โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เจาะลึก Leverage และ Inverse ETF: เมื่อ ก.ล.ต. เปิดไฟเขียวสู่ยุคใหม่ของเครื่องมือการลงทุน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 25 ส.ค. 2568 เวลา 01.43 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2568 เวลา 08.43 น.

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ประกาศเปิดทางให้มีการออกและเสนอขายกองทุนประเภท Leverage ETF และ Inverse ETF ในตลาดทุนไทยเป็นครั้งแรก

ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในแวดวงการลงทุน เพราะไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มตัวเลือกให้แก่นักลงทุน แต่ยังสะท้อนทิศทางการพัฒนาตลาดทุนไทยให้ก้าวทันเครื่องมือระดับสากล

นักลงทุนหลายคนอาจสงสัยว่าเครื่องมือเหล่านี้คืออะไร และทำไมนักลงทุนทั่วโลกจึงให้ความสนใจอย่างมาก คำตอบอยู่ที่คุณสมบัติเฉพาะของผลิตภัณฑ์ ETF ตัวนี้ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าหรือสวนทางกับดัชนีอ้างอิงได้ ซึ่งหากเข้าใจและใช้อย่างถูกต้อง อาจกลายเป็น “อาวุธลับ” ในการบริหารพอร์ตช่วงตลาดผันผวน

Leverage ETF และ Inverse ETF คืออะไร และทำงานอย่างไร

Leverage ETF คือ กองทุนที่ออกแบบมาเพื่อสร้างผลตอบแทนมากกว่าดัชนีอ้างอิง เช่น 2 เท่า (2x) ต่อวัน ผ่านการใช้ตราสารอนุพันธ์อย่างฟิวเจอร์ส (Futures) เพื่อเพิ่มน้ำหนักการลงทุน หากดัชนีอ้างอิงเพิ่มขึ้น 1% ในวันนั้น Leverage ETF 2x จะมีเป้าหมายเพิ่มขึ้นราว 2% (ก่อนหักค่าใช้จ่าย)

ข้อดีคือ สามารถใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อสินทรัพย์โดยตรง แต่ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการลงทุนขนาดใหญ่ เหมาะกับการเก็งกำไรในช่วงที่มีแนวโน้มชัดเจน ในทางกลับกัน Inverse ETF คือกองทุนที่ให้ผลตอบแทนในทิศทางตรงข้ามกับดัชนี เช่น ดัชนีลดลง 1% Inverse ETF จะตั้งเป้าเพิ่มขึ้นราว 1% ในวันนั้น

เครื่องมือนี้จึงเหมาะทั้งสำหรับการทำกำไรในตลาดขาลง และใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนเมื่อมีข่าวร้ายหรือภาวะตลาดเป็นลบ แม้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองจะยังใหม่สำหรับนักลงทุนไทย แต่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป ถือเป็นเครื่องมือที่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยจำนวนมากใช้มานานกว่าทศวรรษ

ทำไมผลิตภัณฑ์นี้ถึงมาแรง?

ตลาด ETF ทั่วโลกเองก็มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2024 มีมูลค่ารวมแตะระดับหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากปี 2008 การเติบโตนี้ไม่เพียงเกิดจากความนิยมในกองทุนดัชนีทั่วไป แต่ยังรวมถึงผลิตภัณฑ์เฉพาะทางอย่าง Leverage และ Inverse ETF กระแสความนิยมกองทุนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

โดยมีรายงานจากหลายสำนักที่ชี้ว่ามูลค่าทรัพย์สินรวม (AUM) ของกองทุนประเภทนี้เติบโตอย่างรวดเร็วในรอบหลายปี ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการใช้เครื่องมือเพิ่มเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้รวดเร็ว

ผลตอบแทนจาก Daily Reset และความเบี่ยงเบน

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อย คือการคิดว่า Leverage ETF 2x จะให้ผลตอบแทนเท่ากับ 2 เท่าของผลรวมดัชนีในระยะยาว ความจริงคือกองทุนเหล่านี้จะรีเซ็ตผลตอบแทนทุกวัน (Daily Reset) ทำให้เกิดผลทบต้น (Compounding Effect) ซึ่งอาจเบี่ยงเบนจากที่คาดไว้

ยกตัวอย่าง หากดัชนีวันแรกขึ้น 10% และวันถัดมาดัชนีปรับลดลงมาที่เดิม ผลลัพธ์สุดท้ายของ Leverage ETF 2x จะไม่ใช่ศูนย์พอดีเหมือนการคำนวณแบบง่าย แต่จะต่างออกไปเพราะฐานการคำนวณเปลี่ยนทุกวัน ยิ่งตลาดแกว่งสลับขึ้นลงมาก ผลสะสมในระยะกลางถึงยาวอาจต่างจากที่นักลงทุนคิดไว้มาก

ในต่างประเทศจึงมักใช้ Leverage/Inverse ETF สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้น และมักมีการติดตามพอร์ตอย่างใกล้ชิด

จากกฎเกณฑ์ ก.ล.ต. สู่การใช้งานจริงในไทย

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2568 ก.ล.ต. ได้มีประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์รองรับการออกกองทุน Leverage/Inverse ETF ในไทย เป็นสัญญาณว่า ตลาดทุนกำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ของความหลากหลายด้านผลิตภัณฑ์

แต่ในช่วงแรกจะมีการกำหนดกรอบการลงทุนที่ชัดเจน ทั้งด้านโครงสร้างกองทุน สัดส่วนอัตราทวีคูณของ Leverage/Inverse ETF ได้ไม่เกิน 2 เท่าและอัตราทวีคูณต้องเป็นจำนวนเต็มเพื่อความเข้าใจง่ายสำหรับนัดลงทุน รวมถึงมีการเปิดเผยวิธีการลงทุน เครื่องมือที่ใช้และ ความเสี่ยง เพื่อปกป้องนักลงทุนรายย่อยจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความผันผวนสูงเกินไป

โอกาสต่อยอดและผลกระทบต่อตลาดไทย

ในอนาคต การเปิดตัว Leverage/Inverse ETF อาจเป็นเพียงก้าวแรกของการพัฒนาผลิตภัณฑ์อนุพันธ์เชิงนวัตกรรมในตลาดทุนไทย เช่น กองทุนที่อ้างอิงสินทรัพย์เฉพาะทาง (Thematic Leveraged ETF) หรือกองทุนที่ผสมผสานกลยุทธ์หลายรูปแบบในผลิตภัณฑ์เดียว

การเข้ามาของผลิตภัณฑ์นี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด และเปิดโอกาสให้นักลงทุนมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ซับซ้อนได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีอนุพันธ์โดยตรง ทั้งนี้เครื่องมือที่มีศักยภาพสูงก็มักมาพร้อมระดับความเสี่ยงที่ต้องศึกษาให้รอบด้าน เพื่อให้สามารถใช้งานได้สอดคล้องกับสภาพตลาดและกลยุทธ์ที่ตั้งไว้

สรุป

Leverage และ Inverse ETF คือการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของการลงทุน นักลงทุนที่สนใจจึงควรทำความเข้าใจโครงสร้าง กลไก และข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์ให้ถ่องแท้ รวมถึงวางแผนการใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่มักแนะยอมรับได้ การเปิดไฟเขียวจาก ก.ล.ต. ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับกลยุทธ์การลงทุนของนักลงทุนไทยให้ใกล้เคียงมาตรฐานสากลมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...