โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

6 คำถามสำคัญ สำหรับนักลงทุนในปี 2569

ทันหุ้น

อัพเดต 12 ธ.ค. 2568 เวลา 12.51 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. เวลา 06.00 น.

#ทันหุ้น – ขณะที่ปี 2569 กำลังใกล้เข้ามา สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ: นักลงทุนกำลังเผชิญกับตลาดที่ให้ความรู้สึกทั้ง คุ้นเคยและแตกต่างไปจากพื้นฐาน การเติบโตมีความไม่สม่ำเสมอแต่ยังมีพื้นที่ให้เดินหน้าต่อไป เทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมเศรษฐกิจ ตลาดการลงทุน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อผลกำไรและพอร์ตลงทุนยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกกำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่แตกต่างกัน

บทวิจัยจาก Bank of New York Mellon หรือ BNY เกี่ยวกับรายงานแนวโน้มปี 2569 นำเสนอคำตอบสำหรับ 6 คำถามหลัก ที่มักเกิดขึ้นในการสนทนาและเป็นหัวข้อที่กำลังถกเถียงกันในปัจจุบัน โดยจะเป็นคำถามเชิงปฏิบัติที่เราคาดว่าจะกำหนดทิศทางของภูมิทัศน์การลงทุนและตลาดในปีหน้า

คำถามแรก: เศรษฐกิจโลกจะรักษาสมดุลเปราะบางเหมือนวันนี้ต่อไปได้ไหม

หนึ่งคำถามใหญ่ของนักลงทุนทั่วโลกคือ เศรษฐกิจโลกจะรักษาสมดุลความเปราะบางเหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ต่อไปได้ไหม? โดยทีมวิจัย BNY มองว่า ด้านหนึ่งเราเห็นการเติบโตที่ยังทรงตัวแต่ไม่ถดถอย อีกด้านหนึ่ง เงินเฟ้อยังไม่ปรับลงง่าย ๆ ขณะที่อีกด้าน สัญญาณในตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล และในขณะเดียวกัน มุมของเทคโนโลยีและ AI ก็กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขัน และดันผลิตภาพให้สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ทีมวิจัย BNY มองว่าถ้าเอาทุกด้านของเศรษฐกิจมารวมกัน ภาพปี 2569 ยังเอนเอียงไปทางการกลับมาเร่งตัวของการเติบโตได้อยู่ โดยมีทั้งนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน การใช้จ่ายของผู้บริโภค และตลาดแรงงานที่เริ่มสมดุลขึ้น เข้ามาช่วยประคองได้อยู่

สำหรับสหรัฐฯ คาดว่า GDP ปี 2568 นี้ จะปิดที่ประมาณ 1.6% และสามารถทรงตัวขึ้นไปแถว 1.9% ในปีหน้า แม้จะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่ถือว่ายืนระยะได้ดีท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามการค้า แรงงานตึงตัว และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนแรงหนุนสำคัญมาจากการลดดอกเบี้ยของเฟด การใช้จ่ายภาครัฐ กฎหมายภาษีใหม่ รวมถึงตลาดที่อยู่อาศัยและการรีไฟแนนซ์ที่เริ่มกลับมาคึกคัก เมื่อดอกเบี้ยจำนองค่อย ๆ ลดลง

ฟากฝั่งยูโรโซน ภาพปีหน้าคือ ฟื้นตัวได้ แต่ไม่แรง คาดว่าโตแบบค่อยเป็นค่อยไป นำโดยการใช้จ่ายภาครัฐและการบริโภคที่ดีขึ้นตามรายได้จริงที่เพิ่มขึ้น ส่วนเงินเฟ้อกำลังค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้เป้า 2% ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดโอกาสให้ใช้นโยบายการเงินแบบประคอง ไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยแบบแรง ๆ เหมือนในอดีต แม้ยังมีความเสี่ยงจากการเมืองและภาคก่อสร้างบางส่วนก็ตาม

ส่วนจีน มองว่าปีนี้ได้แรงหนุนจาก AI และการกระจายตลาดส่งออก แต่พอเข้าปีหน้า แรงส่งจากปัจจัยเหล่านี้เริ่มหายไป ขณะที่ประเด็นเงินฝืดและปัญหาอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นตัวถ่วง อย่างไรก็ตาม จีนยังมีช่องว่างด้านการคลังให้กระตุ้นเพิ่มได้ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและซัพพอร์ตท้องถิ่น โดยมีธนาคารกลางจีน (PBOC) ช่วยกดต้นทุนเงินกู้เพื่อลดความเปราะบางของระบบ เช่น ลดความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์

คำถามที่ 2 คือ ธนาคารกลางจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป

ทีมวิจัย BNY มองว่าท่าทีของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะเฟด ถือเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของตลาดการเงินในปีหน้า อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่วงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้สิ้นสุดลง คำถามสำคัญในปัจจุบันคือ ธนาคารกลางจะผ่อนคลายนโยบายไปในอัตราเร็วเท่าใด และการปรับเปลี่ยนนโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรบ้าง

ทีมวิจัยจากBNY มองแนวโน้มของเฟด ดังนี้

  • คณะกรรมการตลาดกลาง (FOMC) ได้เริ่มวงจรการลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง และได้ประกาศยุติมาตรการกระชับปริมาณสภาพคล่อง (QT) ในเดือนธันวาคมนี้
  • เฟดคาดว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นการจ้างงานมากขึ้นในปีหน้า เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการเข้าเมือง และการเปลี่ยนแปลงในการเผยแพร่ข้อมูลจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล
  • เนื่องจากคาดว่าเงินเฟ้อจะลดลงและอยู่สูงกว่าเป้าหมายเพียงเล็กน้อย เฟดจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตมากขึ้น แทนที่จะให้ความสำคัญสูงสุดกับการควบคุมเงินเฟ้อเหมือนช่วงปี 2022 – 2024 ที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินไปจนต้องรีบจัดการ
  • เฟดจะเน้นการสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโต โดยจะดำเนินไปสู่ท่าทีที่เป็นกลางซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3% ในระยะยาว
  • คาดว่าเฟดจะมีแนวโน้ไปสู่การผ่อนคลายนโยบายการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น
  • คาดว่าเฟดจะยังคงลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า จนกว่าเศรษฐกิจและตลาดการเงินจะส่งสัญญาณให้หยุด โดยจะนำขอบเขตล่างของช่วงอัตราดอกเบี้ยไปอยู่ที่ 2.5% ภายในปี 2570

สำหรับนัยยะต่อตลาดโลก ทีมวิจัยจากBNY มองว่า

  • สำหรับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐนั้น เฟดมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตตามเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งทำให้ท่าทีของเฟดผ่อนคลายกว่าธนาคารกลางอื่น ๆ ในประเทศพัฒนาแล้ว และการผ่อนคลายนี้เองที่จะสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอีกครั้ง
  • ธนาคารกลางยุโรป อาจผ่อนคลายนโยบายลงเล็กน้อย เนื่องจากมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาในยุโรป อย่างไรก็ตาม การผ่อนคลายดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะจำกัด เนื่องจากคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นทางการคลังสุทธิที่เกี่ยวข้องกับความมุ่งมั่นของยุโรปในการเสริมสร้างภาคการป้องกันประเทศ
  • ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) น่าจะขึ้นดอกเบี้ย เพื่อทำให้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล ทำให้ BOJ ต้องปรับนโยบายเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ
  • สินทรัพย์ทางเลือกยังเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (safe-haven)

คำถามที่ 3: เส้นทางอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันกำลังกำหนดทิศทางของตราสารหนี้อย่างไร

หลังจากการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกันมาหลายปีในหลายประเทศทั่วโลก จากนี้ไปนโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกกำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ทำให้ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทน หรือส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ภาคเอกชน (credit spreads) มีความกระจัดกระจายมากขึ้น เช่น

สหรัฐอเมริกา

  • การปรับลดดอกเบี้ยของเฟด จะหนุนให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น มีโอกาสปรับตัวขึ้น เป็นโอกาสในการทำกำไร แต่ต้องระวังพันธบัตรระยะยาว เพราะยังมีความเสี่ยงจากภาระหนี้ขาดดุลมหาศาลของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังคงกดดันผลตอบแทนในระยะยาว

ตลาดประเทศเกิดใหม่

  • มีความโดดเด่นขึ้นมา เพราะการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศเกิดใหม่หลายแห่ง (ในละตินอเมริกาและเอเชียกำลังอยู่ในกระบวนการลดอัตราดอกเบี้ย) และความคาดหวังว่าดอลลาร์จะอ่อนค่า เป็นปัจจัยบวกต่อตราสารหนี้ประเทศตลาดเกิดใหม่สกุลเงินท้องถิ่นที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยง

คำถามที่ 4: ปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือไม่

นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาว่าปีหน้าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือไม่ คำตอบจากทีมวิจัย BNY คือ ใช่ พร้อมคาดการณ์ว่าแรงขายดอลลาร์สหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าต่อไปในปีหน้า แล้วทำไมดอลลาร์ถึงอ่อนแอ? หลัก ๆ มาจาก 3 ปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นในดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

  • หนี้มหาศาล หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งสูงถึงกว่า 125% ของ GDP หนี้เยอะขนาดนี้ ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มลดความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของดอลลาร์
  • เฟดลดดอกเบี้ย การที่เฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลตอบแทนจากการถือสินทรัพย์ดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่ดึงดูดใจเท่าเดิม เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น
  • ยังแพงเกินไป แม้ดอลลาร์จะอ่อนค่าลงมาบ้างแล้ว แต่เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทั่วโลก ทีมวิจัย BNY ยังมองว่าดอลลาร์ยังมีมูลค่าสูงเกินไป (Overvalued)

คำถามที่ 5: การประเมินมูลค่า (Valuations) หุ้นสหรัฐฯ สูงเกินไปหรือไม่

มาดูตลาดหุ้นกันบ้าง ดัชนี S&P 500 ทำจุดสูงสุดใหม่ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าการประเมินมูลค่าหุ้นสหรัฐฯ สูงเกินไปหรือไม่ โดย

  • อัตราส่วน P/E ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 22 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 17 เท่า
  • แต่ทีมวิจัย BNY มองว่ามูลค่าที่สูงนี้มีเหตุผลรองรับ ทั้งจากความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง และน้ำหนักของกลุ่มเทคโนโลยี ที่เพิ่มขึ้นเป็น 36% ในดัชนี S&P 500
  • โมเมนตัมผลประกอบการกำลังขยายวงกว้างออกไปนอกกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ โดยคาดว่าผลประกอบการ S&P 500 จะเติบโตกว่า 13% ในปีหน้า

คำถามที่ 6: ใครคือผู้ชนะในระยะยาวของ AI

ปิดท้ายด้วยธีมร้อนแรงแห่งทศวรรษ นั่นคือ ใครจะเป็นผู้ชนะในระยะยาวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทีมวิจัย BNY มองว่า

  • ผู้ชนะที่แท้จริงไม่ใช่แค่ผู้ที่ใช้ AI ได้เร็วที่สุด แต่คือบริษัทที่มีอำนาจทางการตลาด ในการรักษาผลกำไรจากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นไว้ได้
  • ส่วนบริษัทนอกกลุ่มเทคโนโลยี ทีมวิจัย BNY ชี้ว่าผู้ชนะคือ บริษัทที่สามารถช่วงชิงความได้เปรียบในการแข่งขันที่สนับสนุนโดย AI เช่น โครงสร้างพื้นฐาน, พลังงาน และโลหะมีค่า ที่จะได้ประโยชน์จากกระแสเงินทุนภาครัฐร่วมกับการเพิ่มขึ้นของ AI

ทิ้งท้ายกันด้วยคำสำคัญ นั่นคือ 2569 คือปีแห่งโลกหลายมิติ นักลงทุนจะไม่สามารถพึ่งพาแรงขับเคลื่อนจากตลาดเดียว หรือสินทรัพย์เดียวได้อีกต่อไป

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...