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน คุ้มครองศักดิศรีความเป็นมนุษย์ จำกัดอำนาจรัฐไม่ให้ลิดรอนประชาชน รัฐธรรมนูญจึงเป็นหลักประกันที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
การกำหนดโครงสร้างด้านสวัสดิการเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ จะช่วยสร้างหลักประกันเชิงนโยบายว่าประชาชนย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้รัฐดำเนินตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนไปในแต่ละยุคสมัย และทำให้กฎหมายลำดับชั้นต่ำกว่าต้องเดินไปสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบเสมือนประเทศแถบยุโรป แต่รัฐธรรมนูญไทยในอดีตเคยวางร่องรอยของการจัดสวัสดิการโดยรัฐเอาไว้ และยึดหลักการบางข้อมาอย่างต่อเนื่อง ทว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ได้ปรับเปลี่ยนถ้อยคำเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยมีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ คล้ายวางกับดักไว้เป็นช่องว่างให้รัฐลดระดับการดูแลสวัสดิการประชาชนลงไป
สิทธิหายย้ายไปเป็นหน้าที่ของรัฐ
นวัตกรรมใหม่ในรัฐธรรมนูญ 2560
รัฐธรรมนูญ 2560 ตั้งหมวด “หน้าที่ของรัฐ” ขึ้นมาเป็นหมวดใหม่ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเนื้อหาหลายประการที่เคยเป็น “สิทธิ” ในฉบับก่อนๆ ถูกเปลี่ยนเป็น “หน้าที่ของรัฐ” แทน
ตัวอย่าง สิทธิการศึกษาในรัฐธรรมนูญ 2540 เทียบกับ รัฐธรรมนูญ 2560
รัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2560 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
จะเห็นได้ว่า ข้อความในรัฐธรรมมนูญด้านการศึกษาที่กำหนดให้ประชาชนมี “สิทธิเสมอกัน” ที่จะได้รับการศึกษา ถูกเปลี่ยนหมวดและเปลี่ยนให้ “รัฐต้องดำเนินการ” ให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา
การกำหนดเป็นสิทธิ จะส่งผลให้บุคคลมีสถานะเป็น “ผู้ทรงสิทธิ” ที่จะสามารถเรียกร้องสิทธินั้นต่อรัฐ ใช้สิทธินั้นยันกับประชาชนคนอื่น ยันกับรัฐ ยันกับเอกชน หรือนิติบุคคล รวมทั้งรัฐต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ ไม่ให้มาละเมิดต่อสิทธิของตัวเองได้ และรัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองไม่ให้ถูกละเมิดและสนับสนุนให้ประชาชนใช้สิทธิได้
เรื่องที่เคยเป็น “สิทธิ” ในฉบับก่อนๆ แล้วถูกย้ายอยู่ในหมวด “หน้าที่ของรัฐ” ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เช่น
สิทธิผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองในการรับข้อมูลที่เป็นความจริง
สวัสดิการสำหรับผู้พิการ
การได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายและมีทนายความ (และเพิ่มข้อความ “เฉพาะผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาส”)
การกำหนดประเด็นเหล่านี้ให้เป็นหน้าที่ของรัฐ รัฐคือผู้จัดมาให้ ส่วนประชาชนเป็นผู้รอรับสิทธิ ผลเสียที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนไม่อาจเรียกร้องจากผู้อื่นได้นอกจากรัฐ เช่น บริษัทแห่งหนึ่งสร้างตึกใหญ่โดยไม่มีทางลาดและลิฟต์สำหรับคนพิการ ถ้าคนพิการมี “สิทธิ” ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก ก็มีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทสร้างตึกให้เข้าถึงได้ แต่ถ้าเขียนเป็น “หน้าที่ของรัฐ” คนพิการต้องไปเรียกร้องกับรัฐ เพื่อให้รัฐแจ้งต่อบริษัทนั้นให้สร้างตึกให้คนพิการเข้าถึงได้
ในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 หมวดสิทธิและเสรีภาพ มีมาตราที่กำกับไว้ชัดเจนถึงผลผูกพันของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและองค์กรอื่นของรัฐ และประชาชนสามารถใช้สิทธิทางศาลในกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ซึ่งในรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 ก็กำหนดผลที่ประชาชนจะได้รับจากการมีสิทธิไว้ชัดเจนว่า “สิทธิ” ต่างๆ ที่รับรองไว้ ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้แม้ยังไม่มีกฎหมายลูกบัญญัติรายละเอียด สามารถยกขึ้นต่อสู้ทางศาลได้ และหากถูกละเมิดสิทธิก็มีสิทธิได้รับการเยียวยาจากรัฐ ซึ่งผลที่ประชาชนจะได้รับเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากเรื่องดังกล่าวบัญญัติให้เป็น “หน้าที่ของรัฐ” ไม่ใช่ “สิทธิ”
ผู้บริโภค
การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้เป็น “หน้าที่ของรัฐ” ตัดสิทธิร้องเรียนและเยียวยาค่าเสียหายออกไป
รัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2550 รัฐธรรมนูญ 2560 สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองในการได้รับข้อมูลที่เป็นความจริง และมีสิทธิร้องเรียนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งมีสิทธิรวมตัวกันเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการรู้ข้อมูลที่เป็นจริง ด้านความปลอดภัย ด้านความเป็นธรรมในการทำสัญญา หรือด้านอื่นใดอันเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
รัฐธรรมนูญ 2560 แยกสิทธิผู้บริโภคไว้ 2 ส่วน ส่วนแรกอยู่ในหมวดสิทธิและเสรีภาพ มาตรา 46 ซึ่งระบุว่าสิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับการคุ้มครอง
ส่วนที่สองอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ มาตรา 61 กำหนดให้รัฐต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้านการรับรู้ข้อมูลที่เป็นจริง ด้านความปลอดภัย ด้านความเป็นธรรมในการทำสัญญา หรือด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
การแยกสิทธิผู้บริโภคไว้สองส่วนเช่นนี้ ต่างไปจากรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ซึ่งใส่เรื่องเหล่านี้เอาไว้ในหมวดสิทธิและเสรีภาพทั้งหมด ไม่ได้แยกบางส่วนให้มาอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐเหมือนรัฐธรรมนูญ 2560 นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 กลับตัดสิทธิร้องเรียนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหายออกไป เหลือเพียงการได้รับข้อมูลที่เป็นจริง ซึ่งถูกย้ายไปเขียนไว้เป็นหน้าที่ของรัฐ เป็นช่องโหว่ที่หากผู้บริโภคไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นจริงจากร้านค้าผู้ประกอบการเอกชน ผู้บริโภคอาจต้องไปเรียกร้องต่อรัฐที่ไม่จัดให้มีมาตรการคุ้มครอง แทนที่จะคุ้มครองสิทธิที่สามารถเรียกร้องกับผู้ประกอบการได้โดยตรง
สิ่งแวดล้อม
รัฐธรรมนูญ 2560 ตัดสิทธิของบุคคลในการแสดงความคิดเห็นต่อโครงการต่างๆ กำหนดให้สิทธิได้รับข้อมูลเป็นไปตามกฎหมายลูก
รัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2550 รัฐธรรมนูญ 2560 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ
1.) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ
2.)เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว
3.) ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ
มาตรา 43 (3) บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิเข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการใดอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชน หรืองดเว้นการดำเนินการใดอันจะกระทบต่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุขของประชาชนหรือชุมชนและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาข้อเสนอแนะนั้นโดยให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วยตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
รัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 59 และ รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 57 หมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เขียนไว้คล้ายกันว่า บุคคลมีสิทธิแสดงความคิดเห็น และได้รับข้อมูล คำชี้แจง เหตุผล จากหน่วยงานรัฐ ก่อนการอนุญาตดำเนินโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของตนหรือชุมชนท้องถิ่น CT
แต่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 41 หมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เขียนเพียงว่า บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ
ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว
ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิด เนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ
เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 พบว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีการเขียนถึงสิทธิแสดงความคิดเห็นของบุคคลต่อการดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐ ซึ่งมีมาแต่รัฐธรรมนูญเดิม แต่เพิ่มสิทธิของประชาชนที่จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานรัฐมีหน้าที่ต้องพิจารณาข้อเสนอนั้นๆ ทำให้เห็นได้ว่า ตามมาตรา 43 ข้อ 3 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เปลี่ยนจากการคุ้มครองการแสดงความเห็นของปัจเจกบุคคล มาคุ้มครองการเสนอเรื่องร้องทุกข์ หรือการเข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐแทน
ในส่วนของสิทธิในการได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานรัฐ ที่เพิ่มข้อความ “ตามที่กฎหมายบัญญัติ” เสมือนเป็นการให้อำนาจกับกฎหมายลูกล่วงหน้าในการเขียนวิธีการหรือกำหนดเงื่อนไข ที่อาจจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน
ตัดสิทธิที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมและชุมชนจากโครงการที่อาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรง
รัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2550 รัฐธรรมนูญ 2560 การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้าน สิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา ดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ
บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง
ในการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง รัฐต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด และต้องดำเนินการให้มีการเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและโดยไม่ชักช้า
1.) ตัดข้อห้ามการดำเนินโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ในรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 56 วรรค 2 และ 2550 67 วรรค 2 เขียนชัดว่า การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมจะ “กระทำมิได้”โดยมีข้อยกเว้นถ้าหากมีการศึกษาและประเมินผลกระทบ มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และได้รับความเห็นจากองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม
รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ตัดส่วนนี้ออกไปแล้วเปลี่ยนเป็นให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการอนุญาตและดำเนินการจัดกระบวนการศึกษาและประเมินผลกระทบ และถือเป็นหน้าที่ของประชาชนเองที่จะไปร้องทุกข์ต่อหน่วยงานรัฐ นั่นหมายความว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่มีข้อห้ามในการทำโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง หากรัฐอนุญาติหรือรัฐได้จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแล้วก็สามารถทำได้
2.) ตัด ‘องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ’ ที่มีหน้าที่ศึกษาและให้ความเห็นออกจากรัฐธรรมนูญ และบังคับใช้ยกเลิกจริงในรัฐบาลทหาร
ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ก่อนการดำเนินโครงการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรัฐจะต้องผ่านสามขั้นตอน คือ 1. จัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ 2. ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน 3. ผ่านการให้ความเห็นขององค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดขั้นตอนไว้ลดลง เหลือเพียงข้อ 1 และข้อ 2 เท่านั้น ส่วนขั้นตอนที่เคยต้องอาศัยความเห็นชอบโดยองค์การอิสระถูกตัดออกไป
“องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” เป็นถ้อยคำที่มีอยู่ทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 ปี 2553 รัฐบาลภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้ง คณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.) ขึ้นมาทำหน้าที่ ให้ความเห็นชอบโครงการต่างๆ ที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
22 สิงหาคม 2560 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกประกาศกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยให้ยกเลิกประกาศหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับปี 2552, 2553 และ 2554 ที่ออกตามรัฐธรรมนูญ 2550 และไม่มีข้อกำหนดให้ต้องขอความเห็นชอบในการทำโครงการที่อาจะก่อให้เกิดผลกระทบจากองค์การอิสระอีกต่อไป
10 ตุลาคม 2560 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง พ.ศ. 2553 และอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ บังคับใช้วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 และถือเป็นการสิ้นสุดหน้าที่ขององค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างถาวร โดยให้เหตุผลเพียงว่าเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้เรื่องสิทธิจำนวนมากไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ ทำให้กลไกที่ประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพและมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อโครงการต่างๆ ต้องผ่านกระบวนการร้องเรียนของรัฐ ซึ่งนั่นหมายความว่า หากประชาชนมีปัญหาต่อโครงการภาคเอกชน ก็ต้อง “ร้องขอ” จากรัฐผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับก่อนหน้า ที่รับรองให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและให้อำนาจประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างเปิดกว้างกว่า
ผู้สูงอายุ
รัฐธรรมนูญ 60 แผลงฤทธิ์ ตัดสิทธิเบี้ยคนชราถ้วนหน้า เหลือเพียงผู้ยากไร้
รัฐธรรมนูญระบุว่าผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ
รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 48 วรรคสอง “บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ”
การจ่ายเบี้ยคนชราให้กับผู้สูงอายุที่อายุครบ 60 ปีขึ้นไป เริ่มขึ้นในประเทศไทยในสมัยรัฐธรรมนูญ 2550 คือในช่วงปี 2552 ที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และก็มีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มร้องรับสิทธิดังกล่าวคือ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 และพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2553 ซึ่งหัวใจสำคัญของกฎหมายทั้งสองฉบับคือ ผู้สูงอายุทุกคนมีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพ โดยไม่ต้องพิจารณาฐานะทางเศรษฐกิจว่ายากจนหรือร่ำรวย ด้วยเหตุนี้ จึงมีการจ่ายเบี้ยคนชราแบบถ้วนหน้ามาต่อเนื่องมากกว่า 14 ปี
สิทธิการได้รับความช่วยเหลือผู้สูงอายุในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และ 2550 แต่กลับถูกใช้เป็นเพดานที่รัฐบาลใช้เป็นเหตุในการลดสิทธิของประชาชน
11 สิงหาคม 2566 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่หลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุฉบับใหม่ของกระทรวงมหาดไทยใน "ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566" ลงนามวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลรักษาการประยุทธ์ 2 ในขณะนั้น
พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้ลงนาม ระเบียบมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 กล่าวถึงเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์จ่ายเบี้ยผู้สูงอายุใหม่ว่า
“เมื่อสองปีที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จ่ายเบี้ยผู้สูงอายุตามปกติ … แต่ว่ากรมบัญชีกลางมีข้อมูลตรวจสอบได้ว่า คนบางคนมีรายได้อื่น เช่น บำนาญ เขาก็บอกว่า จ่ายซ้ำไม่ได้ ให้เรียกคืน … กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ส่งระเบียบนี้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า ระเบียบที่ใช้อยู่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เมื่อไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญต้องแก้ระเบียบใหม่”
ทำให้ปัจจุบัน หลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุฯ พ.ศ. 2566 กำหนดว่า ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขี้นไป ”เป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด” เป็นผู้มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ในบทเฉพาะกาลของหลักเกณฑ์ปัจจุบัน ก็ไม่ได้ตัดสิทธิบรรดาผู้สูงอายุที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอยู่ก่อนวันที่ระเบียบปัจจุบันบังคับใช้
ทั้งนี้ ผู้สูงอายุที่มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพตามหลักเกณฑ์ใหม่ ต้องรอเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติของผู้มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ จากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 26 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและมั่นคงของมนุษย์เป็นรองประธาน
เปรียบเทียบหลักเกณฑ์จ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ
หลักเกณฑ์ 2552 หลักเกณฑ์ 2566 อายุ 60 ขึ้นไป – ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการรัฐ ได้แก่ ผู้รับเงินบำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ ฯลฯ – ไม่รวมถึงผู้พิการหรือผู้ป่วยเอดส์ หรือผู้ได้รับสวัสดิการอื่นตามมติ ครม. –เป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ – คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เป็นผู้กำหนดกำหนด
จะเห็นได้ว่า เหตุผลในการปรับแก้หลักเกณฑ์การได้รับสวัสดิการของประชาชนตามกฎหมายลูกถูกปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับขอบแขตของสิทธิที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าเราต้องการสวัสดิการที่ดีและมีคุณภาพคลอบคลุมทั่วถึงมากขึ้นกว่านี้ ก็ไม่อาจะเกิดขึ้นได้หากรัฐธรรมนูญจำกัดสิทธิไว้
อ้างอิง: https://www.ilaw.or.th/articles/6164
สาธารณสุข
สิทธิสวัสดิการสาธารณสุขที่ไม่ต้องเท่าเทียม ไม่ต้องได้มาตรฐาน ไม่ต้องรวดเร็ว
รัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิในการได้รับบริการทางสาธารณสุขของประชาชนไว้ การบริการสาธารณสุข คือ บริการต่าง ๆ อันเกี่ยวกับ การสร้างเสริมสุขภาพการป้องกันและควบคุมโรคและปัจจัยที่คุกคาม สุขภาพ การตรวจวินิจฉัยและบําบัดสภาวะความเจ็บปวย และการฟื้นฟู สมรรถภาพของบุคคล ครอบครัวและชุมชน (พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550)
รัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2550 รัฐธรรมนูญ 2560 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และ ผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การบริการทางสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะกระทำได้ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ
บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ
เดิมรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ได้ประกันสวัสดิการทางสาธารณสุขโดยกำหนดให้บุคคลย่อมมี “สิทธิเสมอกัน” ในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ “ได้มาตรฐาน” แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ตัดส่วนขยายคำว่า “เสมอกัน” ออกไป และไม่มีการขยายความว่าต้อง “ได้มาตรฐาน” มีนิยามอย่างไร ซึ่งเป็นการลดเพดานสิทธิของประชาชนโดยชัดเจน
การรับบริการสาธารณสุข แม้ทางปฏิบัติประเทศไทยจะใช้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งให้สิทธิแก่ประชาชนทุกคน ภายใต้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 หรือระบบ “บัตรทอง” โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการรักษา ซึ่งมีฐานมาจากแนวคิดที่ว่า การรักษาสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่รัฐต้องจัดให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ลักษณะการสงเคราะห์คนที่ขาดแคลน ไม่ใช่บริการที่จะจัดให้ตามจำนวนเงินในกระเป๋า โดยมาตรฐานและคุณภาพการรักษาต้องเท่าเทียมกันหมดทุกคน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ
แต่ในรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดย “ไม่เสียค่าใช้จ่าย” ให้เฉพาะ “ผู้ยากไร้” เท่านั้น และแนวนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขก็ได้ประกาศกำหนดให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ต้องจ่ายค่าบริการทางด้านสาธารณสุข
เท่ากับว่า รัฐธรรมนูญ 2560 รับรองสิทธิการเข้าถึงสวัสดิการด้านสาธารณสุขไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงในปัจจุบัน จึงอาจส่งผลต่อในอนาคตได้ เพราะหากมีการเปลี่ยนกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายให้มีเพียงแต่ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าตัวเองยากไร้จึงจะได้รับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การลดทอนสิทธิเช่นนี้ ก็อาจจะยังสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ คล้ายกับกรณีของเบี้ยผู้สูงอายุ แต่จะมีผลผลต่อการทำลายคุณภาพของชีวิตประชาชน ผ่านการออกแบบรัฐธรรมนูญเช่นนี้
รัฐธรรมนูญ 60 ลดเกรดสิทธิเข้ารับการรักษาโรคติดต่อร้ายแรง
รัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2550 รัฐธรรมนูญ 2560 การป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย รัฐต้องจัดให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่าและทันต่อเหตุการณ์ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์โรคติดต่อและโรคระบาดใหญ่ ในปี 2547 ประเทศไทยเคยประสบปัญหากับโรคระบาดครั้งใหญ่ คือไข้หวัดนก รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ได้กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายประชาชน “โดยไม่คิดมูลค่าและทันต่อเหตุการณ์” ต่อมาในปี 2552 การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 รัฐธรรมนูญ 2550 ที่พัฒนาขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้บุคคลมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐ “อย่างเหมาะสม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์”
ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งบังคับใช้ท่ามกลางยุคที่มีโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) อย่าง COVID-19 ก็รับรองสิทธิของบุคคลที่จะได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐ “โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” แต่กลับไร้การขยายความว่าต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม และทันต่อเหตุการณ์
นอกจากการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดแล้ว สิทธิด้านสาธารณสุขก็ยังถูกย้ายไปอยู่ในหมวด “หน้าที่ของรัฐ” อีกเช่นกัน
ค่าแรง
สิทธิแรงงานอ่อนแอ ค่าแรงได้รับตาม “เหมาะสม”
ผู้ใช้แรงงาน พนักงานออฟฟิศ ข้าราชการ ลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ เกษตรกร ชาวประมง ผู้ให้บริการ ฯลฯ เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ หากไม่ได้รับสิทธิและสวัสดิภาพตามสมควรก็จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปไม่ได้ จึงต้องเขียนการคุ้มครองไว้ให้ชัดเจน
รัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2550 รัฐธรรมนูญ 2560 รัฐต้องส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำ คุ้มครองแรงงานโดยเฉพาะแรงงานเด็กและแรงงานหญิง จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ การประกันสังคม รวมทั้งค่าตอบแทนแรงงานให้เป็นธรรม รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ ดังต่อไปนี้…
(๗) ส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำ คุ้มครองแรงงานเด็กและสตรี จัดระบบแรงงานสัมพันธ์และระบบไตรภาคีที่ผู้ทำงานมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน จัดระบบประกันสังคม รวมทั้งคุ้มครองให้ผู้ทำงานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกันได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการทำงานอย่างเหมาะสมกับศักยภาพ และวัยและให้มีงานทำ และพึงคุ้มครองผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงานได้รับรายได้ สวัสดิการ การประกันสังคม และสิทธิประโยชน์อื่นที่เหมาะสมแก่การดำรงชีพ และพึงจัดให้มี หรือส่งเสริมการออมเพื่อการดำรงชีพเมื่อพ้นวัยทำงาน
เพดานคุ้มครองค่าแรงที่เคย “เป็นธรรม” เหลือเพียง “เหมาะสมแก่การดำรงชีพ”
เดิมที การคุ้มครองค่าแรงของแรงงานตามรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 86 ใช้ข้อความว่า ได้รับค่าตอบแทนแรงงาน “ให้เป็นธรรม” และรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 84 ใช้ข้อความว่า ให้ได้รับค่าแรงที่ “เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ”
แต่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 74 กำหนดเรื่องค่าแรงและสวัสดิการต่างๆ ของผู้ใช้แรงงานโดยใช้ข้อความว่า ให้ได้รับค่าแรงที่ “เหมาะสมแก่การดำรงชีพ” จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ 2540 ใช้ข้อความว่า ให้ได้รับค่าแรง “ให้เป็นธรรม” และรัฐธรรมนูญ 2550 ใช้ข้อความว่าให้ได้รับค่าแรงที่ “เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ”
การไม่ระบุเรื่องค่าแรงที่เป็นธรรม แต่ใช้คำว่า “เหมาะสมแก่การดำรงชีพ” สุ่มเสี่ยงต่อการตีความว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงานแต่ละพื้นที่ไม่ควรเท่ากัน ซึ่งจะยิ่งสร้างความไม่เป็นธรรมให้ผู้ใช้แรงงาน อีกทั้งยังเปิดกว้างในการตีความคำว่า “เหมาะสม” ที่แต่ละคนสามารถตีความความเหมาะสมต่อการดำรงชีพไม่เหมือนกัน เช่น นายจ้างอาจตีความว่า ค่าแรงที่สามารถซื้ออาหารราคาถูกทานได้วันละ 2 มื้อเหมาะสมแล้ว ก็อาจเป็นเหตุผลเพียงพอตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่
อีกจุดหนึ่งที่สังเกตได้ในรัฐธรรมนูญ 2560 คือการเปลี่ยนคำว่า “รัฐต้องส่งเสริม” ที่เป็นแนวบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติโดยไม่มีทางเลือก เป็น “รัฐพึงส่งเสริม” ที่ตั้งใจเปลี่ยนให้เปิดช่องในการตีความให้รัฐสามารถทำหรือไม่ก็ได้ การปรับเปลี่ยนที่เป็นการกำหนดทิศทางการดำเนินงานของรัฐจาก “รัฐต้อง” เป็น “รัฐพึง” ปรากฎอยู่ในหลายจุดของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เช่น การให้ความช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ (มาตรา 71 วรรค 2) หรือ การส่งเสริมเกษตรกร (มาตรา 73)
คนพิการ
สิทธิสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการหายไป
รัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2550 รัฐธรรมนูญ 2560 บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
รัฐต้องสงเคราะห์คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้
บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ มีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้การบำบัด ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ถูกกระทำการดังกล่าว
ในด้านสวัสดิการสำหรับผู้พิการ เป็นอีกส่วนที่ถูกย้ายจากสิทธิมาเป็นหน้าที่ของรัฐ กล่าวคือ เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะ “พึงให้ความช่วยเหลือ” แก่ผู้พิการให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครองป้องกันมิให้ถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม
ส่วนที่ถูกนำออกไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือ “สิทธิในการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ” ของคนพิการ
ในทางปฏิบัติ มีกฎหมายลำดับชั้นต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ ที่กำหนดสวัสดิการแก่ผู้พิการไว้แล้ว คือ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้คนพิการมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ นับว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งเป็นสวัสดิการที่มาตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า แต่ฉบับปัจจุบันรับรองไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง
การศึกษา
เรียนฟรี 12 ปี เริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ไปจนถึงแค่ ม.ต้น
รัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2550 รัฐธรรมนูญ 2560 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
สิทธิด้านการศึกษาเป็นอีกประเด็นที่ถูกย้ายจากหมวดสิทธิไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ โดยมีเนื้อหาที่ต่างออกไป โดยในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 กำหนดให้บุคคลมีสิทธิในการรับการศึกษาอย่าง “เสมอกัน” ซึ่งรัฐจะต้องจัดให้ “อย่างทั่วถึง” ส่วนในรัฐธรรมนูญ 2560 เปลี่ยนใจความมาให้รัฐต้องทำให้ “เด็กทุกคน” แทน โดยไม่มีหลักคิดเรื่อง “ความทั่วถึง” และ “เสมอกัน"
ย้อนไปในรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 43 ระบุชัดเจนว่า บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการรับ “การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี” ซึ่งตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ออกตามมาก็กำหนดไว้ว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายความว่า การศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา ดังนั้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ทุกคนจึงมีสิทธิเรียนฟรีตั้งแต่ ป.1-ม.6
ต่อมาในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 49 ยังคงกำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ตัดคำว่า “ขั้นพื้นฐาน” ออก เปิดช่องให้ตีความเพิ่มได้ว่า การศึกษา 12 ปีนั้นเริ่มจากเมื่อใดถึงเมื่อใดบ้าง
ในขณะที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 54 กลับเปลี่ยนแปลงจากสิทธิเข้าถึงการศึกษาจาก “สิทธิของประชาชน” ไปเป็น “หน้าที่ของรัฐ” กำหนดให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ “ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ”
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 17 กำหนดว่า ให้มีการศึกษาภาคบังคับจํานวนเก้าปีให้เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่ 7 จนอายุย่างเข้าปีที่ 16 จึงพอเข้าใจได้ว่า การศึกษาภาคบังคับหมายถึง การศึกษาชั้น ป.1-ม.3 ดังนั้นรัฐธรรมนูญ 2560 จึงกำหนดหน้าที่ให้รัฐจัดการศึกษาฟรี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน คือ ในชั้นอนุบาลจนถึง ม.3 เท่านั้น
แนวทางจัดการศึกษา เปลี่ยนจากความรู้คู่คุณธรรม เป็นความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ
รัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญ 2550 รัฐธรรมนูญ 2560 รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาการต่างๆ เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครูและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม จัดให้มีแผนการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายเพื่อพัฒนาการศึกษาของชาติ จัดให้มีการพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวหน้าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก รวมทั้งปลูกฝังให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกของความเป็นไทย มีระเบียบวินัย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการ กำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติซึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ และการดำเนินการและตรวจสอบการดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาติด้วย
การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
รัฐธรรมนูญปี 2540 ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ กำหนดให้รัฐจัดการศึกษาให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม และให้ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในสาขาต่างๆโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งยังส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปวัฒนธรรมของชาติอีกด้วย
ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2550 ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ได้เพิ่มเรื่องการปลูกฝังให้มีจิตสำนึกของความเป็นไทย มีระเบียบวินัยและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม เข้ามาในรัฐธรรมนูญด้วย
แนวทางการจัดการศึกษาที่รัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และปี 2550 วางไว้เหมือนกันคือ การส่งเสริมและสนับสนุนให้เสริมสร้างความรู้และปลูกจิตสำนึกให้ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
จะเห็นได้ว่า แนวทางการจัดการศึกษาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ระบุเรื่องการปรับปรุงการศึกษา การวิจัยและพัฒนาสาขาวิชาต่างๆ ไม่ได้กำหนดเรื่องการการปลูกจิตสำนึกและเสริมความรู้เรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2560 เขียนต่างไปจากเดิม คือการใช้ใจความว่า “การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนในเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของผู้เรียน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ” ซึ่งถือเป็นการวางกรอบการศึกษาแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือปี 2550
…..
เมื่อถึงวันที่ต้องตอบคำถามว่า จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ของ คสช. ต่อไป จึงเป็นธรรมดาที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจะใช้โอกาสนี้ทวงคืนอำนาจ รื้อโครงสร้างตามระบอบที่คณะรัฐประหารวางไว้ และเปิดทางไปสู่การออกแบบกติกาขึ้นใหม่ ที่เขียนขึ้นโดยประชาชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง