“ชัชชาติ” เต็งหนึ่ง! "โอฬาร" สับ “ส้ม-ฟ้า” ตีโจทย์ไม่แตก ทำการเมืองท้องถิ่นไร้เสน่ห์
">
หมายเหตุ : เจาะลึกศึกเลือกตั้งท้องถิ่น 2 สนามใหญ่ "กทม.-พัทยา" ใช้สิทธิลงคะแนนพร้อมกัน วันที่ 28 มิถุนายนนี้ ท่ามกลางการชิงชัยที่เดิมพันไกลไปถึงทิศทางการเมืองระดับชาติ เมื่อ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ต้องรักษาฐานที่มั่น ในฐานะแชมป์เก่า มาเจอกับ "2 ว่าที่ผู้สมัคร" จาก2 พรรค คือ พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ ขณะเดียวกัน สนามท้องถิ่นที่เมืองพัทยา ยังเป็นอีกหนึ่งจุดโฟกัส เมื่อ "พรรคส้ม" ต้องเจอกับ "บ้านใหญ่"
ติดตามบทวิเคราะห์ การเมืองสนามเล็ก ที่ไม่เล็ก กับ "รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว" อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร๋ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้สัมภาษณ์กับรายการสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ออกอากาศ ทางช่องยูทูบ Siamrathonline
- ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รอบนี้ มองภาพรวมการแข่งขันระหว่างแชมป์เก่าอย่างคุณชัชชาติ กับพรรคประชาชนไว้อย่างไร
สนาม กทม. เป็นการต่อสู้ที่เข้มข้นระหว่างคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ลงรักษาตำแหน่ง กับ พรรคประชาชน ที่มีจุดยืนชัดเจนเรื่องการกระจายอำนาจ แม้คุณชัชชาติจะมีผลงานที่เรียกว่าโครงการ "เส้นเลือดฝอย" เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมือง แต่ในมุมมองของผม ผลงานเหล่านั้นยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับสิ่งที่เคยนำเสนอไว้ก่อนเลือกตั้งครั้งแรก,
ส่วนพรรคประชาชน แม้จะมีฐานเสียงจาก สก. และ สส. เต็มพื้นที่ แต่มีจุดอ่อนสำคัญคือ "ความขาดต่อเนื่อง" หากพรรคให้ความสำคัญกับท้องถิ่นจริงตามที่ประกาศไว้ ควรเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ ตั้งแต่วันที่แพ้เลือกตั้งครั้งก่อน เพื่อพิสูจน์ความมุ่งมั่นและสร้างความไว้วางใจ, แต่พรรคกลับเลือกใช้วิธีเดียวกับการเลือกตั้ง สส. คือ เปิดตัวก่อนเลือกตั้งไม่กี่วัน โดยหวังพึ่งกระแสโซเชียลและฐานเสียงเดิม ซึ่งผมมองว่า ไม่เป็นธรรมกับคนกรุงเทพฯ เพราะการเมืองท้องถิ่นต้องอาศัยการสะสมทุนทางสังคมและการทำงานพื้นที่อย่างยาวนานเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่แค่สร้างกระแสชั่วคราว,
-สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ที่ส่ง คุณอนุชา บูรพชัยศรี ลงชิงชัย มีความเห็นต่อความเคลื่อนไหวนี้อย่างไร
แม้กระแสพรรคประชาธิปัตย์จะดูดีขึ้นจากการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่โดดเด่นของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค แต่การเปิดตัวคุณอนุชา ยัง "ไม่ว้าวพอ" ถ้าใช้ศัพท์วัยรุ่น ปัญหาคือพรรคใช้บรรทัดฐานเดียวกับพรรคอื่น คือเปิดตัวกระชั้นชิดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเพื่อเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน
สิ่งที่คนกรุงเทพฯ อยากเห็นคือผู้สมัครที่มี "แพชชั่น" และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการแก้ปัญหามลพิษ ชุมชนแออัด หรือรถติด อย่างเป็นรูปธรรม, แต่พรรคกลับใช้ฐานคิดเดียวกับการเมืองระดับชาติ คือหวังว่ามวลชนฝั่งอนุรักษนิยมที่ไม่ชอบคุณชัชชาติและพรรคสีส้มจะหันมาเลือกตนเอง ซึ่งวิธีนี้ทำให้ เสน่ห์ของการเมืองท้องถิ่นหายไป เพราะไม่ได้มุ่งเน้นที่การพัฒนาเมืองเป็นตัวตั้ง
-หากผู้สมัครรายใหม่ยังตีโจทย์ไม่แตกแบบนี้ หมายความว่าคุณชัชชาติมีโอกาสชนะสูงมาก
ใช่ครับ คุณชัชชาติได้เปรียบมาก เพราะเขามีร่องรอยผลงานและหลักฐานการทำงานให้เห็นชัดเจน ในขณะที่ผู้สมัครรายอื่นแม้จะชูเรื่องเทคโนโลยีหรือ AI มาตรวจสอบคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ยัง ไม่เห็นภาพรวมใหญ่ของการพัฒนาเมือง
จากการที่ผมศึกษาการเลือกตั้งท้องถิ่นมา ผู้สมัครในระดับเทศบาลหรือ อบจ. บางรายใช้เวลาเปิดตัวเป็นปีเพื่อสร้างความไว้วางใจและเกาะเกี่ยวทุนทางสังคมในพื้นที่ การเมืองท้องถิ่นผูกพันกับชีวิตและผู้คนมากกว่าระดับชาติ หากพรรคสีส้มสีฟ้ายังเน้นแค่การใช้สื่อและกระแสในช่วงสั้นๆ ก็ยากจะเอาชนะต้นทุนทางสังคมที่คุณชัชชาติสะสมไว้ได้
- การที่พรรคการเมืองยอมลงสนามในฐานะ "มวยรอง" ทั้งที่รู้ว่าโอกาสชนะน้อย พวกเขาหวังผลอะไรจากการเลือกตั้งครั้งนี้
เป้าหมายที่แท้จริงคือการเก็บ Big Data คะแนนเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็น การวิจัยเชิงปริมาณที่รูปธรรมที่สุด ซึ่งจะบอกว่าความนิยมของพรรคในแต่ละเขตและชุมชนอยู่ในระดับใด
ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญมากในการวางแผนระยะยาวเพื่อแก้ไขจุดอ่อนและยกระดับคะแนนนิยมสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ เนื่องจากทั้งสองพรรคประเมินว่ารัฐบาลอาจอยู่ไม่ครบเทอม 4 ปี การลงสนามท้องถิ่นจึงเป็นการเตรียมความพร้อมและพิสูจน์ฐานเสียงจริงในพื้นที่กรุงเทพฯ ไปในตัว
- ข้ามมาที่สนามเมืองพัทยา พรรคประชาชนจะสามารถนำฐานเสียง สส. มาปรับใช้กับการเมืองท้องถิ่นได้สำเร็จหรือไม่
พัทยามีปัญหาคล้าย กทม. คือการเปลี่ยนตัวผู้สมัครกะทันหัน เดิมมีการเลือกอดีตนักการเมืองจากพรรคอื่นมา แต่สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนตัวเนื่องจากมีประเด็นเรื่องการปั่นยอดไลก์จากเวียดนามและการตั้งคำถามเรื่องหลักฐาน
นอกจากนี้ บทบาทของผู้สมัคร คือ อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน ยังถูกวิจารณ์ว่าเป็น "นอมินี" เพราะภาพลักษณ์ของคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า บดบังตัวผู้สมัครไปหมด การนำเสนอ "ลำพูนโมเดล" มาใช้กับพัทยาก็ถูกโจมตีอย่างหนักว่าพื้นที่ต่างกันเกินไป และความสำเร็จที่ลำพูนก็ยังไม่ชัดเจน
ในขณะที่คู่แข่งอย่าง "นายกเบียร์" ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ แม้จะมีภาพลักษณ์เป็น "บ้านใหญ่" แต่เขาก็พยายามเว้นระยะห่างและสร้างระบบการทำงานใหม่ๆ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเพื่อสร้างภาพลักษณ์การทำงานที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น
- มีคำแนะนำอย่างไรต่อ "โหวตเตอร์" ในการเลือกผู้นำท้องถิ่นครั้งนี้
โหวตเตอร์ทั้ง กทม. และพัทยาต้องระวังการตัดสินใจตาม "กระแส" หรือความหวือหวาในสื่อ, สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาที่ โมเดลการพัฒนาเมือง ว่าผู้สมัครคนใดมีนโยบายที่ตอบสนองผลประโยชน์และแก้ปัญหาจริงได้ เช่น ความเหลื่อมล้ำและคุณภาพชีวิต
ทั้ง กทม. และพัทยา มีฐานะเป็น "เมืองพิเศษ" แต่ในข้อเท็จจริงกลับพิเศษแค่ชื่อ เพราะยังมีข้อจำกัดทางกฎหมาย งบประมาณ และอำนาจที่ยังทับซ้อนกับระบบราชการ ดังนั้นเราต้องเลือกคนที่มีวิสัยทัศน์และกล้าเสนอแนวทางที่จะทำให้เมืองเหล่านี้มีอำนาจการบริหารที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เข้ามาทำงานเป็นข้าราชการประจำที่ทำตามคำสั่งไปวันๆ ครับ