คดีเครื่องออกกำลังกาย กทม. ยังไม่จบ ทำความเข้าใจข้อเท็จจริงหลังดราม่า?
กรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานครกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เปิดเผยข้อมูลในโอกาสครบรอบ 2 ปีของการตรวจสอบโครงการดังกล่าว โดยระบุว่าคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงได้สรุปผลสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 32 ราย พบว่า 20 รายไม่มีความผิด และอีก 12 รายกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง พร้อมเสนอให้ลงโทษด้วยการหักเงินเดือนร้อยละ 2 หรือประมาณ 600 บาทต่อคน
ข้อมูลดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามจากสังคมถึงความเหมาะสมของบทลงโทษ เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าโครงการที่ถูกตรวจสอบและข้อกล่าวหาเรื่องราคาจัดซื้อที่สูงกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องจากกรุงเทพมหานครยืนยันว่า ผลสอบดังกล่าวยังไม่ถือเป็นข้อยุติของคดี
จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ
คดีนี้มีต้นทางจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายในศูนย์กีฬาหลายแห่งของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีราคาสูงกว่าราคาตลาด รวมถึงมีการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะหรือ TOR ที่อาจสูงเกินความจำเป็น
หลังการตรวจสอบ กรุงเทพมหานครได้ขยายผลไปยังหลายโครงการ รวมวงเงินหลายสิบล้านบาท พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและสอบสวนทางวินัยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดทางกฎหมาย
ผลการตรวจสอบในระยะแรกพบประเด็นเกี่ยวกับราคาจัดซื้อ การกำหนดสเปก และขั้นตอนการดำเนินโครงการ จนนำไปสู่การตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงต่อเจ้าหน้าที่หลายราย
ตัวเลข 600 บาท มาจากไหน
ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือข้อเสนอให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ 12 ราย ด้วยการหักเงินเดือนร้อยละ 2
นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นผลการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนในชั้นต้น ซึ่งมีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569
อย่างไรก็ตาม ก.ก. มีความเห็นว่าบทลงโทษดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ปรากฏในสำนวน อีกทั้งยังพบประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม จึงมีมติส่งเรื่องกลับไปให้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม
นั่นหมายความว่า ข้อเสนอเรื่องการหักเงินเดือนยังไม่ใช่คำสั่งลงโทษสุดท้าย และยังไม่มีผลทางวินัยที่สิ้นสุดตามกระบวนการราชการ
ชัชชาติย้ำผลสอบยังไม่สิ้นสุด
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ ระบุว่า ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในขณะนี้เป็นเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมการสอบสวนชุดหนึ่งเท่านั้น
เนื่องจาก ก.ก. ยังไม่ได้รับรองผลดังกล่าว และได้ส่งสำนวนกลับไปให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติม จึงยังไม่สามารถถือเป็นข้อยุติของคดีได้
นายชัชชาติกล่าวว่า กระบวนการสอบสวนยังดำเนินอยู่ตามขั้นตอน และต้องรอผลการพิจารณาที่สมบูรณ์จากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบบริหารงบประมาณ
แม้การพิจารณาความรับผิดทางวินัยจะยังไม่สิ้นสุด แต่กรุงเทพมหานครระบุว่า คดีนี้ส่งผลให้มีการปรับปรุงกระบวนการจัดทำงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างหลายด้าน
แนวทางที่นำมาใช้ประกอบด้วย
- เพิ่มรายละเอียดในการเสนอของบประมาณ
- กำหนดให้มีข้อมูลอ้างอิงราคากลางที่ชัดเจนมากขึ้น
- เพิ่มขั้นตอนการกลั่นกรองโครงการก่อนอนุมัติ
- เสริมระบบตรวจสอบภายในเพื่อลดความเสี่ยงจากการกำหนดสเปกเกินความจำเป็น
เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับความรอบคอบในการใช้งบประมาณและลดช่องว่างที่อาจนำไปสู่ข้อโต้แย้งในอนาคต
เหตุใดคดีนี้ยังถูกจับตา
คดีเครื่องออกกำลังกายกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐในระดับท้องถิ่น เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวงเงินจำนวนมาก และมีการตั้งคำถามต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ต้นทาง
ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังถูกนำมาใช้เป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างฝ่ายตรวจสอบกับฝ่ายบริหาร โดยแต่ละฝ่ายมีมุมมองต่อผลการสอบสวนแตกต่างกัน
ฝ่ายที่ติดตามการตรวจสอบมองว่าควรมีการเอาผิดอย่างชัดเจนหากพบความเสียหายต่อรัฐ ขณะที่ฝ่ายบริหารยืนยันว่าต้องให้กระบวนการทางวินัยดำเนินไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายก่อนจึงจะสามารถสรุปผลได้
ดังนั้น ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนที่สุดคือ คดีเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานครยังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม และผลการเสนอให้ลงโทษด้วยการหักเงินเดือนร้อยละ 2 ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้ายของคดี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ชัชชาติ เปิดเกมหาเสียงหลังจับเบอร์ 9 ลุยห้วยขวางถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ
- “ชัชชาติ” ประกาศลาออกเย็นวันนี้-ลงอิสระชิงผู้ว่าฯ กทม. สมัย 2
- กทม.เดินหน้ารับมือวิกฤตความร้อนเมืองเต็มรูปแบบ รับมือ “ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ”
- ผู้ว่าฯ กทม. รับข้อสั่งการคุมเข้มกักตุนน้ำมัน ป้องกันฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน
- กรุงเทพฯ พลิกโฉมไฟจราจร แก้ปัญหารถติดด้วย AI CCTV นำร่องแล้ว 74 แยกทั่วกรุงฯ