เสนอเปลี่ยน ‘อาสาพยาบาล’ เป็น ‘อาสานักบริบาล’ ป้องกันความสับสนบทบาทวิชาชีพ
6 ชมรมพยาบาล ชี้ ควรเป็นกำลังเสริม ไม่ใช่ทางออกแก้ขาดแคลนพยาบาล ห่วงนโยบายผลักภาระงานตกที่หน่วยปฐมภูมิ เหลื่อมล้ำค่าตอบแทน หวัง สธ. ใช้โอกาสนี้ เพิ่มอัตรากำลังพยาบาล ควบคู่พัฒนากำลังคนกลุ่มใหม่ เชื่อการดูแลสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ต้องอาศัยทั้งวิชาชีพ และกำลังเสริมจากชุมชนทำงานร่วมกัน
วันนี้ (9 มิ.ย. 69) พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ ประธานชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย และหัวหน้ากลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลแม่จัน จังหวัดเชียงราย เปิดเผยกับ The Active ถึงจุดยืนของ 6 ชมรมพยาบาลภาครัฐ ต่อแนวคิดการจัดตั้ง “อาสาพยาบาล” ของกระทรวงสาธารณสุข โดยเห็นว่าควรทบทวนชื่อเรียกและบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนของประชาชน และรักษามาตรฐานวิชาชีพพยาบาลตามที่กฎหมายกำหนด
พว.เพ็ญศรี บอกอีกว่า ข้อกังวลสำคัญของเครือข่ายพยาบาล คือ การใช้คำว่า อาสาพยาบาล อาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นบุคลากรที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เช่นเดียวกับพยาบาลวิชาชีพ ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้เข้าร่วมโครงการไม่ได้ผ่านการศึกษาและได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล
“คำว่าอาสาพยาบาลทำให้คนเข้าใจว่าทำงานได้เหมือนพยาบาลวิชาชีพ ทั้งที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน และมาตรฐานวิชาชีพที่สภาการพยาบาลกำหนดไว้ พวกเราจึงเสนอว่าหากเป็นพยาบาลวิชาชีพที่มาทำงานจิตอาสา จะใช้คำว่าพยาบาลอาสาหรือพยาบาลวิชาชีพอาสาก็ได้ แต่ถ้าไม่ใช่วิชาชีพพยาบาล ควรใช้ชื่ออื่นที่ตรงกับบทบาทมากกว่า”
พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ
จึงเสนอชื่อที่เหมาะสมอาจเป็น “อาสานักบริบาล” ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือ Caregiver (CG) ที่มีอยู่ในระบบอยู่แล้ว และไม่ทำให้เกิดความสับสนกับวิชาชีพพยาบาล
ชี้หลักสูตรมีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่
ประธานชมรมพยาบาลชุมชนฯ ระบุอีกว่า ปัจจุบันมีหลักสูตรสำหรับผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุและนักบริบาลอยู่แล้ว ทั้งหลักสูตรของสภาการพยาบาลที่ใช้เวลาอบรม 510 ชั่วโมง และหลักสูตรของกรมอนามัย จึงไม่จำเป็นต้องออกแบบหลักสูตรใหม่ทั้งหมด
หากรัฐบาลต้องการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยในชุมชน ควรคัดเลือกผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรี มีทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีศักยภาพในการทำงาน แล้วพัฒนาเพิ่มเติมให้มีบทบาทในระบบสุขภาพชุมชน โดยได้รับค่าตอบแทนตามที่รัฐบาลกำหนด
อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวควรเป็น “กำลังเสริม” ของระบบสุขภาพ ไม่ใช่การนำมาใช้แทนการผลิตพยาบาลวิชาชีพ
ห่วงภาระงานตกที่หน่วยปฐมภูมิ
พว.เพ็ญศรี ยอมรับว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายนี้ คือ หน่วยบริการปฐมภูมิทุกระดับ ทั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โรงพยาบาลชุมชน ตลอดจนหน่วยบริการปฐมภูมิในโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลศูนย์
โดยอธิบายว่า บุคลากรที่ต้องรับผิดชอบดูแลอาสาพยาบาลหรืออาสานักบริบาลในอนาคต จะเป็นพยาบาลที่ทำหน้าที่ Care Manager (CM) ซึ่งปัจจุบันมีภาระงานจำนวนมากอยู่แล้ว
“เดิมที Care Manager ทำหน้าที่วางแผนการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่อยู่ในระบบ Long-term Care อยู่แล้ว หากมีอาสาพยาบาลเพิ่มขึ้น คนที่ต้องจัดทำแผนการดูแล กำกับ ติดตาม และประเมินผล ก็คือพยาบาลในหน่วยปฐมภูมิอีกเช่นเดิม ซึ่งหมายถึงภาระงานที่เพิ่มขึ้น”
พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ
เสนอสร้างเส้นทางสู่พยาบาลวิชาชีพ
พว.เพ็ญศรี ยังเห็นว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังคนด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน ควรใช้โครงการนี้เป็นช่องทางสร้างบุคลากรเข้าสู่วิชาชีพพยาบาลในอนาคต
“คนที่เข้ามาทำงานกลุ่มนี้จำนวนมากมีวุฒิปริญญาตรีอยู่แล้ว มีศักยภาพและมีใจอยากช่วยเหลือสังคม หากมีระบบประเมินสมรรถนะและสนับสนุนให้เรียนต่อพยาบาลวิชาชีพ ใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปีครึ่ง ก็จะได้กำลังคนวิชาชีพเพิ่มขึ้นในระบบ”
พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ
พว.เพ็ญศรี ย้ำว่า ระบบควรมี Career Path หรือ เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเติบโตเป็นพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล หรือบุคลากรด้านสุขภาพในระดับอื่นได้ในอนาคต
“นี่คือความยั่งยืนของระบบ ไม่ใช่อบรมออนไลน์ไม่กี่สัปดาห์แล้วส่งลงพื้นที่ เพราะสุดท้ายก็ไม่ตอบโจทย์ปัญหาขาดแคลนบุคลากรในระยะยาว”
พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ
ห่วงความเหลื่อมล้ำค่าตอบแทน
อีกประเด็นที่เครือข่ายพยาบาลกังวล คือ โครงสร้างค่าตอบแทนของอาสาพยาบาลที่มีการพูดถึงตัวเลข 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าตอบแทนของ Caregiver ในชุมชนจำนวนมากที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน พว.เพ็ญศรี ยอมรับว่า ประเด็นดังกล่าวอาจก่อให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นธรรมในระบบ แต่ต้องพิจารณารายละเอียดการจ้างงานประกอบด้วย
“ถ้าจะได้รับค่าตอบแทน 15,000 บาทจริง ก็ต้องเป็นการทำงานเต็มเวลา (Full-time) มีภารกิจชัดเจน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยบริการปฐมภูมิ ไม่ใช่การทำงานเป็นครั้งคราวเหมือนระบบ Caregiver บางส่วนที่มีอยู่ในปัจจุบัน หากเป็นการทำงานเต็มเวลา มีสังกัดชัดเจน และมีระบบกำกับติดตาม ก็จะช่วยให้เกิดความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุในชุมชนมากขึ้น”
พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ
ปัญหาที่แท้จริงคือกำลังคนในระบบสาธารณสุขลดลง
พว.เพ็ญศรี บอกด้วยว่า สิ่งที่เครือข่ายพยาบาลพยายามสะท้อนต่อกระทรวงสาธารณสุข คือ ปัญหาสำคัญในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการขาดผู้ดูแลผู้สูงอายุ แต่คือการขาดแคลนพยาบาลวิชาชีพในระบบบริการปฐมภูมิ
“ทุกวันนี้พยาบาลจำนวนมากเริ่มหมดแรง เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน หลายคนลาออกไปทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน หรือธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ทำให้กำลังคนในระบบลดลงเรื่อย ๆ”
พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ
ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขควรใช้โอกาสนี้เพิ่มอัตรากำลังพยาบาลในหน่วยบริการปฐมภูมิทุกระดับ ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนกลุ่มใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การดูแลสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ จำเป็นต้องอาศัยทั้งบุคลากรวิชาชีพและกำลังเสริมจากชุมชนทำงานร่วมกัน
“เราไม่ได้คัดค้านนโยบาย แต่ต้องการให้ทำอย่างเป็นระบบ มีความชัดเจนเรื่องบทบาท หน้าที่ การกำกับดูแล และเส้นทางพัฒนาบุคลากร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและระบบสุขภาพในระยะยาว”
พว.เพ็ญศรี วงษ์พุฒ